Just another WordPress.com site

Q Cinemana Q

หลังดู Shoplifters


 

DSC_0566

Shoplifters เหมือนกับ Nobody Knows เวอร์ชั่นต่อยอด
เพียงแต่ว่า 14 ปีให้หลัง มันกลายเป็นงานที่ลุ่มลึก กลมกล่อม และถ่ายทอดความเป็นมนุษยนิยมได้ดียิ่งขึ้น

จุดต่างของทั้ง 2 เรื่องคือ
– Nobody Knows สร้างขึ้นโดยมีเค้าโครงเรื่องจริง และโฟกัสไปที่เด็ก ๆ มากกว่า
– ขณะที่ Shoplifters นั้นเป็น fiction ที่ Kore-eda ใช้เวลาเก็บข้อมูลและตกผลึกนานร่วม 10 ปี โดยการตระเวนไปตามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดแง่มุมของตัวละครทั้งผู้ใหญ่และเด็กอย่างรอบด้าน

ที่น่าสนใจก็คือ Shoplifters มีการชูประเด็นร่วมสมัยเกี่ยวกับ #ครอบครัวผสม ที่พบได้ในหนังดราม่าญี่ปุ่นยุคหลัง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Her Love Boils Bathwater (Ryota Nakano) หรือหนังทริลเลอร์อย่าง Creepy (Kiyoshi Kurosawa) รวมทั้งผลงานเก่าของเขาเองอย่างเช่น Like Father, Like Son กล่าวคือในหนัง Shoplifters ครอบครัวที่มีคุณยายฮัตสึเอะเป็นเหมือนแกนกลางนี้ แทบทุกคนไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดแต่อย่างใด

ความประทับใจอยู่ตรงที่ Kore-eda สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของตัวละครได้อย่างสมจริงและเป็นธรรมชาติมาก ในขณะเดียวกันก็มีหลายปมขัดแย้งที่หยิบยื่นคำถามกระแทกใจให้กับคนดู ซึ่งเป็นคำถามที่เย้าหยอกบรรทัดฐานสังคมหรือศีลธรรมได้อย่างแยบคาย หนังของ Kore-eda หลาย ๆ เรื่องนำไปสู่การถกเถียงตีความบนเส้นแบ่งสีเทา ๆ ทำให้เกิดความรู้สึกอ้ำอึ้ง ยากจะตัดสินว่าใครถูกใครผิดกันแน่ (เช่น เคสของน้องยูริ ที่ถูกพ่อแม่แท้ ๆ ทำร้ายร่างกายจนหนีออกจากบ้าน ขณะที่ครอบครัวชิบาตะแม้จะถูกสังคมประณามว่าลักพาตัวน้องมา แต่พวกเขาก็เลี้ยงดูเธอด้วยความรักเอาใจใส่เหมือนลูกแท้ ๆ)

อีกประเด็นหนึ่งที่ชื่นชอบ ก็คือ การสะท้อนปัญหาสังคมของ Kore-eda โดยการสะท้อนภาพยุคเสื่อมของญี่ปุ่น (ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับงานหลายชิ้นของ Kiyoshi Kurosawa) ใน Shoplifters มันเป็นการสะท้อนถึงภาวะบ้านแตก ที่ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยจะเห็นได้ว่าสมาชิกในบ้าน ไม่ว่าจะโอซามุ (ผัว) โนบุโยะ (เมีย) พวกเขาไม่ได้ขี้เกียจขนาดนั้น เมื่อสามารถพวกเขาก็ออกไปทำงานตัวเป็นเกลียว แต่ด้วยการปรับลดอัตราหรือสวัสดิการ หรือการว่าจ้างงานแบบ temp ทำให้ทั้งคู่ต้องมาเกาะแม่กิน (แม่แก่ ๆ ของพวกเขาได้รับเงินบำนาญ) และนำไปสู่การลักเล็กขโมยน้อย ตอนท้าย ๆ เรื่องจะเห็นการพูดถึงระบบ work sharing ที่ส่งผลกระทบต่อที่ทางและความอยู่รอดของโนบุโยะด้วย

จริง ๆ มีปมหลายเรื่องที่รู้สึกค้างคา ตัวอย่างเช่น เรื่องของสาวสวย อากิ ที่หนังเล่าไม่หมด ว่าอะไรทำให้เธอต้องหนีออกจากบ้านมาอยู่กับย่า(ที่ไม่ใช่ย่าแท้ ๆ ด้วยซ้ำ) หลายฉากก็จี๊ดใจมาก ๆ เช่น ฉากที่โนบุโยะคุยกับน้องยูริที่อ่างอาบน้ำ หรือฉากคุณปู่ร้านชำที่ตักเตือนโชตะ เป็นต้น

แล้ว Kore-eda นี่พี่แก cast นักแสดงเด็กได้โอ๊ย ๆ เหลือเกิน น้องผู้ชาย Kairi Jo นี่อย่างหล่อ (เชื่อว่าบางคนคงภาวนาอย่าให้น้องดีแตกเหมือน Yuya 555) หรือน้องผู้หญิง Miyu Sasaki นี่น่ารักอย่างกับตุ๊กตา ไม่แปลกใจที่ครอบครัวนี้จะเต็มใจรับเลี้ยง 555)

ปล1. ประเด็นหนึ่งที่คล้ายกับหนัง Her Love Boils Bathwater มาก ๆ ก็คือการ #รวมพลคนบ้านแตก ซึ่งโนบุโยะพูดได้พีคมาก ๆ เพราะเมื่อ 2 ผัวเมียเห็นเด็ก 2 คนนี้ก็เหมือนภาพสะท้อนของตน ที่เป็นผลผลิตจากผู้ใหญ่ที่ไม่พร้อมจะมีลูก

ปล2. แต่หนังเลือก framing ได้ฉลาดมากนะ มันคงจะดีแล้วก็ได้ที่ให้ความเป็นครอบครัวของพวกเขาจบลงแค่นี้ เพราะถ้าดันทุรังอยู่กันต่อไป จากโคตรซึ้งอาจจะกลายเป็นโคตรดาร์กแทน 555


รีวิว The Passion of Joan of Arc


33345859_10155278058070807_1007259715987570688_o

ต้องบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ดูหนัง THE PASSION OF JOAN OF ARC ในโรง
และนี่เป็นครั้งแรก ที่เราได้ดูหนังเงียบที่มีดนตรีบรรเลงประกอบโดย film accompanist ระดับโลก
ถือเป็นการ #เปิดประสบการณ์ อย่างแท้จริง

ก่อนอื่น ขอสารภาพว่า ทีแรกก็นึกภาพไม่ออกหรอกว่าเวลาดูหนังที่มีแต่ฉาก close-up เห็นหน้าคนเต็มจอ มันจะอึดอัดแค่ไหน (แอบนึกถึง mv ของโล้นซ่า Sinead O’ Connor เพลง Nothing Compares 2 U 555)

และเนื่องด้วยเราเป็น 1 ในทีมงานผู้ช่วยเทศกาลฯ ครั้งนี้ หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของเรา ก็คือ การหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อมาเขียนเรื่องย่อ หรือบทความต่าง ๆ ซึ่งนักวิจารณ์หลายสำนักพูดตรงกันว่า นี่คือหนังเงียบที่ดีที่สุด และการแสดงที่ยอดเยี่ยมของ Renee ก็เคยถูกยกย่องให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของนักแสดงหญิงตลอดกาล นอกจากนี้ยังมีตำนานเรื่องเล่ามากมาย ทั้งเกี่ยวกับตัวนางเอก ผู้กำกับจอมซาดิสม์ หรือตัวฟิล์มเนกาทีฟต้นฉบับที่เคยสูญหายไปนานร่วม 50 ปี

เมื่อวานนี้พอได้มาสัมผัสกับตาตัวเองจริง ๆ ก็ต้องยอมรับว่า JOAN OF ARC ดีเยี่ยมสมคำร่ำลือ แล้วการได้มาดูหนังในตำนานบนจอใหญ่ของสกาลา แถมยังมีนักเปียโนเพลงประกอบภาพยนตร์ระดับแนวหน้าอย่าง Maud Nelissen มาเล่นเปียโนคลอไปกับหนังตั้งแต่ต้นจนจบ พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า #ไม่เสียชาติเกิด

ตัวหนังมันค่อนข้างจะเครียดเอาการ เพราะผู้กำกับ Dreyer เลือกที่จะถ่ายทอดชีวิตของ Joan ในช่วงวาระสุดท้าย the passion ในที่นี้ก็คือการรับทรมาน ถูกไต่สวนด้วยข้อหาทางศาสนา ประพฤตินอกรีต (ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีเรื่องการเมืองอยู่เบื้องหลัง เพราะเป็นยุคที่อังกฤษกับฝรั่งเศสกำลังช่วงชิงอำนาจกันอยู่) ลองนึกภาพผู้หญิงอายุแค่ 19 แต่ต้องมารับโทษหนัก ถูกกระทำย่ำยี และถูกบังคับให้สารภาพผิด

ใน 1 ชั่วโมงครึ่งที่บีบคั้นนี้ เมื่อได้สดับเสียงเปียโนบรรเลงประกอบ ช่วยบรรเทาความตึงเครียดและหดหู่ได้มาก สิ่งที่น่าสนใจจากการหาข้อมูลก็คือ ที่จริงหนังเรื่องนี้จัดว่าเป็นหนังทุนสร้างสูงเรื่องหนึ่งของฝรั่งเศสในยุคนั้นเลย มีการลงทุนกับการสร้างฉากหอคอยที่รูอ็องไปอย่างมหาศาล แต่ผู้กำกับ Dreyer กลับเลือกที่จะถ่ายเน้นไปที่หน้าคน คน และคน จนแทบไม่เห็นฉากหลัง นอกจากนี้ยังมีการใช้มุมกล้องเพื่อสร้างบรรยากาศกดดัน ตัวอย่างเช่น เมื่อกล้องจับภาพไปที่ Joan เรามักจะเห็นใบหน้าของเธอในมุมปกติ หรือมุมกด เป็นการสื่อถึงสถานะที่ด้อยกว่า และนัยน์ตาที่มองไปยังเบื้องบน นอกจากจะเป็นการขอความเห็นใจจากบรรดาผู้มีอำนาจแล้ว ยังอาจสื่อนัยยะถึงการวิงวอนพระเจ้า ในขณะเดียวกัน เมื่อกล้องจับภาพไปที่ตัวละครอื่น ๆ เช่น ผู้พิพากษา หรือผู้คุม ก็มักจะถ่ายเสยหรือช้อนขึ้นไป ทำให้เราเห็นภาพหน้าตาของตัวละครเหล่านั้นแบบถมึงทึง ดูน่าเคลือบแคลง และสื่อถึงสถานะที่เหนือกว่า

นึกถึงที่มิตรสหายทั่นหนึ่งทักหลังออกจากโรง (ว่าดูจบแล้วนึกถึงบ้านเรา 555) จะว่าไป Joan of Arc ก็คงเป็นเหมือนตัวแทนของเหยื่ออธรรม ที่ถูกกระทำย่ำยีจากการเป็นคนเห็นต่าง แค่เปลี่ยนจากข้อหานอกรีตเป็นอื่น ๆ เช่น คอมมิวนิสต์ พวกไม่รักชาติ พวก… (*ดูดเสียง*) พวกนั่นพวกนี้ แล้วแต่จะยัดข้อหาให้

ใครยังไม่เคยดู ขอแนะนำจริง ๆ เทศกาลหนังเงียบครั้งที่ 5 ยังมีฉายหนัง Joan of Arc อีก 1 รอบ ในวันพุธที่ 30 พ.ค. ที่โรงหนังลิโด

แล้วก็ใครที่สนใจประวัตินางเอก Renee Falconetti ตามไปอ่านได้ในลิ้งนี้เลย
https://www.facebook.com/silentfilmthailand/photos/pcb.2099781823414055/2099774263414811/?type=3&theater


รีวิว Tabu


33216327_10155275935585807_5995008217539674112_n

ช่วงนี้หอภาพยนตร์มีหนังรางวัลมาฉายบ่อย

เพิ่งได้ดู Tabu (หรือชื่อไทยที่เราถือวิสาสะตั้งเองว่า “จระเข้สื่อรัก” 555)

ผลงานของ Miguel Gomez ผู้กำกับชาวโปรตุเกสชิ้นนี้ เขาตั้งใจบูชาครู F.W. Murnau โดยตั้งชื่อตามหนังเรื่องหนึ่ง แถมยังถ่ายทำแบบขาว-ดำ (แต่ก็ทำให้ภาพสวยและมีมนต์ขลังมาก ๆ)

องค์แรก เราแอบหลับช่วงท้าย ๆ โชคดีที่ตื่นมาทันเปิดองก์สองพอดี ชอบสไตล์การเล่าเรื่อง ราวกับได้อ่านวรรณกรรมสักเรื่องหนึ่ง โดย part II นี้เป็นการย้อนอดีตอันสุดแสนโลดโผนของ ออโรรา คหบดีสาวห้าวที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตเป็นเจ้าของไร่ในแอฟริกาในยุคอาณานิคม และมีงานอดิเรกคือการล่าสัตว์ ประวัติของเธอคือยิงปืนไม่เคยพลาดสักนัด ซึ่งตลอดทั้ง part นี้ถ่ายทอดออกมาในลักษณะคล้าย ๆ หนังเงียบ ตัวละครถูกดูดเสียงออกหมด แต่มีเสียงคนบรรยายคล้าย ๆ เวลาเราดูหนังสารคดี โดยมีชู้รักของออโรราในวัยชราเป็นผู้รำลึกความหลัง ซึ่งจริง ๆ แล้วจะว่าไป หนังมันออกแนวหนังทุนต่ำเกรด B เลยนะ แต่ผู้กำกับสามารถถ่ายทอดบรรยากาศของป่าเขา ทุ่งหญ้า ความรักและความลุ่มหลงออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ ทำให้เรารู้สึกราวกับว่าหลงยุค หลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งจริง ๆ

ปล1. ตอนออกจากโรงมา มิตรสหายสาว ๆ บอกว่า ไม่แปลกใจเลยที่ ออโรรา จะนอกใจผัว เพราะแค่เปิดตัวพระเอก ก็ยกใจให้แล้ว หล่อสัส 555

ปล2. มิตรสหายอีกท่าน บอกว่า Gomez ได้รับฉายาทำนองว่า เป็นเจ้ย-อภิชาติพงศ์ แห่งโปรตุเกส 555


รีวิว Timbuktu


timbuktu-poster
อาทิตย์ก่อนเพิ่งได้ดู Timbuktu หนังดีที่หอภาพยนตร์เพิ่งจะนำมาฉายใหม่

ดูแล้วนึกถึงบทกลอน “ถึงยุคทมิฬมาร จะครองเมืองด้วยควันปืน … แต่คนย่อมเป็นคน”

Timbuktu (ทิมบักตู) เป็นชื่อเมืองเมืองหนึ่งในประเทศมาลี ที่ครั้งหนึ่งเคยสงบสุข และในอดีตเคยเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านการค้าและศาสนา จนได้รับฉายาว่า เมกกะแห่งซาฮารา 

แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ในช่วงราว ๆ ปี 2012 มีกองกำลังหัวรุนแรงชื่อกลุ่มอันซาร์ ดีน เข้ามายึดครอง และถ้าใครเคยตามข่าว จะเห็นพวกนี้ทำลายโบราณสถาน ศาสนาสถาน

ซึ่งผู้กำกับ อับเดอร์ราเมน ซิสซาโก ได้เห็นข่าวที่นำเสนอแต่ภาพตัวประกันชาวตะวันตก เขาจึงอยากถ่ายทอดภาพชีวิตของผู้คน ชนพื้นเมือง ที่ได้รับผลกระทบจากการปกครองของกลุ่มกบฎที่แอบอ้างศาสนา กดขี่บังคับผู้คนด้วยกฎเกณฑ์สารพัด ห้ามนู่นห้ามนี่ ห้ามแม้แต่ร้องเพลง หรือเล่นฟุตบอล

ซิสซาโก ถ่ายทอดช่วงเวลาหดหู่สิ้นหวังของทิมบักตูออกมาได้อย่างงดงามและมีความหวัง ทั้งในแง่ทัศนียภาพของดินแดนทะเลทรายเวิ้งว้าง หรือวิถีชีวิตของผู้คนที่ยังยิ้มได้แม้ในท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด นอกจากนี้เขาพยายามที่จะสร้างตัวละครต่าง ๆ ในแบบมนุษยนิยม ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่ถูกกดขี่ หรือแม้แต่กลุ่มกบฎหัวรุนแรงที่ลึก ๆ แล้วก็ยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่ เขาไม่ได้ทำให้คนเหล่านั้นกลายเป็นปีศาจชั่วช้าอย่างเดียว (จนหนังของเขาเคยถูกวิพากษ์ว่ามัน pro กลุ่มผู้ก่อการร้ายเกินไป!) ในขณะเดียวกันเขาก็ได้ตั้งคำถามต่อแนวทางของกลุ่มหัวรุนแรงผ่านบทสนทนาของตัวละครต่าง ๆ ฉากหนึ่งที่ผมชอบที่สุด คือ ฉากที่เด็ก ๆ เล่นฟุตบอลในจินตนาการ ภาพของเด็ก ๆ ที่เล่นฟุตบอลอย่างมีอารมณ์ร่วมทั้ง ๆ ที่ไม่มีลูกฟุตบอลอยู่ในสนามเลย บวกกับเพลงประกอบที่เร้าอารมณ์ ทำให้ภาพที่ปรากฏออกมากลายเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์

 


รีวิวหนัง The Square


16587008_10211853991010648_7079453339507081237_o

เพิ่งได้ดูหนัง The Square คู่ควรกับรางวัลปาล์มทองคำเมื่อปีก่อนทุกประการ

ไม่ได้ดูหนังที่ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน และขบคิดตลอดทั้งเรื่องแบบนี้มานานแล้ว

แต้มต่ออย่างหนึ่งที่ทำให้หนังได้รางวัล แน่นอนล่ะ ต้องเป็นการหยิบยกประเด็นเรื่องผู้อพยพในยุโรปขึ้นมาพูด แต่ที่ยอดเยี่ยมกว่านั้น ก็คือ การถ่ายทอดประเด็นได้อย่างแยบคาย ผ่านชีวิตวุ่น ๆ ของภัณฑารักษ์หนุ่มใหญ่ Christian ที่เป็นผู้ดูแลหอศิลป์ X-Royal ที่ดัดแปลงมาจากพระราชวังเก่า

The Square เย้าแหย่กับปรัชญา และยั่วหยอกกับเส้นแบ่งของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง…
– นิยามของ “ศิลปะ” (ในหนังเสียดสีการให้ค่างานศิลปะได้อย่างเจ็บแสบ และทำให้เราต้องย้อนมองหรือตั้งคำถามว่า ตกลงไอ้สิ่งบ้า ๆ บอ ๆ เหล่านี้มันคือศิลปะแน่หรือ? โดยเฉพาะเคสสุดปั่นอันที่เป็นที่มาของปกหนัง)

– นิยามเรื่อง “สิทธิ เสรีภาพ” ผ่านงานศิลปะชื่อ The Square ในพื้นที่สมมตินี้ทุกคนมีศักดิ์และสิทธิเสมอภาคกัน แต่หนังก็วิพากษ์ให้เราเห็นว่าในความเป็นจริงนั้นมัน failed (ล้มเหลว) แค่ไหน ผ่านพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอกของคนในหอศิลป์ หรือการอยู่แบบไม่แยแส ตัวใครตัวมัน ในพื้นที่สี่เหลี่ยมทั้งหลาย (เช่น จัตุรัส, ห้างสรรพสินค้า, อพาร์ทเมนท์) ตัวละคร Christian น่าจะเป็นภาพแทนที่ชัดเจนที่สุด ในฐานะภัณฑารักษ์ หรือพ่อ เขาพยายามทำตัวมีหลักการ หรือเทศนาสั่งสอน แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้ทำในสิ่งที่เชื่อ และมีสายตาที่เต็มไปด้วยอคติ

– ความลักลั่นของ Political correctness (ความถูกต้องทางการเมือง) หนังเสียดสีได้เจ็บแสบหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแสดงทัศนะต่อผู้อพยพ ที่ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของ Christian (คล้าย ๆ กับข้อถกเถียงเรื่อง free speech ในเคส Charlie Hebdo) หรือในเคสผู้ป่วยทูเร็ตต์ ที่มีคน ๆ หนึ่งพยายามจะช่วยแก้ต่าง หรือ correct ให้ตลอด ทั้งที่การกระทำของพี่แกกำลังละเมิดทั้งปัจเจกและสาธารณะอย่างหนัก

– ประเด็นเรื่อง “พื้นที่” ซึ่งหนังพยายามนำเสนอให้เห็นความคาบเกี่ยวระหว่าง “พื้นที่ส่วนตัว” กับ “พื้นที่สาธารณะ” อยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น เคสที่ Christian ฟังคำยุของลูกน้องแล้วไปเร่หย่อนจดหมายสนเท่ห์ให้กับทุกคนในอพาร์ทเมนท์เพื่อทวงคืนมือถือที่หายไป (เอาเรื่องส่วนตัวไปปะปนกับส่วนรวม) ในขณะเดียวกัน จากเคสโฆษณาอื้อฉาวที่นำไปสู่การแถลงการณ์ของหอศิลป์ ก็เป็นตัวอย่างของเรื่องส่วนรวมที่มากระทบกับเรื่องส่วนตัว

หนังพยายามจะนำเคสง่าย ๆ เรื่องใกล้ตัวมานำเสนอให้เราเห็นความเชื่อมโยงของสังคมพหุวัฒนธรรม และผลกระทบที่เกิดขึ้น วิธีการโต้ตอบของ Christian แบบหว่านแห และเหมารวม แม้ว่าจะทำให้เขาได้ของคืน แต่มันก็ส่งผลกระทบต่อคนตัวเล็กตัวน้อยจากครอบครัวหนึ่ง และการเอาคืนของคนตัวเล็กตัวน้อยนั้นก็สามารถทำให้เขาอยู่ไม่สุขได้เช่นกัน


รีวิวหนัง Batch ’81


batch-81

เมื่อวานได้ดู Batch ’81 ในโปรแกรมหนัง Restoration Asia
เป็นหนังฟิลิปปินส์ แต่ดันมีหอหนังเอเชียที่สิงคโปร์เป็นผู้บูรณะ

หนังเสียดสี fraternity ที่ใช้ hazing หรือวิธีการรับน้องแบบใช้ความรุนแรง โดยเท่าที่อ่านข้อมูล ที่ฟิลิปปินส์ในยุคนั้นมีปัญหาเรื่องการรับน้องเยอะมาก แม้แต่โปรดิวเซอร์หนังเอง ลูกชายเธอก็เคยถูกซ้อมจนฟกช้ำ และลูกชายของเพื่อนก็ถูกทารุณกรรมจนถึงกับต้องเข้ารับการผ่าตัดสมอง (นอกจากนี้หนังตีความได้ 2 ชั้น โดยแอบสอดแทรกประเด็นการเมือง จะเห็นได้ว่าฉากสุดพีค #เก้าอี้ไฟฟ้า นั้น มีการตั้งคำถามว่า “กฎอัยการศึกดีหรือไม่ดี?” และในบรรดาสมาชิกก็ไม่มีใครตอบได้ ซึ่งในปี ’81 ที่หนังถ่ายทำนั้น ปธน. มาร์กอส เพิ่งจะยกเลิกกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้มานานถึง 9 ปี)

ในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นหนุ่ม ๆ เข้า fraternity (หรือบ้าน) ที่ชื่อว่า Alpha Kappa Omega และเช่นเดียวกับการรับน้องตามมหา’ลัยในบ้านเรา ที่พวกเขาต้องผ่านการทดสอบ ฝ่าด่านอรหันต์ต่าง ๆ เพื่อให้รุ่นพี่ยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ซึ่งสมาชิกบางคนเชื่อว่าจะทำให้พวกเขามีแต้มต่อในสังคมในภายภาคหน้า ทั้งที่การรับน้องที่เกิดขึ้นนี้เต็มไปด้วยความรุนแรง และความไร้เหตุผล และรุ่นน้องต้องพยักหน้า ห้ามเถียง ห้ามถาม ตามสไตล์อำนาจนิยม ซึ่งหนังก็ถ่ายทอดออกมาได้แบบสด ๆ ดิบ ๆ ทรงพลังอย่างยิ่ง กราฟของหนังตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนจะมีแต่ขึ้น ๆ ๆ ความป่าเถื่อน ความไร้เหตุผลทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงจุดที่อยู่เหนือการควบคุม คนที่เคยตั้งคำถามก็ไม่มีชีวิตให้มาถามต่อ ส่วนคนที่ไม่กล้าตั้งคำถามก็สยบยอมต่อไป คนที่เคยเชียร์ก็ตกอยู่ในภาวะหลวมตัว เลยตามเลย เพราะรู้สึกเสียดายที่อุตส่าห์ทุ่มเทลงแรงไป สุดท้ายแล้ว “ผู้ถูกกระทำ” ก็ผันตัวไปเป็น “ผู้กระทำ” วนลูปกันไป เฮ้อ…


รีวิวหนัง Ladybird


lady-bird-v1-0010_lb_00000-1-_preview_wide-fd0c9e9890abf9ad9d9452e703a67bd80b60f2e7-s900-c85

แหม่… นึกว่าจะไม่ได้ดู Ladybird ซะแล้ว
พอเห็น House เอากลับมาฉาย ผมนี้รีบไปจัดเลย (เมื่อวานก็ลังเล เพราะเวลาเดินทางกระชั้นมาก สุดท้ายตัดสินใจไปดู ตอนเดินเข้าโรงหนังฉายไปแล้ว 3-4 นาทีได้)

เป็นหนัง coming of age ที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจดี หนังเล่าเรื่องของเด็กสาวก๋ากั่นที่ชอบให้คนอื่นเรียกชื่อเธอว่า ‘Ladybird’ นางมีปมที่ค่อนข้างซับซ้อน คือเป็นเด็กสาวที่กำลังอยู่ในวัยค้นหาตัวเองนั่นแหละ และมีนิสัยเสียคือเป็นคนเพ้อฝ้น ไม่อยู่ในโลกความจริง (จนนำไปสู่นิสัยขี้โกหก) ทีนี้ปัญหาหลักอยู่ที่ “แม่” ซึ่งที่จริงก็รักลูกแหละ แต่เป็นคนไม่ชอบแสดงออก และด้วยความหวังดีก็เลยเข้มงวดกับลูกสาวเสียจนกลายเป็นความกดดัน ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับ ไม่เคยดีพอสำหรับแม่

หนังเรื่องนี้สะท้อนปัญหาครอบครัวและชีวิตวัยรุ่นของผู้คนในเมืองเคร่งศาสนาได้ค่อนข้างดี (ฉากหลังของหนังคือเมืองคาทอลิกในซาคราเมนโต) ตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องมีความเว้าแหว่งทางจิตใจมากน้อยแตกต่างกันไป ที่จริงบางประเด็นมันก็หนักหน่วงนะ แต่หนังนำเสนอแบบกำลังดี ไม่ฟูมฟาย อย่างคู่แม่ลูก Ladybird นั้น ทั้งคู่เหมือนจะมีปัญหาในการแสดงออก (แบบที่พ่อบอกว่า แม่ลูกคู่นี้แรงทั้งคู่) ลูกสาวเป็นคนเจ้าอารมณ์ ขี้วีนขี้เหวี่ยง และพูดจาขวานผ่าซาก ส่วนแม่นั้นในหน้าที่การงาน เธอเป็นจิตแพทย์ที่อ่อนโยนกับคนไข้ แต่ในชีวิตครอบครัว เธอกลับไม่ยอมผ่อนปรนให้ Ladybird ไม่พยายามเปิดใจรับฟังลูกสาวที่กำลังก้าวข้ามจากช่วงวัยรุ่น

ส่วนตัวรู้สึกว่าหนังดีมาทั้งเรื่อง แล้วมาพลาดนิดหน่อยตอนจบ คือโอเคแหละ ว่าหนังมันสอนใจให้เรารู้จักพอใจในตัวเอง และอยู่กับความเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกันรู้สึกเสียดายตรงที่ว่าบทสรุปแบบนี้ ที่เหมือนจะแอบเทศนาเล็ก ๆ ถึงวิถีปฏิบัติที่ถูกต้องดีงาม เหมือนมันไป corrupt มุมมองแบบเข้าใจโลก ไม่ตัดสินใคร ที่หนังคุมโทนไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงบั้นปลายไปแบบดื้อ ๆ เลย (ในหนังจะชอบมีคำเปรียบเปรยทำนองว่า “นางเอกเป็นคนที่ชอบนอกลู่นอกทาง” และเป็นขบถที่พยายามหลุดออกจากการตีกรอบของสังคม แต่สุดท้ายแล้วเหมือนเธอก็เริ่มคิดได้ว่า การใช้ชีวิตในกรอบก็โอเคนะ และน่าจะเป็นทางเลือกชีวิตที่ดีกว่า)

ปล. รักนะ น้องโรแนนนนนนนนนนนนนนน ❤️❤️❤️