Just another WordPress.com site

Q Cinemana Q

รีวิว The Passion of Joan of Arc


33345859_10155278058070807_1007259715987570688_o

ต้องบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ดูหนัง THE PASSION OF JOAN OF ARC ในโรง
และนี่เป็นครั้งแรก ที่เราได้ดูหนังเงียบที่มีดนตรีบรรเลงประกอบโดย film accompanist ระดับโลก
ถือเป็นการ #เปิดประสบการณ์ อย่างแท้จริง

ก่อนอื่น ขอสารภาพว่า ทีแรกก็นึกภาพไม่ออกหรอกว่าเวลาดูหนังที่มีแต่ฉาก close-up เห็นหน้าคนเต็มจอ มันจะอึดอัดแค่ไหน (แอบนึกถึง mv ของโล้นซ่า Sinead O’ Connor เพลง Nothing Compares 2 U 555)

และเนื่องด้วยเราเป็น 1 ในทีมงานผู้ช่วยเทศกาลฯ ครั้งนี้ หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของเรา ก็คือ การหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อมาเขียนเรื่องย่อ หรือบทความต่าง ๆ ซึ่งนักวิจารณ์หลายสำนักพูดตรงกันว่า นี่คือหนังเงียบที่ดีที่สุด และการแสดงที่ยอดเยี่ยมของ Renee ก็เคยถูกยกย่องให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของนักแสดงหญิงตลอดกาล นอกจากนี้ยังมีตำนานเรื่องเล่ามากมาย ทั้งเกี่ยวกับตัวนางเอก ผู้กำกับจอมซาดิสม์ หรือตัวฟิล์มเนกาทีฟต้นฉบับที่เคยสูญหายไปนานร่วม 50 ปี

เมื่อวานนี้พอได้มาสัมผัสกับตาตัวเองจริง ๆ ก็ต้องยอมรับว่า JOAN OF ARC ดีเยี่ยมสมคำร่ำลือ แล้วการได้มาดูหนังในตำนานบนจอใหญ่ของสกาลา แถมยังมีนักเปียโนเพลงประกอบภาพยนตร์ระดับแนวหน้าอย่าง Maud Nelissen มาเล่นเปียโนคลอไปกับหนังตั้งแต่ต้นจนจบ พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า #ไม่เสียชาติเกิด

ตัวหนังมันค่อนข้างจะเครียดเอาการ เพราะผู้กำกับ Dreyer เลือกที่จะถ่ายทอดชีวิตของ Joan ในช่วงวาระสุดท้าย the passion ในที่นี้ก็คือการรับทรมาน ถูกไต่สวนด้วยข้อหาทางศาสนา ประพฤตินอกรีต (ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีเรื่องการเมืองอยู่เบื้องหลัง เพราะเป็นยุคที่อังกฤษกับฝรั่งเศสกำลังช่วงชิงอำนาจกันอยู่) ลองนึกภาพผู้หญิงอายุแค่ 19 แต่ต้องมารับโทษหนัก ถูกกระทำย่ำยี และถูกบังคับให้สารภาพผิด

ใน 1 ชั่วโมงครึ่งที่บีบคั้นนี้ เมื่อได้สดับเสียงเปียโนบรรเลงประกอบ ช่วยบรรเทาความตึงเครียดและหดหู่ได้มาก สิ่งที่น่าสนใจจากการหาข้อมูลก็คือ ที่จริงหนังเรื่องนี้จัดว่าเป็นหนังทุนสร้างสูงเรื่องหนึ่งของฝรั่งเศสในยุคนั้นเลย มีการลงทุนกับการสร้างฉากหอคอยที่รูอ็องไปอย่างมหาศาล แต่ผู้กำกับ Dreyer กลับเลือกที่จะถ่ายเน้นไปที่หน้าคน คน และคน จนแทบไม่เห็นฉากหลัง นอกจากนี้ยังมีการใช้มุมกล้องเพื่อสร้างบรรยากาศกดดัน ตัวอย่างเช่น เมื่อกล้องจับภาพไปที่ Joan เรามักจะเห็นใบหน้าของเธอในมุมปกติ หรือมุมกด เป็นการสื่อถึงสถานะที่ด้อยกว่า และนัยน์ตาที่มองไปยังเบื้องบน นอกจากจะเป็นการขอความเห็นใจจากบรรดาผู้มีอำนาจแล้ว ยังอาจสื่อนัยยะถึงการวิงวอนพระเจ้า ในขณะเดียวกัน เมื่อกล้องจับภาพไปที่ตัวละครอื่น ๆ เช่น ผู้พิพากษา หรือผู้คุม ก็มักจะถ่ายเสยหรือช้อนขึ้นไป ทำให้เราเห็นภาพหน้าตาของตัวละครเหล่านั้นแบบถมึงทึง ดูน่าเคลือบแคลง และสื่อถึงสถานะที่เหนือกว่า

นึกถึงที่มิตรสหายทั่นหนึ่งทักหลังออกจากโรง (ว่าดูจบแล้วนึกถึงบ้านเรา 555) จะว่าไป Joan of Arc ก็คงเป็นเหมือนตัวแทนของเหยื่ออธรรม ที่ถูกกระทำย่ำยีจากการเป็นคนเห็นต่าง แค่เปลี่ยนจากข้อหานอกรีตเป็นอื่น ๆ เช่น คอมมิวนิสต์ พวกไม่รักชาติ พวก… (*ดูดเสียง*) พวกนั่นพวกนี้ แล้วแต่จะยัดข้อหาให้

ใครยังไม่เคยดู ขอแนะนำจริง ๆ เทศกาลหนังเงียบครั้งที่ 5 ยังมีฉายหนัง Joan of Arc อีก 1 รอบ ในวันพุธที่ 30 พ.ค. ที่โรงหนังลิโด

แล้วก็ใครที่สนใจประวัตินางเอก Renee Falconetti ตามไปอ่านได้ในลิ้งนี้เลย
https://www.facebook.com/silentfilmthailand/photos/pcb.2099781823414055/2099774263414811/?type=3&theater

Advertisements

รีวิว Tabu


33216327_10155275935585807_5995008217539674112_n

ช่วงนี้หอภาพยนตร์มีหนังรางวัลมาฉายบ่อย

เพิ่งได้ดู Tabu (หรือชื่อไทยที่เราถือวิสาสะตั้งเองว่า “จระเข้สื่อรัก” 555)

ผลงานของ Miguel Gomez ผู้กำกับชาวโปรตุเกสชิ้นนี้ เขาตั้งใจบูชาครู F.W. Murnau โดยตั้งชื่อตามหนังเรื่องหนึ่ง แถมยังถ่ายทำแบบขาว-ดำ (แต่ก็ทำให้ภาพสวยและมีมนต์ขลังมาก ๆ)

องค์แรก เราแอบหลับช่วงท้าย ๆ โชคดีที่ตื่นมาทันเปิดองก์สองพอดี ชอบสไตล์การเล่าเรื่อง ราวกับได้อ่านวรรณกรรมสักเรื่องหนึ่ง โดย part II นี้เป็นการย้อนอดีตอันสุดแสนโลดโผนของ ออโรรา คหบดีสาวห้าวที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตเป็นเจ้าของไร่ในแอฟริกาในยุคอาณานิคม และมีงานอดิเรกคือการล่าสัตว์ ประวัติของเธอคือยิงปืนไม่เคยพลาดสักนัด ซึ่งตลอดทั้ง part นี้ถ่ายทอดออกมาในลักษณะคล้าย ๆ หนังเงียบ ตัวละครถูกดูดเสียงออกหมด แต่มีเสียงคนบรรยายคล้าย ๆ เวลาเราดูหนังสารคดี โดยมีชู้รักของออโรราในวัยชราเป็นผู้รำลึกความหลัง ซึ่งจริง ๆ แล้วจะว่าไป หนังมันออกแนวหนังทุนต่ำเกรด B เลยนะ แต่ผู้กำกับสามารถถ่ายทอดบรรยากาศของป่าเขา ทุ่งหญ้า ความรักและความลุ่มหลงออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ ทำให้เรารู้สึกราวกับว่าหลงยุค หลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งจริง ๆ

ปล1. ตอนออกจากโรงมา มิตรสหายสาว ๆ บอกว่า ไม่แปลกใจเลยที่ ออโรรา จะนอกใจผัว เพราะแค่เปิดตัวพระเอก ก็ยกใจให้แล้ว หล่อสัส 555

ปล2. มิตรสหายอีกท่าน บอกว่า Gomez ได้รับฉายาทำนองว่า เป็นเจ้ย-อภิชาติพงศ์ แห่งโปรตุเกส 555


รีวิว Timbuktu


timbuktu-poster
อาทิตย์ก่อนเพิ่งได้ดู Timbuktu หนังดีที่หอภาพยนตร์เพิ่งจะนำมาฉายใหม่

ดูแล้วนึกถึงบทกลอน “ถึงยุคทมิฬมาร จะครองเมืองด้วยควันปืน … แต่คนย่อมเป็นคน”

Timbuktu (ทิมบักตู) เป็นชื่อเมืองเมืองหนึ่งในประเทศมาลี ที่ครั้งหนึ่งเคยสงบสุข และในอดีตเคยเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านการค้าและศาสนา จนได้รับฉายาว่า เมกกะแห่งซาฮารา 

แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ในช่วงราว ๆ ปี 2012 มีกองกำลังหัวรุนแรงชื่อกลุ่มอันซาร์ ดีน เข้ามายึดครอง และถ้าใครเคยตามข่าว จะเห็นพวกนี้ทำลายโบราณสถาน ศาสนาสถาน

ซึ่งผู้กำกับ อับเดอร์ราเมน ซิสซาโก ได้เห็นข่าวที่นำเสนอแต่ภาพตัวประกันชาวตะวันตก เขาจึงอยากถ่ายทอดภาพชีวิตของผู้คน ชนพื้นเมือง ที่ได้รับผลกระทบจากการปกครองของกลุ่มกบฎที่แอบอ้างศาสนา กดขี่บังคับผู้คนด้วยกฎเกณฑ์สารพัด ห้ามนู่นห้ามนี่ ห้ามแม้แต่ร้องเพลง หรือเล่นฟุตบอล

ซิสซาโก ถ่ายทอดช่วงเวลาหดหู่สิ้นหวังของทิมบักตูออกมาได้อย่างงดงามและมีความหวัง ทั้งในแง่ทัศนียภาพของดินแดนทะเลทรายเวิ้งว้าง หรือวิถีชีวิตของผู้คนที่ยังยิ้มได้แม้ในท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด นอกจากนี้เขาพยายามที่จะสร้างตัวละครต่าง ๆ ในแบบมนุษยนิยม ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่ถูกกดขี่ หรือแม้แต่กลุ่มกบฎหัวรุนแรงที่ลึก ๆ แล้วก็ยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่ เขาไม่ได้ทำให้คนเหล่านั้นกลายเป็นปีศาจชั่วช้าอย่างเดียว (จนหนังของเขาเคยถูกวิพากษ์ว่ามัน pro กลุ่มผู้ก่อการร้ายเกินไป!) ในขณะเดียวกันเขาก็ได้ตั้งคำถามต่อแนวทางของกลุ่มหัวรุนแรงผ่านบทสนทนาของตัวละครต่าง ๆ ฉากหนึ่งที่ผมชอบที่สุด คือ ฉากที่เด็ก ๆ เล่นฟุตบอลในจินตนาการ ภาพของเด็ก ๆ ที่เล่นฟุตบอลอย่างมีอารมณ์ร่วมทั้ง ๆ ที่ไม่มีลูกฟุตบอลอยู่ในสนามเลย บวกกับเพลงประกอบที่เร้าอารมณ์ ทำให้ภาพที่ปรากฏออกมากลายเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์

 


รีวิวหนัง The Square


16587008_10211853991010648_7079453339507081237_o

เพิ่งได้ดูหนัง The Square คู่ควรกับรางวัลปาล์มทองคำเมื่อปีก่อนทุกประการ

ไม่ได้ดูหนังที่ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน และขบคิดตลอดทั้งเรื่องแบบนี้มานานแล้ว

แต้มต่ออย่างหนึ่งที่ทำให้หนังได้รางวัล แน่นอนล่ะ ต้องเป็นการหยิบยกประเด็นเรื่องผู้อพยพในยุโรปขึ้นมาพูด แต่ที่ยอดเยี่ยมกว่านั้น ก็คือ การถ่ายทอดประเด็นได้อย่างแยบคาย ผ่านชีวิตวุ่น ๆ ของภัณฑารักษ์หนุ่มใหญ่ Christian ที่เป็นผู้ดูแลหอศิลป์ X-Royal ที่ดัดแปลงมาจากพระราชวังเก่า

The Square เย้าแหย่กับปรัชญา และยั่วหยอกกับเส้นแบ่งของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง…
– นิยามของ “ศิลปะ” (ในหนังเสียดสีการให้ค่างานศิลปะได้อย่างเจ็บแสบ และทำให้เราต้องย้อนมองหรือตั้งคำถามว่า ตกลงไอ้สิ่งบ้า ๆ บอ ๆ เหล่านี้มันคือศิลปะแน่หรือ? โดยเฉพาะเคสสุดปั่นอันที่เป็นที่มาของปกหนัง)

– นิยามเรื่อง “สิทธิ เสรีภาพ” ผ่านงานศิลปะชื่อ The Square ในพื้นที่สมมตินี้ทุกคนมีศักดิ์และสิทธิเสมอภาคกัน แต่หนังก็วิพากษ์ให้เราเห็นว่าในความเป็นจริงนั้นมัน failed (ล้มเหลว) แค่ไหน ผ่านพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอกของคนในหอศิลป์ หรือการอยู่แบบไม่แยแส ตัวใครตัวมัน ในพื้นที่สี่เหลี่ยมทั้งหลาย (เช่น จัตุรัส, ห้างสรรพสินค้า, อพาร์ทเมนท์) ตัวละคร Christian น่าจะเป็นภาพแทนที่ชัดเจนที่สุด ในฐานะภัณฑารักษ์ หรือพ่อ เขาพยายามทำตัวมีหลักการ หรือเทศนาสั่งสอน แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้ทำในสิ่งที่เชื่อ และมีสายตาที่เต็มไปด้วยอคติ

– ความลักลั่นของ Political correctness (ความถูกต้องทางการเมือง) หนังเสียดสีได้เจ็บแสบหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแสดงทัศนะต่อผู้อพยพ ที่ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของ Christian (คล้าย ๆ กับข้อถกเถียงเรื่อง free speech ในเคส Charlie Hebdo) หรือในเคสผู้ป่วยทูเร็ตต์ ที่มีคน ๆ หนึ่งพยายามจะช่วยแก้ต่าง หรือ correct ให้ตลอด ทั้งที่การกระทำของพี่แกกำลังละเมิดทั้งปัจเจกและสาธารณะอย่างหนัก

– ประเด็นเรื่อง “พื้นที่” ซึ่งหนังพยายามนำเสนอให้เห็นความคาบเกี่ยวระหว่าง “พื้นที่ส่วนตัว” กับ “พื้นที่สาธารณะ” อยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น เคสที่ Christian ฟังคำยุของลูกน้องแล้วไปเร่หย่อนจดหมายสนเท่ห์ให้กับทุกคนในอพาร์ทเมนท์เพื่อทวงคืนมือถือที่หายไป (เอาเรื่องส่วนตัวไปปะปนกับส่วนรวม) ในขณะเดียวกัน จากเคสโฆษณาอื้อฉาวที่นำไปสู่การแถลงการณ์ของหอศิลป์ ก็เป็นตัวอย่างของเรื่องส่วนรวมที่มากระทบกับเรื่องส่วนตัว

หนังพยายามจะนำเคสง่าย ๆ เรื่องใกล้ตัวมานำเสนอให้เราเห็นความเชื่อมโยงของสังคมพหุวัฒนธรรม และผลกระทบที่เกิดขึ้น วิธีการโต้ตอบของ Christian แบบหว่านแห และเหมารวม แม้ว่าจะทำให้เขาได้ของคืน แต่มันก็ส่งผลกระทบต่อคนตัวเล็กตัวน้อยจากครอบครัวหนึ่ง และการเอาคืนของคนตัวเล็กตัวน้อยนั้นก็สามารถทำให้เขาอยู่ไม่สุขได้เช่นกัน


รีวิวหนัง Batch ’81


batch-81

เมื่อวานได้ดู Batch ’81 ในโปรแกรมหนัง Restoration Asia
เป็นหนังฟิลิปปินส์ แต่ดันมีหอหนังเอเชียที่สิงคโปร์เป็นผู้บูรณะ

หนังเสียดสี fraternity ที่ใช้ hazing หรือวิธีการรับน้องแบบใช้ความรุนแรง โดยเท่าที่อ่านข้อมูล ที่ฟิลิปปินส์ในยุคนั้นมีปัญหาเรื่องการรับน้องเยอะมาก แม้แต่โปรดิวเซอร์หนังเอง ลูกชายเธอก็เคยถูกซ้อมจนฟกช้ำ และลูกชายของเพื่อนก็ถูกทารุณกรรมจนถึงกับต้องเข้ารับการผ่าตัดสมอง (นอกจากนี้หนังตีความได้ 2 ชั้น โดยแอบสอดแทรกประเด็นการเมือง จะเห็นได้ว่าฉากสุดพีค #เก้าอี้ไฟฟ้า นั้น มีการตั้งคำถามว่า “กฎอัยการศึกดีหรือไม่ดี?” และในบรรดาสมาชิกก็ไม่มีใครตอบได้ ซึ่งในปี ’81 ที่หนังถ่ายทำนั้น ปธน. มาร์กอส เพิ่งจะยกเลิกกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้มานานถึง 9 ปี)

ในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นหนุ่ม ๆ เข้า fraternity (หรือบ้าน) ที่ชื่อว่า Alpha Kappa Omega และเช่นเดียวกับการรับน้องตามมหา’ลัยในบ้านเรา ที่พวกเขาต้องผ่านการทดสอบ ฝ่าด่านอรหันต์ต่าง ๆ เพื่อให้รุ่นพี่ยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ซึ่งสมาชิกบางคนเชื่อว่าจะทำให้พวกเขามีแต้มต่อในสังคมในภายภาคหน้า ทั้งที่การรับน้องที่เกิดขึ้นนี้เต็มไปด้วยความรุนแรง และความไร้เหตุผล และรุ่นน้องต้องพยักหน้า ห้ามเถียง ห้ามถาม ตามสไตล์อำนาจนิยม ซึ่งหนังก็ถ่ายทอดออกมาได้แบบสด ๆ ดิบ ๆ ทรงพลังอย่างยิ่ง กราฟของหนังตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนจะมีแต่ขึ้น ๆ ๆ ความป่าเถื่อน ความไร้เหตุผลทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงจุดที่อยู่เหนือการควบคุม คนที่เคยตั้งคำถามก็ไม่มีชีวิตให้มาถามต่อ ส่วนคนที่ไม่กล้าตั้งคำถามก็สยบยอมต่อไป คนที่เคยเชียร์ก็ตกอยู่ในภาวะหลวมตัว เลยตามเลย เพราะรู้สึกเสียดายที่อุตส่าห์ทุ่มเทลงแรงไป สุดท้ายแล้ว “ผู้ถูกกระทำ” ก็ผันตัวไปเป็น “ผู้กระทำ” วนลูปกันไป เฮ้อ…


รีวิวหนัง Ladybird


lady-bird-v1-0010_lb_00000-1-_preview_wide-fd0c9e9890abf9ad9d9452e703a67bd80b60f2e7-s900-c85

แหม่… นึกว่าจะไม่ได้ดู Ladybird ซะแล้ว
พอเห็น House เอากลับมาฉาย ผมนี้รีบไปจัดเลย (เมื่อวานก็ลังเล เพราะเวลาเดินทางกระชั้นมาก สุดท้ายตัดสินใจไปดู ตอนเดินเข้าโรงหนังฉายไปแล้ว 3-4 นาทีได้)

เป็นหนัง coming of age ที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจดี หนังเล่าเรื่องของเด็กสาวก๋ากั่นที่ชอบให้คนอื่นเรียกชื่อเธอว่า ‘Ladybird’ นางมีปมที่ค่อนข้างซับซ้อน คือเป็นเด็กสาวที่กำลังอยู่ในวัยค้นหาตัวเองนั่นแหละ และมีนิสัยเสียคือเป็นคนเพ้อฝ้น ไม่อยู่ในโลกความจริง (จนนำไปสู่นิสัยขี้โกหก) ทีนี้ปัญหาหลักอยู่ที่ “แม่” ซึ่งที่จริงก็รักลูกแหละ แต่เป็นคนไม่ชอบแสดงออก และด้วยความหวังดีก็เลยเข้มงวดกับลูกสาวเสียจนกลายเป็นความกดดัน ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับ ไม่เคยดีพอสำหรับแม่

หนังเรื่องนี้สะท้อนปัญหาครอบครัวและชีวิตวัยรุ่นของผู้คนในเมืองเคร่งศาสนาได้ค่อนข้างดี (ฉากหลังของหนังคือเมืองคาทอลิกในซาคราเมนโต) ตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องมีความเว้าแหว่งทางจิตใจมากน้อยแตกต่างกันไป ที่จริงบางประเด็นมันก็หนักหน่วงนะ แต่หนังนำเสนอแบบกำลังดี ไม่ฟูมฟาย อย่างคู่แม่ลูก Ladybird นั้น ทั้งคู่เหมือนจะมีปัญหาในการแสดงออก (แบบที่พ่อบอกว่า แม่ลูกคู่นี้แรงทั้งคู่) ลูกสาวเป็นคนเจ้าอารมณ์ ขี้วีนขี้เหวี่ยง และพูดจาขวานผ่าซาก ส่วนแม่นั้นในหน้าที่การงาน เธอเป็นจิตแพทย์ที่อ่อนโยนกับคนไข้ แต่ในชีวิตครอบครัว เธอกลับไม่ยอมผ่อนปรนให้ Ladybird ไม่พยายามเปิดใจรับฟังลูกสาวที่กำลังก้าวข้ามจากช่วงวัยรุ่น

ส่วนตัวรู้สึกว่าหนังดีมาทั้งเรื่อง แล้วมาพลาดนิดหน่อยตอนจบ คือโอเคแหละ ว่าหนังมันสอนใจให้เรารู้จักพอใจในตัวเอง และอยู่กับความเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกันรู้สึกเสียดายตรงที่ว่าบทสรุปแบบนี้ ที่เหมือนจะแอบเทศนาเล็ก ๆ ถึงวิถีปฏิบัติที่ถูกต้องดีงาม เหมือนมันไป corrupt มุมมองแบบเข้าใจโลก ไม่ตัดสินใคร ที่หนังคุมโทนไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงบั้นปลายไปแบบดื้อ ๆ เลย (ในหนังจะชอบมีคำเปรียบเปรยทำนองว่า “นางเอกเป็นคนที่ชอบนอกลู่นอกทาง” และเป็นขบถที่พยายามหลุดออกจากการตีกรอบของสังคม แต่สุดท้ายแล้วเหมือนเธอก็เริ่มคิดได้ว่า การใช้ชีวิตในกรอบก็โอเคนะ และน่าจะเป็นทางเลือกชีวิตที่ดีกว่า)

ปล. รักนะ น้องโรแนนนนนนนนนนนนนนน ❤️❤️❤️


รีวิวหนัง The Shape of Water


screen-shot-2017-09-14-at-9-49-54-am1

เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ผมรอดูเลยล่ะ เพราะชอบผลงาน Pan’s Labyrinth ของ ผกก. Del Toro (ตอนนั้นที่ดูปุ๊บ ก็โคตรทึ่งเลยกับความกล้าที่จะนำเสนอหนังแฟนตาซีเด็กแบบดาร์ก ๆ)

สำหรับ The Shape of Water นั้น ถ้าจะให้พูดถึงพล็อตสั้น ๆ แล้วมันเป็น #หนังน้ำเน่า ด้วยซ้ำ เป็นเรื่องราวความรักของหญิงใบ้กับอสุรกายใต้น้ำ หรืออาจจะพูดว่า Beauty and the Beast #เวอร์ชั่นโหดหน่อยหน่อย ก็ว่าได้ (ถ้าใครเคยดู Pan’s ให้ลองนึกภาพว่า Del Toro เอาไอ้ตัวประหลาดในเรื่องนั้นมาเป็นพระเอกในเรื่องนี้นี่แหละฮะ 555)

ถ้าให้เทียบกับ Pan’s แล้ว ต้องบอกว่างานเก่าดีกว่า และมีจังหวะในการเล่าเรื่องดีกว่า ส่วน Water นี่สไตล์การเล่าเรื่องจะเนิบนาบหน่อย ๆ แต่ที่ #ดีงามนั้นแน่นอนคือ การคุมโทน
และงานภาพวิจิตร ที่ทำให้เราเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแฟนตาซีสีมรกตที่มีฉากหลังเป็นช่วงยุค 60’s

แรงบันดาลใจของ Del Toro คือการ #บูชาครู โดยการนำหนังในดวงใจเรื่อง Creature from the Black Lagoon ที่เขาเคยดูในวัยเด็กมาเล่าใหม่ แต่ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ Del Toro ต้องการให้พรายน้ำ Gill-man ได้สมหวังกับนางเอก Julie Adams (เวอร์ชั่นเก่านั้น Gill-man เป็นผู้ร้ายและตายตอนจบ ถถถ)

creature-from-the-black-lagoon-blu-ray

#สิ่งพิเศษ ก็คือ หนังเรื่องนี้ได้สอดแทรกประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 2-3 เรื่อง ได้แก่
– “คนชายขอบ” จะเห็นได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นที่รวมของตัวละครที่เหมือนไม่มีตัวตน หรือเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม เช่น คนใบ้ (ที่น่าจะเป็น metaphor ของคนไม่มีสิทธิมีเสียง), คนผิวสี, เกย์, คนต่างชาติ ต่างอุดมการณ์, หรือแม้แต่ตัวมนุษย์น้ำ ที่เป็นดุจเทพเจ้าของชาวอเมซอน แต่ในสายตาของผู้มีอำนาจแล้ว เขากลับกลายเป็นสัตว์ประหลาด เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต้องถูกกำจัด (ซึ่งเท่าที่อ่านบทสัมภาษณ์คร่าว ๆ ผกก. Del Toro เองต้องการที่จะสอดแทรกเรื่อง Otherness ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนของสหรัฐฯ ในยุค ปธน. Trump โดยเขามีกุศโลบายว่า ถ้าหากนำประเด็นดังกล่าวมานำเสนอผ่านเรื่องเล่าที่มียุคสงครามเย็นเป็นฉากหลัง ก็จะทำให้คนดูเปิดใจรับสารที่เขาต้องการจะสื่อมากขึ้น)

– “สงครามเย็น” ผมชอบ fiction หลาย ๆ เรื่องที่ถ่ายทอดเรื่องราวในยุคนี้ มันดูมีเสน่ห์ดี อย่างในหนัง Water พรายน้ำเป็นอสุรกายที่ค่ายเสรีนิยม (อเมริกา) กับสังคมนิยม (โซเวียต) พยายามจะแย่งชิงมาครอบครอง แต่เป็นอเมริกาที่ช่วงชิงมาได้ จนโซเวียตต้องส่งนักวิทยาศาสตร์มาสอดแนม หนังมีการพูดถึงสงครามอวกาศที่ทั้ง 2 ค่ายเคยแข่งขันกันสร้างผลงานชนิดไม่มีใครยอมใคร (ซึ่งภายใต้หน้าตาของมหาอำนาจนั้น ก็เต็มไปด้วยความอัปลักษณ์และฉ้อฉล)

– “เสียดสีอำนาจนิยม และ American Dream” ตัวละครอย่างเช่น Strickland เป็นตัวแทนของสายเหยี่ยวที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ (คาแรกเตอร์นี้มีทั้งลักษณะของอำนาจนิยม และชายเป็นใหญ่ ซึ่งส่วนตัวเดาว่าหมอนี่อาจจะเป็นภาพล้อเลียนของ Trump ก็ได้) เขาเป็นคนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนใจเรื่องคุณธรรมหรือไม่แคร์ว่ามันจะทำร้ายใครบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้ามองในแง่ของ function หรือการทำหน้าที่แล้ว เขาอาจจะกลายเป็นคนดีขึ้นมาทันทีเลยก็ได้ เพราะทุกสิ่งที่เขาทำ ก็ล้วนแต่ทำไปเพื่อชาติ (รัฐ) และเพื่อครอบครัว จะว่าไปแล้วความก้าวหน้าที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งอย่าง Strickland ใฝ่หาก็คือ American Dream ซึ่งในหนังได้นำเสนอแบบเสียดสีผ่านภาพของโฆษณา pop art ในยุค 60’s ที่มักจะสอดแทรกค่านิยมของชีวิตในฝันลงไป (ฉากที่รถโก้เก๋ Cadillac Coupe DeVille ของ Strickland ถูกชนจนพังยับเยิน อาจจะสื่อถึง ความฝันที่พังพินาศลง)

เป็น 2 ชั่วโมงเต็มที่ได้เพลิดเพลินไปกับโลกแฟนตาซีสุดบรรเจิดของ Del Toro ซึ่งแฟน ๆ หนังอาร์ตน่าจะชอบอยู่แล้ว สำหรับแฟน ๆ ทั่วไป ถ้าไม่ติดใจเรื่องความเนิบนาบของหนัง และอยากลองชมหนังรักรสชาติใหม่ ๆ แบบ Greeny Valentine ก็ขอแนะนำเลยฮะ

ปล. สำหรับหนุ่ม ๆ อย่าตัดสินคนที่ภายนอก (นางเอกซ่อนรูปมากฮะ ฮา….. 🤣)

4739931