Just another WordPress.com site

MUSIC

เล่าเพลง ‘Lonely Together’ (เมื่อคนเหงา 2 คนมาเจอกัน)


‘Lonely Together’ เป็นผลงานของ Avicii ที่ได้สาวแซ่บ Rita Ora มาร่วมร้อง เพลงนี้ออกเมื่อปลายปีก่อน และเป็นเพลงเต้นรำซาวด์ house ที่ดังไปทั่วโลก

 

 

เนื้อหาของเพลงแดนซ์แบบเศร้า ๆ นัว ๆ ‘Lonely Together’ นั้นเริ่มต้นมาจากไอเดียของ Rita Ora ที่นึกถึงช่วงเวลาอกหัก และรู้ว่ายังไงทั้งคู่ก็ไม่มีทางกลับมาคืนดีกันได้ แต่เธอยังไม่สามารถตัดใจจากเขาได้เลย เธอจึงคิดที่จะกลับไปใช้เวลา 1 คืนกับคนรักเก่าเพื่อให้ผ่านพ้นจากความทุกข์ระทมนี้ไป (แต่รุ่งเช้าเธอก็อาจจะรู้สึก regret หรือเสียใจทีหลังก็ได้)

แต่ใน MV นี่จะสื่อออกมาอีกแบบนะ เป็นโทนสดใส โดยจะเป็นเรื่องราวของคู่รักคู่ใหม่ที่ตกอยู่ในภวังค์รัก เหมือนเวลาหยุดหมุนแล้วทั้งโลกก็มีแต่พวกเขา 2 คนที่ออกไปท่องเที่ยว มีความสุขด้วยกัน (จะว่าไป lonely together หรือ “คนเหงายกกำลังสอง” นี่คงคล้าย ๆ กับสมการที่ว่า “ลบเจอลบเป็นบวก” หรือเปล่า? แบบที่เขาว่าไว้ในเพลง หนุ่มบาวสาวปาน “ความเหงาเป็นขั้วบวกขั้วลบ หนุ่มสาวได้มาพบ กันในคืนร้าวราน…” 555)

lonely together

#เรียนภาษาจากบทเพลง
นายเบอทขอคัดเลือกบางประโยค และบางสำนวนที่น่าสนใจมาเล่านะครับ

– It’s you and your world and I’m caught in the middle
(เพราะเธอกับโลกส่วนตัวของเธอ ที่ทำให้ฉันกลายเป็นอุปสรรคกั้นกลาง)

ตรงนี้เธอพูดถึง พ่อหนุ่มที่กำลังจะเลิกรากันเพราะไปด้วยกันไม่ได้ เพราะการที่เขามีเธออยู่นั้นอาจจะทำให้เขาไม่สามารถสานฝันหรือทำบางอย่างที่เขาตั้งใจได้ (พูดง่าย ๆ ก็คือ ณ ตอนนี้เธอกลายเป็นส่วนเกินของเขา)

อีกประโยคในท่อนแรก เธอพูดว่า…
…and I know that I can’t be your friend
It’s my head or my heart, and I’m caught in the middle
(และฉันรู้ดีว่าเราคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้
ไม่รู้ว่าเพราะสมองหรือหัวใจสั่งการ และฉันรู้สึกค้างคา)

>>สำนวน caught in the middle แปลตรงตัวว่า ติดอยู่ตรงกลาง
สื่อความหมายถึง การตกที่นั่งลำบาก รู้สึกค้างคา
หรือเป็นสถานการณ์ที่เราไปอยู่ท่ามกลางสองฝ่ายที่กำลังมีประเด็น มีความขัดแย้งกันอยู่

อีกอัน it’s my head or my heart สื่อถึง สถานการณ์ที่เราอาจจะเลือกไม่ถูกว่าจะใช้เหตุผล (หัวสมอง) หรือทำตามอารมณ์ (หัวใจ) ดี?

– My hands are tied, but not tied enough
(มือฉันถูกมัดไว้ แต่ก็ไม่แน่นพอ)

ประโยคนี้ในท่อน pre-chorus การพูดถึงมือที่ถูกมัด สื่อถึง “พันธนาการ” ที่เธอต้องยับยั้งชั่งใจไว้ เพราะเขาไม่ใช่คนของเธออีกแล้ว แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดยั้งความรู้สึกคิดถึงคนรักเก่าของเธอไปได้ (แบบว่ามัดยังไงก็มัดไม่อยู่นั่นแหละ)

You’re the high that I can’t give up
(เธอคือความสุขที่ฉันขาดไม่ได้)

high ในที่นี้แปลได้ว่า ความสุขล้น หรือบางทีก็ทับศัพท์ว่า “ไฮ” ไปเลย โดยเวลาฝรั่งพูดคำว่า feel high นั้นมันก็มักจะสื่อถึงความสุข หรือความฟินที่มาจากความมึนเมา ลุ่มหลง เป็นการ high จากปาร์ตี้ สุรายาเมา หรือความรัก (ซึ่งก็มักจะเป็นความสุขแบบชั่วครู่ชั่วยาม ตอน feel high ก็สุขล้น แต่พอหมดโปรเมื่อไหร่ ก็ทุกข์ถนัด feel low จมดิ่งทันใด)

– At the bottom of a bottle. You’re the poison in the wine.
(ที่ก้นขวดไวน์ขวดนี้ เธอก็คือยาพิษที่เคลือบแฝงอยู่นั่นเอง)

ประโยคนี้สื่อถึงความสัมพันธ์ที่มีทั้งคุณและโทษ โดย #ไวน์ เปรียบดั่งความสุขที่ได้จากความรัก ขณะเดียวกัน #ยาพิษ ก็คือความเจ็บปวด ความผิดหวัง ที่เธอได้จากเขาคนเดียวกัน

– Let’s be lonely together
A little less lonely together
(เรามาเหงาไปด้วยกันเถอะ
มาคลายเหงาไปด้วยกัน)

วลี less lonely เราจะพบได้บ่อย ๆ ในเพลงรักทั้งหลาย เพื่อสื่อถึงการที่คน 2 คนมาพบกัน แล้วก็จะช่วยคลายเหงา หรือทำให้อีกคนหนึ่งเหงาน้อยลง (เช่นเพลง One Less Lonely Girl เป็นต้น)

= = = = = = = = = =

#อัพเลเวล ภาษาอังกฤษ ผ่านสำนวนและสแลงใหม่ ๆ
แนะนำหนังสือ POWER UP – พูดอังกฤษติดสำนวน

หาซื้อได้ที่ร้าน SE-ED ทุกสาขา และร้านหนังสือชั้นนำ เช่น B2S, นายอินทร์, ศูนย์หนังสือจุฬา, Kinokuniya

4BLOG

หรือสั่งซื้อ online คลิกเลย >>
ร้านซีเอ็ด
https://se-ed.com/s/cQda

Preview หนังสือ
https://www.facebook.com/IDIOM.SLANG/posts/1594797470563990


Dolores O’Riordan – เบื้องหลังหม่น ๆ ของน้ำเสียงเศร้า ๆ


fd26f8fb0b73f6b9871a4d537fe8728f--dolores-hair-dos

Dolores O’Riordan ในวัย 18 ปี จำจากบ้านเกิดในแถบชนบทของเมืองลิเมอริค ประเทศไอร์แลนด์ เพื่อไล่ตามฝันในเส้นทางดนตรีกับวง The Cranberries

น้องสาวคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 7 คน เติบโตในครอบครัวอนุรักษ์นิยม ในวัยเด็กเธอเป็นสาวห้าวที่แอบนำตุ๊กตาไปขุดหลุมฝังไว้ในสวน และใช้เวลาส่วนใหญ่คลุกคลีกับพี่ชายที่ชอบฟังเพลงเฮฟวี่เมทัล Dolores มีพื้นฐานทางดนตรีจากการขับร้องและเล่นออร์แกนในโบสถ์ เธอมีความฝันที่จะเข้าร่วมวงดนตรี แต่แม่ของเธอไม่ให้การสนับสนุนเลย และอยากให้เธอเรียนหนังสือมากกว่า กระนั้นการกีดกันจากครอบครัวก็ไม่สามารถขัดขวางความตั้งใจอย่างแรงกล้าของเธอได้ Dolores ส่งเดโมเทปไปให้ 2 พี่น้อง Hogan ที่กำลังเปิดออดิชั่นหานักร้องสาว และพวกเขาประทับใจในเพลง ‘Linger’ จึงอ้าแขนรับเธอเข้าร่วมวง

ด้วยซาวด์ดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ Alternative Rock ผสานกับ Irish Folk และน้ำเสียงเปี่ยมเสน่ห์ของ Dolores ทำให้เดโมเทปของวง 4 ชิ้นจากไอร์แลนด์เป็นที่ต้องตาต้องใจของค่ายเพลงต่าง ๆ และสุดท้ายทางวงก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายอินดี้ชื่อดังอย่าง Island Records

จุดพลิกผันของวงมาจากการที่ The Cranberries ถูกคัดเลือกให้ไปเล่นเป็นวงเปิดให้กับ Suede วงร็อคหน้าใหม่สุดร้อนแรงแห่งเกาะอังกฤษ ที่อเมริกาในปี 1993 แต่หลังจากทัวร์ดังกล่าว Suede ไม่ประสบความสำเร็จกับตลาดใหม่ดังหวัง ขณะที่ความนิยมของ The Cranberries กลับค่อย ๆ ทวีคูณ โดยได้อานิสงส์จากการผลักดันของสถานี MTV ทำให้ในเวลาต่อมา อัลบั้มที่สอง ‘No Need to Argue’ ที่มืดหม่นขึ้น และมีเพลงดังอย่าง ‘Zombie’ กลายเป็นอัลบั้มขายดีที่ทำยอดขายได้ทั่้วโลกกว่า 17 ล้านก็อปปี้

แต่การดังแบบฉุดไม่อยู่ ก็ทำให้พวกเขาไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะ Dolores ที่แม้จะได้เป็นร็อคสตาร์สาวสมดังใจ แต่ฝันที่เป็นจริงกลับไม่สนุกอย่างที่คิดไว้ การต้องออกทัวร์และขลุกอยู่แต่ในโรงแรมนานติดต่อกัน 5-6 ปี และความกดดันจากกระแสความโด่งดัง ทำให้เธอมีปัญหาสุขภาพจิตแบบเรื้อรัง ทั้งอาการไบโพลาร์ และอะนอเร็กเซีย (นอกจากนี้ ในช่วงปีหลัง ๆ เธอเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับปมในวัยเด็กว่า เธอเคยถูกคนใกล้ชิดในครอบครัวกระทำทารุณกรรมนานถึง 4 ปี)

Dolores นำความโศกเศร้ามาเป็นวัตถุดิบในการแต่งเพลง โดยเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันแต่งเพลงได้ดีที่สุดเวลารู้สึกย่ำแย่ ฉันคงจะเป็นคนจำพวกซึมเศร้า ในตลาดมันมีเพลงแฮปปี้ถมเถ ถ้าใครอยากได้เพลงแฮปปี้ มันมีเพลงแบบที่ Kylie Minogue ทำอยู่เสมอแหละ”

ลูก ๆ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของ Dolores ที่เคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วในปี 2013 โดยเธอมีลูก 3 คนกับ Don Burton อดีตผู้จัดการทัวร์คอนเสิร์ตของวง Duran Duran อย่างไรก็ดีทั้งคู่หย่าขาดกันในปี 2014

ในปีที่ผ่านมา Dolores เคยตั้งเป้าไว้ว่า อยากจะออกอัลบั้มอีกสัก 1 ชุดและกลับไปทัวร์คอนเสิร์ต “ฉันไม่ค่อยได้ทำอะไรเลยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ มันเป็นช่วงที่ฉันไม่มีปัญญาจะแต่งเพลง เพราะแค่รับมือกับชีวิตส่วนตัวก็เหนื่อยจะแย่แล้ว”

อย่างไรก็ดี ในปี 2017 วง The Cranberries ต้องยกเลิกการทัวร์คอนเสิร์ตไปเนื่องจากปัญหาสุขภาพของ Dolores ซึ่งมีอาการปวดหลัง การโพสต์บน Facebook ของเธอเมื่อเดือน ธ.ค. เหมือนจะส่งสัญญาณที่ดี เมื่อเธอกล่าวว่า “รู้สึกดี” และได้ “เริ่มเล่นโชว์เล็ก ๆ ในรอบหลายเดือน” ซึ่งแฟน ๆ ต่างเชื่อว่าเธอคงจะกลับมาแสดงได้ในไม่ช้า แต่น่าเสียดายที่เธอมาด่วนจากไปเสียก่อน…

Oh my life, is changing everyday
In every possible way
And oh my dreams, it’s never quite as it seems
Cause you’re a dream to me
Dream to me

= = = = = = = = = =

ขอบคุณแหล่งข้อมูล
https://www.theguardian.com/…/jan/16/dolores-o-riordan-obit…

http://www.bbc.com/news/entertainment-arts-42696376

https://www.youtube.com/watch?time_continue=20&v=R4aw-fB8GT0

https://en.wikipedia.org/wiki/The_Cranberries

http://www.bbc.com/news/entertainment-arts-42702826


เล่าเพลง ‘Perfect’ ของ Ed Sheeran


#PowerUpEnglish
#พูดอังกฤษติดสำนวน 

หลังจากเพิ่งคว้าอันดับ 1 ที่บ้านเกิด ประเทศอังกฤษมา
ล่าสุด ‘Perfect’ ซิงเกิ้ลใหม่ของ Ed Sheeran ที่ชวนสาว Beyonce มาร้องคู่ ก็ขึ้นอันดับ 1 ใน Billboard ทางฝั่งอเมริกาเป็นที่เรียบร้อย!!

เท่ากับว่าตอนนี้ Ed มีเพลงอันดับ 1 ใน HOT100 จำนวน 2 เพลงแล้ว (ถัดจาก ‘Shape of You’)
ณ ตอนนี้ ‘Perfect’ ครองแชมป์ชาร์ตเพลงทั่วโลกกว่าสิบประเทศ และล่าสุดติดอันดับ 1 ที่ออสเตรเลียด้วย
(ข่าวล่า.. Ed มีแผนที่จะปล่อย ‘Perfect’ อีกเวอร์ชั่น โดยชวนนักร้องโอเปราชื่อก้อง Andrea Bocelli มาร่วมขับร้อง เพื่อท้าชิงอันดับ 1 ชาร์ตอังกฤษในช่วงสัปดาห์คริสต์มาส)= = = = = = = = = =

สำหรับเพลง ‘Perfect’ ที่ครองใจคนไปทั่วโลก และครองอันดับ 1 บนชาร์ตสองฝากฝั่งทั้งในอังกฤษและอเมริกานี้ Ed Sheeran ตั้งใจแต่งเพลงนี้ให้กับแฟนสาว Cherry Seaborn เพื่อนสมัยเรียนที่เขาหลงรัก และพรหมลิขิตดลบันดาลให้ทั้งคู่ได้กลับมาพบกันที่อเมริกาและสานต่อความสัมพันธ์ (ซึ่ง Ed เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า Cherry นี่แหละคือคนที่ใช่ เป็นคนที่เขาคิดจะแต่งงานและสร้างครอบครัวด้วยกัน)
[รู้จัก Cherry แฟนสาวของ Ed]
>
>
ไอเดียที่เป็นแรงบันดาลใจของท่อนฮุค (Baby, I’m dancing in the dark…) นั้นได้มาแบบแปลก ๆ โดยมันเกิดขึ้นขณะที่ Ed ไปปาร์ตี้โต้รุ่งที่บ้านของเพื่อนนักดนตรี James Blunt ที่เกาะอิบิซ่า Ed ถือวิสาสะเปลี่ยนเพลงสายตื๊ด แล้วพวกเขาก็เต้นกันไปตามน้ำ หลังจากนั้น Ed จองห้องอัดและแต่งเพลงนี้เสร็จในวันเดียว ซึ่งเขามั่นใจลึก ๆ ว่าเพลงนี้จะต้องดังเปรี้ยงแน่ ๆ ส่วน MV นั้น Ed คุยกับผู้กำกับว่าเขาอยากได้บรรยากาศแบบคริสต์มาสที่มีทั้งหิมะและความโรแมนติก โดยเลือกใช้สกีรีสอร์ตที่ Hintertux ประเทศออสเตรียเป็นโลเคชั่นถ่ายทำ
[โลเคชั่นถ่ายทำ สกีรีสอร์ตที่ออสเตรีย]

Ed-Perfect

เนื้อหาของเพลง ‘Perfect’ แบบย่อ ๆ เขาพูดถึงความรักหวานซึ้งกับสาวที่เขาหลงรักมานาน ชนิดมองตาก็รู้ใจ ทั้งคู่ได้ใช้เวลาร่วมกันในค่ำคืนสุดแสนโรแมนติก เขาวาดหวังที่จะใช้ชีวิตคู่กับเธอ จูงมือฝ่าฟันอุปสรรคและร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน

นายเบอทขอหยิบยกเนื้อหาบางท่อนที่น่าสนใจมาแชร์

>> But darling, just kiss me slow, your heart is all I own (แต่ที่รัก ค่อย ๆ บรรจงจุมพิตฉัน หัวใจเธอเท่านั้นที่ฉันครอบครอง)
>> And in your eyes, you’re holding mine (และในแววตาเธอ เธอกุมหัวใจฉันไว้อยู่)

– ท่อนบน วลี your heart is all I own (หัวใจเธอคือทั้งหมดที่ฉันมี) สื่อว่าในใจเขามีแต่เธอคนเดียว ไม่มีที่ว่างให้ใครอื่น
– ท่อนล่าง ประโยค you’re holding mine ก็สะท้อนว่าเธอเองก็มีแต่เขาเพียงผู้เดียวเช่นกัน (mine คือ หัวใจของฉัน)
– 2 ท่อนนี้สรุปง่าย ๆ ว่า เธอคือทุกอย่างของเขา และทั้งคู่ใจตรงกัน รักกันอย่างดูดดื่ม

>> When you said you looked a mess, I whispered underneath my breath (เมื่อเธอบอกว่าเธอดูกระเซอะกระเซิง ฉันกระซิบบอกเธออย่างแผ่วเบา) 
>> But you heard it, darling, you look perfect tonight (แต่เธอฟังให้ดี ๆ นะที่รัก คืนนี้เธองามไร้ที่ติแล้ว)

– Look a mess แปลว่า ดูไม่จืด หรือ กระเซอะกระเซิง
– ฝ่ายหญิงคงไม่มั่นใจในตัวเอง (กลัวไม่สวย) แต่พี่ Ed ของเราก็ย้ำว่า สำหรับฉัน เธอน่ะสมบูรณ์แบบ (perfect) แล้วจ๊ะ

>> Fighting against all odds (ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานา)
>> I know we’ll be alright this time (ฉันว่าครั้งนี้เราจะผ่านพ้นไปได้)

– ท่อนนี้เขาเล่าถึงความรักของหนุ่มสาวที่ต้องเผชิญกับบททดสอบ แต่เมื่อพวกเขาร่วมแรงร่วมใจกัน ก็จะผ่านพ้นอุปสรรคไปได้
– Against all odds เป็นสำนวนที่สื่อถึง การอยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยอุปสรรค โอกาสริบหรี่ สิ่งที่หวังไว้ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือไม่น่าจะประสบความสำเร็จ

= = = = = = = = = =

#อัพเลเวล ภาษาอังกฤษ ผ่านสำนวนและสแลงใหม่ ๆ
แนะนำหนังสือ POWER UP – พูดอังกฤษติดสำนวน

หาซื้อได้ที่ร้าน SE-ED ทุกสาขา และร้านหนังสือชั้นนำ เช่น B2S, นายอินทร์, ศูนย์หนังสือจุฬา

10

หรือสั่งซื้อ online คลิกเลย >>
ร้านซีเอ็ด
https://se-ed.com/s/cQda

นายอินทร์
https://www.naiin.com/product/detail/224400

Preview หนังสือ
https://www.facebook.com/IDIOM.SLANG/posts/1594797470563990


Liam เหลือทนแล้วนั่น (2)


#LiamGallagher #AsYouWere

คุยเรื่อยเปื่อยกับพี่ Liam

page

#ทรงผม
ผมชอบไว้ทรงหน้าม้านะ ถ้าไม่ไว้ผมม้ายาวก็ขอตัดสั้นไปเลย ผมไม่ชอบอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบพวกไอ้เด๋อในหนัง Dumb and Dumber พอทรงผมมันเริ่มเป็นแบบ Dumb and Dumber เมื่อไหร่ผมจะคว้ากรรไกรมาตัดฉับ… ถ้าให้พูดถึงต้นแบบน่ะเหรอ? ผมว่า Keith Richards ไว้ผมเท่สุดแล้ว ผมมีรูปอยู่บนมือถือด้วย ตอนที่เขาไว้ผมยาว ๆ แล้วใส่แว่นแบบ Elvis และสวมเสื้อหนังนะคุณเอ๊ย… คนอื่น ๆ ที่ทรงผมดูดีน่ะเหรอ? Bruce Lee แล้วก็ Brian Jones หรือ George Harrison และ Ian Brown นอกนั้นก็คงเป็น Jesus (พระเยซู)

#วัยกลางคน
ไม่รู้สิ ผมไม่มีปัญหากับความชราเลยนะ ผมอายุ 44 ไม่อ่ะ ผมไม่ยอมฉีดโบท็อกซ์เด็ดขาด ยิ่งเหี่ยวย่นเท่าไหร่ยิ่งดี ดู Keith Richards สิโคตรเท่เลย ผมอยากดูเหมือนคนกร้านโลก ที่ผมต้องวิ่งก็เพื่อรักษาสภาพจิตใจน่ะ แต่ก็จริง หุ่นคุณต้องดูดีสักหน่อย สิ่งที่แย่ที่สุดของวัยกลางคนอยู่ที่คุณใส่เสื้อผ้าบางอย่างที่คุณเคยใส่ไม่ได้แล้ว อย่างเช่นกางเกงวอร์ม

#วิธีแต่งเพลง
ผมจะหยิบกีตาร์มาเล่น เล่นเพลงที่ง่ายที่สุด เช่นดีดสายเบสให้ได้ทำนอง แล้วผมจะเริ่มคิดเมโลดี้ แล้วอัดเสียงไว้บนมือถือ จากนั้นก็แต่งเนื้อสัก 2 ท่อน พอสติแตกปุ๊บผมจะออกไปเดินเล่นแก้เซ็ง พอกลับมาปั๊บผมก็จะขัดเกลาเพลงนั้นต่ออีกสักหน่อย ขั้นตอนของผมจะเป็นแบบนี้แหละ

#วงการเพลงในปัจจุบัน
วงร็อคสมัยนี้พร่ำโทษเพลงป็อบ พวกเอ็งมีกีตาร์ พวกเองรู้วิธีแต่งเพลง ก็ทำเพลงไปแล้วหยุดบ่นเป็นยายแก่สักที ช่างหัวชาร์ตเพลงสิ มันก็ห่วยของมันมาตลอด จะไปแคร์ทำไม? จริงอยู่ที่ Simon Cowell อาจจะเป็นคนทำลายรายการ Top of the Pops กับเพลงฮิตช่วงคริสต์มาสคามือ แต่ถ้าคุณเป็นชาวร็อคแอนด์โรล หรือเป็นกีตาร์แบนด์ล่ะก็ คุณไม่ควรจะไปโทษใครเลยว่ะ คุณต้องทุ่มเทให้มากขึ้น คุณต้องชนกับมันสิวะ เหมือนอย่างที่ผมทำอยู่นี้ไง ผมโคตรเกลียดเลยไอ้พวกที่อยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาทำเพลงเต้นรำตามกระแสแล้วก็โละเสียงกีตาร์ทิ้งน่ะ ถ้าเอ็งมีกีตาร์อยู่ในมือล่ะก็ เสียบปลั๊กซะ แล้วเล่นให้ดัง ๆ ไม่งั้นก็ไปตายซะ!

#แร็ปมั้ยLiam?
สำหรับคำถามที่ว่าผมคิดจะทำเพลงร่วมกับศิลปินแนว Grime บ้างไหม? เอาจริงผมเคยคุยกับ Skepta นะ ลูกชายผม Gene ชอบฟังเพลงเขานะ และที่สำคัญ Skepta ใส่เสื้อของ Pretty Green ซะด้วย ผมงี้โพล่งเลย “ของมันถึง!” เขาต่างจากพวกศิลปิน Grime ที่ห้อยโซ่ทองเส้นโต ๆ พวกนั้นน่ะ เขาเป็นคนราศีกันย์ใช่ไหมล่ะ? ถ้าเขาเป็นชาวกันย์ล่ะก็ เขาจะต้องเจ๋งแน่นอน

#วงดนตรีในฝัน
ถ้าเป็นไปได้ผมอยากร่วมวง Sex Pistols นะ ผมจะเฉดหัว Johnny Rotten ออกไปซะ Paul Cook นี่โคตรเทพเลย Steve Jones ก็ตัวจริง ถึง Sid Vicious จะเล่นเบสอ่อนไปหน่อย แต่พี่แกก็เท่สัส ๆ แต่Rotten ต้องถูกตะเพิดสถานเดียว โทษที ผมเป็นนักร้องนำแทน Johnny Rotten ในฝันได้

#โอกาสฟื้นวงOasis
ผมไม่ได้ติดต่อกับ Noel เลย ผมไม่เห็นวี่แววว่ามันจะเกิดขึ้นได้ ณ ตอนนี้ซึ่งผมกำลังทำงานโซโล่อยู่ มันเคยมีลุ้นมาหลายครั้งนะ และมันควรจะเกิดขึ้นไปนานแล้ว แต่มันก็ไม่เกิด ผมอยากให้มีการฟื้นวงนะ เพราะผมคิดถึงเขา คิดถึงวง และคิดถึงแฟน ๆ แต่มันคงขึ้นกับพระเจ้าเท่านั้น ไม่ได้ขึ้นกับ Noel Gallagher เขาชอบคิดว่าตัวเองเป็นเทพเจ้า แต่เขาไม่ใช่เลย เขาชอบพูดสบประมาททำนองว่า “ขอโทษนะพวก แต่ฉันจะต้องหยุดงานโซโล่ที่กำลังไปได้สวยเพื่อช่วยสงเคราะห์น้องชายเนี่ยนะ” แต่ผมไม่ได้กากขนาดนั้น ผมก็ยังยืนหยัดอยู่ ไม่ มันคงไม่เกิดขึ้นหรอกพวก พอคิดว่าจะต้องกลับไปร่วมวงกับเขาผมก็เบื่อจะตายชักแล้ว เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ใช่คนที่ผมอยากร่วมสังคายนาด้วย เขาเป็นพวกชอบวางอำนาจน่ะ


Liam เหลือทนแล้วนั่น!


 

#LiamGallagher #AsYouWere

บทสัมภาษณ์ของ Liam Gallagher ในเว็บไซต์ the Guardian พีคมาก คัดคำตอบจากพาดหัว Rock’n’roll saved my life มาเล่าก่อน

Ian Rankin ถามว่า “ถ้าคุณกับโนลไม่ได้ทำวง Oasis ตอนนี้พวกคุณทั้งคู่จะทำอะไรอยู่?”

เฮีย Liam ตอบว่า…
“ตอบยากเหมือนกันนะ ในบรรดาเพื่อน ๆ ของผม มีเพื่อนบางคนที่ลาโลกไปแล้วเพราะเรื่องยา บางคนก็ติดคุก ฉะนั้นผมคิดว่า.. ผมคงจะไม่ได้งานดี ๆ ทำหรอก เพราะผมไม่ค่อยมีหัวกับเรื่องพรรค์นั้นเลย ผมคงจะเป็นกรรมกรขุดถนน หรือซี้ม่องเท่ง หรือไม่ก็ติดยาอย่างหนักและมีสิทธิตายวันตายพรุ่ง #ร็อคแอนด์โรลช่วยชีวิตผมไว้ และผมเป็นหนี้มันไปตลอดกาล ผมเป็นหนี้ให้กับร็อคแอนด์โรล และผมไม่เคยคิดจะทำอย่างอื่นนอกจากงานเพลง ไม่เคยเลย”

22382370_362387550859186_7498727738100608886_o

สำหรับการเตรียมตัวก่อนออกอัลบั้มเดี่ยว ‘As You Were’ นี้ พี่ Liam ของเราเขาทุ่มเทจริง ๆ เริ่มจากกิจวัตรประจำวัน…

#วิ่งยามเช้า
Liam เล่าว่า “ผมตื่นเช้ามาก ตี 5 ผมออกไปวิ่งตอน 6 โมง มันต้องมีวินัยนิดหนึ่ง ผมวิ่งอย่างเดียวโดยไม่ได้ฟังเพลงเลย วิ่งไล่กระรอกกระแต เวลาเจอห่านผมก็จะแซวพวกมันว่า “ห่านเอ๊ย!” มันฮาดี จากนั้นผมก็จะซื้อกาแฟมาฝากเดโบราห์ตอน 7 โมง ปลุกลูก ๆ ไปโรงเรียน เสร็จแล้วกลับมาอาบน้ำ ออกไปทำงาน แล้วตั้งหน้าตั้งตารอให้เด็บบี้มาเอาอกเอาใจผม ผมเป็นเหมือนสุนัขของเธอเลย ผมจะอ้อนเธอว่า “ช่วยพาเค้าไปเดินเล่นหน่อยได้มั้ยเตง?”

(**หมายเหตุ** ต้นฉบับ ตอนพี่ Liam เจอห่าน [geese] พี่ Liam จะทักพวกมันว่า “All right, geezers?” ซึ่ง geezer เป็นสแลงแทนคำว่า guy ที่แปลว่า พรรคพวก, ไอ้หนุ่ม)

#เส้นเสียง
สำหรับการดูแลเสียงนั้น ผมไม่ได้เลิกอะไรเลย แต่ผมทดลองเครื่องดื่มแปลก ๆ หลายอย่างที่ช่วยแก้อาการเสียงแหบ แม่ผมดื่มน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิลเพื่อบรรเทาโรคไขข้อ ผมลองนำมันมาผสมกับน้ำผึ้ง ขมิ้น พริกคาเยน เหยาะมะนาวและน้ำอุ่นลงไปหน่อย คนให้เข้ากันแล้วดื่ม มันช่วยได้จริง ๆ นะ ผมเป็นโรคต่อมไทรอยด์อักเสบ มันทำให้ผมเสียงแหบและรู้สึกปวดเมื่อยได้ แต่พอดื่มเจ้านี้ปุ๊บมันทำให้คุณกระชุ่มกระชวยขึ้นมาเลยแหละ

#ยา
เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยเล่นของหรือดื่มหนักเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ผมเลิกดูดปุ๊น มันน่าเบื่อจะตาย ผมยังสูบบุหรี่อยู่แต่ก็ไม่เยอะแล้ว อาทิตย์ก่อนผมไม่ได้สูบเลยนะ ผมต้องรักษาวินัย แต่มันก็มีบ้างเป็นแหละเป็นครั้งคราว ขึ้นกับอารมณ์พาไปน่ะ ผมรู้ดีว่ามันไม่ควรหรอกเพราะมันเป็นเรื่องแย่ แบบที่ Ashcroft ว่าไว้ “มันไม่เวิร์กอีกต่อไปแล้ว” (reference จากเพลง The drugs don’t work ของวง The Verve)

251629_636x357

วิธี #เลี้ยงลูก ของ #คุณพ่อร็อคสตาร์

>> นอกจากจะเป็นร็อคเกอร์ ซึ่งมีไลฟ์สไตล์หวือหวาแล้ว หลายคนรู้ว่าพี่ Liam ของเรามีปมในวัยเด็ก เนื่องจากเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อชอบใช้ความรุนแรง แล้วเขามีทัศนคติต่อการเลี้ยงลูกอย่างไร?

Liam กล่าวว่า “ผมไม่อยากจะเป็นเหมือนอย่างพ่อหรอก แต่ผมก็เคยเป็นเหมือนเขาบ้างแหละ ไม่ใช่ในเชิงความรุนแรง แต่ในเชิงความสัมพันธ์น่ะ ผมเผลอทำสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่เรื่องนี้ผมไม่โทษเขาหรอกนะ ผมผิดเอง แต่เรื่องความรุนแรงน่ะเหรอ? ไม่ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ผมจะพูดกับลูก ๆ อย่างตรงไปตรงมา ‘นี่ แกต้องตื่นไปโรงเรียนได้แล้วนะ อย่าอู้’ แต่ผมจะใจเย็นกับลูก ๆ เอาจริงแล้วผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการมีพ่อนั้นมันเป็นยังไง ผมก็เลยไม่รู้ว่าเขาเป็นพ่อที่ดีหรือแย่กันแน่ แม่จะคอยดูแลและสั่งสอนผม ท่านทำหน้าที่ควบทั้งสองอย่าง”

>> แล้ว Liam เป็นพ่อที่เข้มงวดไหม?

“ถ้าเป็นเรื่องยาล่ะก็ ผมไม่มีหลักฐานอะไรมาว่ากล่าวหรอก แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ขออย่าให้พวกเขาไปริลองอะไรเลย ‘กัญชาก็พอได้นะ แต่มันก็ยังงี่เง่าอยู่ดี’ ผมจะถามเลยว่า ‘เราไปซื้อจากใครมา? ของแบบนี้ใครเขาซื้อกันเจ้าโง่ แล้วก็อย่าไปสูบอะไรซี้ซั้วอย่างเช่นกัญชาปลอมเชียวล่ะ’ “

“ผมคุยกับลูก ๆ ทุกวัน และผมก็ไม่ใช่พ่อที่เข้มงวดหรอก เราเป็นพ่อลูกที่เปิดกว้าง เราคุยกันได้ทุกเรื่อง สาว ๆ หนุ่ม ๆ ไม่ว่าเรื่องไหน ผมจะแย็บถามว่า ‘ไหน มีอะไรอยากเล่าให้พ่อฟังมั้ย? จะเป็นเรื่องเพศหรือเรื่องไหนก็ว่ามาเลย’ ผมไม่ถือสาอะไรหรอก ยังไงลูกก็เป็นลูก ไม่มีอะไรที่เกินขอบเขต”

>> บทบาทป๋าดัน

Liam เล่าว่าตอนนี้กำลังมีผู้กำกับคิดจะทำหนังเกี่ยวกับค่าย Creation Records ซึ่งทางทีมงานขอให้ลูกชายคนโต Lennon มาเล่นเป็น Liam สองฉาก “แต่เขาไม่ยอมเล่น ผมย้อนถามเขาว่า ‘อ้าว ไหนเอ็งบอกว่าอยากเป็นนักแสดงไง?’ แต่ลูกชายอีกคนบอกว่า ‘ผมจะเล่นฮะพ่อ’ ตอนนี้พวกเขาก็ทะเลาะกันนิดหน่อยว่าใครจะเล่นดี ‘ส่วนบท Noel นั้นก็ให้ Anais (ลูกสาวป๋า Noel) เล่นไปซะ แล้วใครจะเล่นเป็น Alan McGee ดี? Louis Walsh น่าจะได้”
(**Louis Walsh คือ อดีตผู้จัดการวง Boyzone และ Westlife ปัจจุบันเป็นกรรมการในรายการ The X Factor)

DN9alqlXcAAG741

ลูกชายคนโต Lennon Gallagher

Gene-Gallagher-1082094

ลูกชายคนเล็ก Gene Gallagher

> ทิ้งท้าย… วาทะเด็ด #ป๊ะป๋าขาร็อค

ไม่กี่เดือนก่อน ช่วงที่ลูกชายคนเล็ก Gene มาอยู่กับผม เขากำลังเตรียมสอบ GCSE ผมบอกเขาว่า ‘นี่ ไม่ต้องมาถามพ่อหรอกนะว่ามันคืออะไร เพราะพ่อก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ แต่ไม่ต้องกังวลนักหรอก’ ผมพูดต่อ ‘เอ็งดูพ่อสิ พ่อไม่มีวุฒิ GCSE แต่พ่อก็เป็นผู้นำแฟชั่นที่ประสบความสำเร็จได้ พ่อเป็นร็อคสตาร์หมายเลข 1 บอกครูกร๊วกของเอ็งไปแบบนั้นซะ’ “
(** GCSE เป็นการสอบเพื่อเอาวุฒิเทียบเท่า ม.ปลาย ของบ้านเรา เพื่อที่จะไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา หรือใช้ในการสมัครงาน)

ปล. เห็นพี่ Liam ปากดีแบบนี้ แต่แกก็รับผิดชอบนะครับ ถ้าไปอ่านตอนเก่าประกอบ ช่วงที่แกอยู่กับลูก แกจะตื่นมาปลุกลูกและส่งไปโรงเรียนทุกเช้า

23519217_374643836300224_3788976486912927096_n

พี่ Liam เปิดใจถึงช่วงรอยต่อหลังยุบวง Beady Eye แล้วมาออกอัลบั้มเดี่ยว ซึ่งตอนนั้นชีวิตพี่ Liam กำลังพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ไหนจะหย่าเมีย ไหนจะวงแตก

#ยุบวงBeadyEye

อัลบั้มสุดท้ายของวง ‘BE’ ทีแรก Liam และสมาชิก Beady Eye ได้รับเชิญให้ไปเล่นที่เทศกาลดนตรี Coachella ในประเทศสหรัฐ แต่ก็เกิดเหตุขัดข้องบางอย่าง Liam เล่าว่า…

“เราไม่มีงบจะไปอเมริกา ผมตั้งใจจะออกค่าเดินทางให้ก่อนแล้วเมื่อไปถึงที่นั่นพวกเราก็จะจัดคอนเสิร์ตสักหน่อย เผอิญว่า Gem ดันล้มหัวฟาดพื้นซะก่อน ส่วนผมก็เพิ่งจะหย่าร้าง สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับผมคือบนเวที แต่ว่ามันไม่มีคอนเสิร์ตให้เล่นน่ะสิ ผมพลางนึกในใจว่า ‘สงสัยงานนี้คงจะไม่เกิด เราคงจะต่อกันไม่ติดซะแล้ว’ แล้วทันใดนั้น Andy ก็โทรมาบอกผมว่าเขาจะกลับไปทำวง Ride ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไร แต่ผมคงไม่ยอมนั่งรออยู่เฉย ๆ หรอก ผมเลยตอบเขาไปว่า ‘นายไปทำเพลงกับ Ride เถอะ ฉันว่าพวกเราควรจะแยกทาง”

#การหย่าร้าง

ช่วงเวลา 3-4 ปีก่อนออกอัลบั้มเดี่ยวที่ Liam เงียบหายไปพักใหญ่นั้น เขาต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นว่าเล่น ทั้งกับคดีหย่าภรรยา Nicole Appleton และการเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรของนักข่าวสาว Liza Ghorbani ซึ่ง Liam กล่าวว่า…

“ผมอยู่ในโลกของทนายความ จะว่าไปผมก็ทำตัวเองทั้งนั้นแหละ แต่คุณเจอทนายที่นี่ ทนายที่นู่น คอยห้อมล้อมคุณ มันเหมือนกับคุณอยู่ในดงผีปอบที่จ้องรุมทึ้งคุณและไม่ได้ตั้งใจจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย ที่สำคัญผมทำเพลงมาตลอด 23 ปี ผมไม่เคยหยุดพัก ความผิดหวังท้อแท้เกิดขึ้นหลังยุบวง Beady Eye ผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำเพลงอีกต่อไปแล้ว ผมเสียสติไปพักหนึ่งเลยแหละ”

#การกลับมา

สำหรับ Liam แล้ว ดนตรีและแฟนเพลงคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้ Liam กล่าวว่า…

“ผมอยากไปออกทัวร์ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากทำ ถ้าเกิดอัลบั้มไม่เดินหน้า การแสดงก็จะไม่บังเกิด ผมอยากออกไปเล่นคอนเสิร์ตจะแย่แล้ว ดีกว่ามาจมปลักอยู่กับสารพันดราม่า ผมเป็นนักร้องที่หลงใหลในดนตรี และอยากจะออกไปทำสิ่งที่ผมถนัด ผมไม่แคร์หรอกถ้าอัลบั้มจะไม่ได้ที่ 1 ถ้ามันเปรี้ยง ก็เปรี้ยงสิ ถ้ามันแป้ก ก็แป้กไป ผมผ่านมาหมดแล้วไม่ว่าจะเปรี้ยงหรือแป้ก ผมรู้ดี ผมรับได้ทุกอย่าง ผมอยากได้ยินแฟน ๆ ส่งเสียงและสนุกไปกับเพลง พวกเขารอจับมือผมอยู่ พวกเขาไม่ได้มายืนดูคุณเฉย ๆ”

สำหรับอัลบั้ม ‘As You Were’ นี้ Liam ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์เจ๋ง ๆ ได้แก่ Greg Kurstin (เคยร่วมงานกับ Lily Allen และ Adele) ในแอลเอ และ Dan Grech (เคยร่วมงานกับ Vaccines และ Tom Odell) ในลอนดอน นอกจากนี้ Liam ยังได้ฟอร์มวงสำหรับการออกทัวร์ ประกอบด้วย ลีดกีตาร์ Jay Mehler (อดีตวง Kasabian) มือเบส Drew McConnell (วง Babyshambles) ริธึมกีตาร์ Mike Moore และมือกลอง Dan MacDougall (นอกจากนี้ยังมีสมาชิกเสริมทัพ เช่น Paul “Bonehead” Arthurs (อดีตวง Oasis) และ Nick McCabe (วง The Verve)


เล่าเพลง Anywhere ของ Rita Ora


เพลงใหม่ของสาวแซ่บ Rita Ora อยู่ในอันดับ 2 ของ UK Chart มา 3 สัปดาห์ติด ๆ แล้ว ต้องคอยลุ้นกันว่า ‘Anywhere’ จะไปถึงที่หนึ่งได้หรือไม่

‘Anywhere’ เป็นเพลง pop กลิ่นอาย house เหมาะกับการออกสเต็ปพลิ้ว ๆ ไปตามจังหวะเพลงเพลิน ๆ (เดี๋ยวมาเล่าเพลงและสำนวนต่อนะครับ)

#PowerUp #English
#พูดอังกฤษติดสำนวน

‘Anywhere’ เป็นเพลงที่ Rita Ora ได้แรงบันดาลใจจากช่วงเวลาที่อยู่ในแอลเอ เธอแต่งเพลงนี้ขึ้นมาในขณะที่กำลังรู้สึกจำเจ คิดถึงบ้าน และอยากจะ escape หรือหลีกหนีออกจากบรรยากาศเดิม ๆ โดยเริ่มต้นจากวลี ‘Take me anywhere, anywhere away from here.’ (พาฉันไปที่ไหนก็ได้ ให้พ้นจากที่นี่) ก่อนจะดัดแปลงเนื้อเพลงเป็น ‘Just take me anywhere, take me anywhere. Anywhere away with you’ (พาฉันไปที่ไหนก็ได้ ทุกที่ที่มีเธอ) แล้วก็กลายเป็นเพลงรักที่น่าประทับใจไป

ritaora3

ตัว MV นี้ถ่ายทำกันที่เมืองนิวยอร์ก แล้วก็ถ่ายทำกันแบบด้นสดจริง ๆ คือที่เห็น Rita Ora ชวนคนมาเต้น หรือเที่ยวไปแต๊ะอั๋งหนุ่ม ๆ นี่คือไม่ได้จัดฉากนะฮะ (เช่น ฉากทำท่าว่าจะจูบโชเฟอร์แท็กซี่ 55) เธอเล่าว่า ผู้คนที่ได้เข้าฉากจ้องฉันกันใหญ่ ในใจคงนึกว่าอีนี่บ้าแน่ ๆ แต่พวกเขาก็น่ารักนะและให้ความร่วมมืออย่างดี

เนื้อหาก็ไม่มีอะไรมากครับ เป็นการ #ปล่อยตัวปล่อยใจ จินตนาการว่าเธอได้พบหนุ่มในฝันสักคน แล้วก็พากันล่องลอยไปในยามราตรี ในสถานที่แปลกใหม่ที่ไม่มีใครจดจำพวกเขาได้

#ศัพท์ #สำนวน
– the night is young = หัวค่ำ
(ประโยคนี้พบได้บ่อย ๆ ในเพลงหรือในหนัง the night is young ถ้าเทียบเป็นภาษาไทยก็คือ #ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล หรือ
#ค่ำคืนเพิ่งจะเริ่มต้น หมายถึง ตอนนั้นยังไม่ดึก ยังมีเวลาสนุกอีกเหลือเฟือ)

– time flies = เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

– get away = หลีกหนี / ปลีกตัว
(สำนวนนี้พบได้บ่อย ใน 2 กรณี คือ 1) เราปลีกตัว,ลาไปเที่ยวพักผ่อน 2) เราหลีกหนีจากบรรยากาศเดิม ๆ หรือหลบหน้าผู้คน เพราะชีวิตกำลังดราม่า)

– black out = เมามาย / สติพร่าเลือน / วูบ
(ท่อนนี้แต่งได้น่าสนใจดี…
Truth comes out when we’re blacking out
Looking for connection in a crowd of empty faces, empty faces
Your secrets are the only thing I’m craving now
The good, and the bad, let me in
‘Cause I can take it, I can take it
คือปกติเวลาเราไปเที่ยวดื่ม เราก็จะจำแต่ช่วงเวลาสนุก ๆ แต่ตอนนี้เธอพูดถึงตอน black out หรือสติพร่าเลือน ความจริงก็จะเริ่มปรากฏ พวกเขาอยู่ท่ามกลางผู้คน ซึ่งนาทีนั้นด้วยความเมาก็ดูหน้าไม่ออกแล้วว่าใครเป็นใคร แต่นั่นกลับกลายเป็นช่วงโรแมนติกไปซะงั้น เพราะเธอต้องการจะคุยกับเขาแบบเปิดอก อยากรู้ความลับของเขาทุกอย่าง ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เธอรับได้หมด
– crave แปลว่า ต้องการ, ปรารถนาอย่างแรงกล้า
– สำนวน I can take it แปลว่า ฉันรับได้)

= = = = = = = = = =

#อัพเลเวล ภาษาอังกฤษ ผ่านสำนวนและสแลงใหม่ ๆ
แนะนำหนังสือ POWER UP – พูดอังกฤษติดสำนวน
หาซื้อได้ที่ร้าน SE-ED ทุกสาขา และร้านหนังสือชั้นนำ เช่น B2S, นายอินทร์, ศูนย์หนังสือจุฬา

4BLOG

หรือสั่งซื้อ online คลิกเลย >>
ร้านซีเอ็ด
https://se-ed.com/s/cQda

นายอินทร์
https://www.naiin.com/product/detail/224400

Preview หนังสือ
https://www.facebook.com/IDIOM.SLANG/posts/1594797470563990


เล่าเพลง Feel It Still (Portugal. The Man)


ว้าว นาน ๆ ที Billboard จะมีวงร็อคติดชาร์ท TOP10 นะครับ
เพลง ‘Feel It Still’ ของวง Portugal. The Man

นับเป็นการ crossover (ข้ามฟากทางดนตรี) ครั้งยิ่งใหญ่ของศิลปินร็อค/อินดี้ นับตั้งแต่ Gotye (เพลง Somebody That I Used to Know) เมื่อปี 2012

 

#PowerUp #English
#พูดอังกฤษติดสำนวน

พูดถึงเพลง ‘Feel It Still’ (ก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่) ของวง Portugal. The Man ที่ขึ้นมาถึงอันดับ 4 ในชาร์ต Billboard แล้ว มันเป็นเพลงที่แฝงนัยยะทางการเมือง โดยทางวงต้องการสื่อถึงความคับข้องใจต่อการเมืองอเมริกาในยุคทรัมป์ และท่อนฮุคที่พูดว่า ‘Ooh woo, I’m a rebel just for kicks, now’ เขาสื่อถึงการลุกขึ้นมาแสดงความขบถของคนหนุ่มสาวที่แฝงไว้ด้วยความสนุก (หรือเสียดสีว่ามันเป็นการขบถที่ไร้แก่นสาร ทำไปเพื่อเอามัน เพื่อความสะใจล้วน ๆ) โดยมีการเปรียบเปรยกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีต เช่น ปี 1966 (การประท้วงสงครามที่มาพร้อมกับความเมามัน) หรือปี 1986 (การแจ้งเกิดของวงฮิพฮ็อพชื่อดัง Beastie Boys ที่มีเพลงฮิตอย่าง ‘Fight For Your Right to Party’)

Untitled-2

#ศัพท์ #สำนวน

– for kicks = เพื่อความสนุก/เมามัน
สำนวนนี้มักใช้สื่อถึงการทำอะไรแผลง ๆ เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ หรือการทำสิ่งนั้นเพื่อความสนุก เพื่อสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ
เช่น
‘British police reveal that some young people steal the car itself, not to sell or make money from but just “for kicks”, for the thrill and excitement of “joyriding”. (ตำรวจอังกฤษเผยว่าวัยรุ่นบางคนขโมยรถ ไม่ได้เพื่อนำไปขายหรือหาเงิน แต่ทำไปด้วยความเมามัน เพื่อสร้างความตื่นเต้นเร้าใจจากการขับรถเที่ยวเตร่)

– come out of left field = แปลก, เพี้ยน

– can’t keep my hands to myself = อยู่ไม่สุข

= = = = = = = = = =

= = = = = = = = = =

อยากได้สำนวนเด็ด ๆ สแลงโดน ๆ แบบนี้
อย่าลืมไปซื้อหนังสือ POWER UP – พูดอังกฤษติดสำนวน ได้ที่ร้าน SE-ED ทุกสาขา และร้านหนังสือชั้นนำ เช่น B2S, นายอินทร์, ศูนย์หนังสือจุฬา

10

หรือสั่งซื้อ online คลิกเลย >>
ร้านซีเอ็ด
https://se-ed.com/s/cQda

นายอินทร์
https://www.naiin.com/product/detail/224400

Preview หนังสือ
https://www.facebook.com/IDIOM.SLANG/posts/1594797470563990