Just another WordPress.com site

8-bit รำลึก (เพลงเกม)

Getsu Fuma Den (ดาบสายลม)


ซามูไรหัวแดง ผมยาวสยาย ตวัดดาบสายลม ฟาดฟันอสุรา…

Konami ค่ายนี้เขาดีจริง! นอกจากทำเกมได้ดีแล้ว ยังทำเพลงประกอบได้เด่นติดหูเกมเมอร์อย่างพวกเราเสียจริง! (เท่าที่ผมรีวิวเพลงเกมมา เป็นของ Konami ซักครึ่งหนึ่ง 55)

Getsu Fuma Den เป็นเกมแนว Action / RPG ของ Konami ที่ออกเมื่อปี 1987 บนเครื่องแฟมิค่อม

ที่น่าขำก็คือบ้านเราเรียกเกมนี้กันติดปากว่า “ฟุคุดะ ดาบสายลม” (ไอ้ดาบสายลมก็โอเคอยู่ครับ แปลตรงตัว และตรงกับอาวุธของพระเอกในเกม / แต่ไอ้ “ฟุกุดะ” นี่… มันมาจากไหนคร้าบทั่น? 555 … ผมพึ่งจะมารู้ทีหลังเมื่อ 5-6 ปีนี้เอง ว่าที่จริงเกมนี้ชื่อ getsu fuma den ต่างหาก แถมพระเอกก็ชื่อ “ฟูมะ” ไม่ได้ชื่อฟุกุดะเสียหน่อย – -)

ที่น่าขำไปกว่านั้น… ตอนเด็กๆผมกับเพื่อนเล่นเกมนี้เท่าไหร่ก็เล่นไม่เคยจบ ได้แต่เล่นวนไปวนมา ข้ามไปได้แค่เกาะเดียว เนื่องจากตัวเกมนั้นที่จริงไม่ได้หมูอย่างที่คิดเลย มันเป็นเกมที่มีส่วนผสมของ RPG Puzzle ซึ่งผู้เล่นต้องแก้ไขปริศนาด้วยถึงจะผ่านด่านไปได้ ยิ่งไอ้ฉากดันเจี้ยนบนเกาะหลังๆที่แสนจะวกวนนี่ ใครเล่นผ่านโดยไม่ใช่สูตรเลยผมต้องขอคารวะจริงๆ _/\_ (แล้วเด็กๆอย่างพวกเราก็เล่นกันไปได้นะ oh god! 555 / ปีก่อนผมไปขุด rom จากในเน็ตมาเล่น เล่นไปได้ตั้งไกลจนถึงเกาะที่ 3 แล้ว แต่เนื่องจากเกมมันยาวมาก ก็เลยเกิดอาการเบื่อ หักดิบเลิกเล่นมันดื้อๆซะอย่างนั้น – -)

เพลงประกอบในฉากดันเจี้ยน

Getsu Fuma Den ถือเป็นเกมยุคบุกเบิกของค่าย Konami ที่มีเอกลักษณ์และเป็นอมตะข้ามกาลเวลา โดยในเกมๆเดียวนั้นมีรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย ทั้งการเดินในฉากแผนที่ การต่อสู้ในฉากแอ็คชั่นแบบมุมมองด้านข้าง(2 มิติ) และมีฉากเดินตะลุยดันเจี้ยนหรือเขาวงกต(3 มิติ) เนื้อหาย่อๆก็คือ พระเอกของเรา “ฟูมะ โคทาโร่” ออกไปล้างแค้นจ้าวมังกรที่ปลิดชีพพี่ชายตระกูลฟูมะทั้งสอง เขาต้องผจญภัยต่อสู้กับเหล่าอสูร และชิงดาบทั้งสองเล่มของพี่ชายกลับคืนมาและปลุกพลังฮาโดเคน(ดาบสายลม)เพื่อกำจัดจ้าวมังกร (ว่ากันว่าตัวพระเอกนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากนินจาในตำนาน “ฟูมะ โคทาโร่” ที่มีชีวิตจริงในคริสตศตวรรษที่ 16)

และก็น่าแปลก ทั้งที่มันเป็นเกมที่ได้รับความนิยมสูง และแฟนๆหลายคนก็เรียกร้องให้นำเกมนี้กลับมาทำใหม่ แต่ Konami ก็มิได้นำพา…

ถึงกระนั้น “ฟูมะ” ของเราก็ได้ไปโผล่ในเกมรวมมิตรค่าย Konami อย่างเกม Wai Wai World ทั้ง 2 ภาค (ซึ่งเป็นเกมที่สนุกและได้รับความนิยมสูงมาก โดยเฉพาะภาคแรก) นอกจากนี้ฟูมะก็เคยไปโผล่เป็นแขกเซอร์ไพรส์ในเกมอื่นๆของค่าย เช่น Goeman หรือ Castlevania และถ้าจำไม่ผิดเคยมีการทำเป็นเวอร์ชั่นสำหรับมือถือในญี่ปุ่นด้วย

ประเด็นหนึ่งที่ฮือฮามากของเกมนี้ก็คือ “ข้อสงสัยเรื่องการลอกเลียนเกม!”

เนื่องจากว่าเกม Getsu Fuma Den ดันไปมีส่วนคล้ายกับเกม ‘Genpei Toma Den’ ของค่าย Namco อย่างมากจนไม่น่าเชื่อ! (รายหลังเป็นเกมบนเครื่อง PC Engine และเกมตู้ จึงมีกราฟฟิกที่งามกว่าอีกระดับหนึ่ง)

เท่าที่จำได้(ถ้าจำไม่ผิดนะ) ต้นสายปลายเหตุเป็นเพราะทีมพัฒนาแตกคอกันหรืออะไรสักอย่าง โดยเกมต้นฉบับตัวแรกสุดน่าจะเป็น Genpei Toma Den นี่แหละ แล้วพอมีปัญหาขัดแย้งทีมงานอีกส่วนหนึ่งก็เลยข้ามห้วยมาทำเกม Getsu Fuma Den ให้กับ Konami (ที่ถึงแม้ว่าระดับกราฟฟิกบนเครื่องแฟมิค่อมจะด้อยกว่า แต่ก็มีการต่อยอดระบบการเล่นได้หลากหลายและมีเสน่ห์กว่าในแนว Action RPG / ขณะที่ทาง Genpei นั้นจะเน้นแอ็คชั่นตะลุยด่านอย่างเดียวเลย)

——————–

ประเด็นเด็ดอีกอย่างก็คือ ทั้ง “ฟูมะ” และคู่อริ “จ้าวมังกร” ได้ไปโผล่หน้าอยู่บนการ์ดเกมของการ์ตูนดังอย่าง Yu-Gi-Oh! เสียด้วย (แถมการ์ด getsu fuhma นี่เป็น rare item ด้วยนะ)


 

——————–

 

ทิ้งท้ายกันไปด้วย BGM หรือเพลงประกอบเกม Getsu Fuma Den ที่เชื่อว่าเซียนเกมแฟมิค่อมน่าจะคุ้นเคยกันดี

เชิญรับฟังทั้ง 2 เวอร์ชั่น (กีตาร์ และซินธิไซเซอร์)

Advertisements

เพลง Zelda (theremin version)


พอดีไปเจอคลิปนี้มาครับ เป็นเพลงธีม Zelda ที่เล่นด้วย theremin (เธเรมิน เป็นเครื่องดนตรีที่สร้างเสียงด้วยคลื่นไฟฟ้า)

 

 


Final Fantasy จินตนาการพร่างพราวไร้ขีดสุด (3)


FF ย้อนยุคภาคต่อๆไปนี้ เป็นอานิสงส์จาก Internet ล้วนๆ…

กล่าวคือบางเว็บไซต์จะมีคนทำโปรแกรม Emulator แจกฟรี ทั้งเครื่อง Family, Superfamicom หรือแม้แต่ Play 1 (ยังไม่นับรวมเครื่องอื่นๆ เช่น N64, Megadrive เป็นต้น) จากนั้นเราก็ไปตามโหลด rom เกมเก่าๆที่เราชื่นชอบมา (ที่ผมอึ้งก็คือ เกมแฟมิลี่สมัยก่อนเป็น 1,000 K นี่ถือว่าอลังการมาก แต่พอมาในยุคปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นแค่เศษเสี้ยวความจำที่เล็กเสียยิ่งกว่าขี้ผง!)

เกมตระกูล FF ที่ผมโหลด rom มาเป็นอันดับแรกน่าจะได้แก่ FF V

FF V สมัยลงเครื่องซูเปอร์ฯ จัดว่าดังเอาการ โดยมันเป็นการต่อยอดระบบอาชีพจาก FF III (มีอาชีพใหม่ๆ เจ๋งๆ เพิ่มอีกเพียบ) แถมกราฟฟิกของมันก็พัฒนาขึ้นมากจาก 8 bit มาเป็น 16 bit และสมัยนั้นผมรู้สึกว่าอยากจะเล่นมากๆ!… แต่ไม่รู้สิพอผมได้หยิบมาเล่นใหม่กลับไม่ค่อยรู้สึกประทับใจเท่าไหร่ เนื่องด้วยกราฟฟิกที่ชวนปวดตา(โดยเฉพาะเมื่อเล่นกับจอคอมพิวเตอร์) และเนื้อเรื่องออกจะทื่อๆชอบกล ก็เลยเป็นภาคที่ผมเล่นไม่จบซะงั้น!

———————————-

FF VI เป็นอีกภาคหนึ่งที่ผมรักที่สุด (และเชื่อว่าแฟนเกม FF หลายคนคงคิดตรงกัน)

ผมได้มาเล่นภาคนี้ก็จากไอ้เจ้า emulator นี่แหละ (ถ้าจำไม่ผิดตอน FF VI ออกใหม่ๆ มันเป็นเกมที่ใช้หน่วยความจำสูงสุดของเครื่องซูเปอร์เลยแหละ นั่นคือ 24 bit! / แล้วต่อมาก็ถูกดึงไปลงเครื่อง Play 1 โดยแค่เพิ่ม opening movie เข้าไป)

FF VI จัดได้ว่าเป็นภาคที่แหวกแนวที่สุด เช่น โผล่เรื่องมาก็ไซไฟจ๋าเลย ตัวละครขี่หุ่นเหล็กมาจิเท็คแทนเจ้าโจโกโปะ แถมยังเปิดเรื่องด้วย Terra ซึ่งเป็นตัวละครหญิง! เธอคือผู้มีพลังพิเศษที่ตกเป็นทาสของจักรวรรดิ ส่วนพระเอกอย่าง Locke นั้นก็เป็นนักล่าสมบัติ(หรือโจรนั่นแหละ!) เรียกว่าฉีกขนบของ FF ภาคก่อนๆที่ตัวเอกมักจะเป็นอัศวินผู้กล้าหรือเจ้าชายเจ้าหญิง จุดเด่นของ FF VI ก็คือการดำเนินเรื่องราวที่เข้มข้นและมีจังหวะจะโคน ตัวละครมีเสน่ห์(และมีความสามารถพิเศษใหม่ๆ) และระบบการเล่นใหม่ๆอย่างเช่น ATB (Active Time Battle), Limit Break หรือการเผชิญหน้ากับศัตรูในฉากต่อสู้หลากหลายรูปแบบ ก็ช่วยเพิ่มความสนุกเร้าใจในการเล่นได้เป็นอย่างดี

เพลงดังของ FF VI ได้แก่ ‘Aria’ (Aria Di Mezzo Caratere)

———————————-

และถ้าพลาดภาคนี้ไปก็กระไรอยู่ สำหรับ FF VII ที่ขายดีที่สุดในตระกูล FF ด้วยยอดขายกว่า 10 ล้านก็อปปี้!

กระผมเคยได้ยินคำร่ำลือมานานว่า FF VII สนุกอย่างนู้น สนุกอย่างนี้! แต่กว่าจะได้มาเล่นจริงก็ร่วม 10 ปีให้หลังผ่านเจ้า emulator เช่นเคย (แถมวิธีลงเกมนี้ยากโฮกๆ! จนเคยถอดใจไปแล้ว และพยายามใหม่!) และก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะว่ามันเป็นเกมที่สนุก ครบเครื่อง สมบูรณ์แบบจริงๆ! ถึงแม้ว่ากราฟฟิกจะยังดูกากๆ ตัวละครเป็นโพลิกอนเหลี่ยมจัดชัดเจนตามประสาเกมบุกเบิกเครื่อง PlayStation 1 ก็เถอะ แต่ข้อด้อยดังกล่าวก็ถูกกลบด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้นสนุกสนาน สีสันสดสวย และมีลูกเล่นเยอะ รวมทั้งระบบการเล่น ATB ที่ยกระดับความตื่นเต้นเร้าใจ โดยส่วนตัวผมว่ามันเหมือนเป็นการต่อยอดความเป็นไซไฟจาก FF VI มาเลย แต่ระดับความล้ำยุคเหนือขึ้นไปอีกขั้น โดยพระเอก Cloud นั้นเป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มกบฎ AVALANCHE ที่อาจหาญต่อต้านองค์กรมหาอำนาจอย่าง Shinra Company (แต่ปรากฏว่าภาคนี้ผมก็เล่นไม่จบครับ -_- 555 จำได้ว่าเล่นมาไกลมาก แล้วติดงานหรืออะไรสักอย่าง ก็เลยละวางไป … ถ้าจำไม่ผิดเกมมี 3 แผ่น แต่ต้องใช้เวลาเล่นนานกว่า FF VIII ที่มี 4 แผ่นเสียอีก!)

เพลงหนึ่งที่ติดหูคนเล่นเกม FF VII น่าจะเป็นเพลงนี้ ‘Anxious Heart’ (เพลงเปิดใช่ป่ะ?)

ด้วยความนิยมของ FF VII ทำให้มันถูกนำมาต่อยอดทำเป็นหนังแอนิเมชั่น Final Fantasy VII : Advent Children ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆได้ไม่เบา

———————————-

ถ้าพูดถึง FF แล้วจะไม่พูดถึงผู้ให้กำเนิดมันก็กระไรอยู่…

Hironobu Sakaguchi เป็นชาวจังหวัดอิบารากิ เขาเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมไฟฟ้าที่ดร็อปออกไปทำงานอยู่กับบริษัท Square และในระหว่างที่กำลังตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไปจากวงการเกมนั้น เขาก็วัดดวงด้วยการทำเกม RPG ที่ชื่อ ‘Final Fantasy’ ซึ่งมีความหมายตรงตามชื่อก็คือ ความฝันครั้งสุดท้าย กล่าวคือถ้าเกมนี้เจ๊ง เขาก็จะถอนตัวจากวงการเกมแล้วกลับไปเรียนต่อ … แต่ปรากฏว่ามันขายดี และเป็นเกมที่สร้างชื่อให้กับค่าย Square จนต้องมีการสร้างภาคต่อมาจนถึงปัจจุบัน

และตำนานของ FF I ก็คงจะไม่ใช่การวางเดิมพันใหญ่ครั้งเดียวของ Sakaguchi โดยในปี 2001 เค้าเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และผู้กำกับให้กับหนังแอนิเมชั่นเรื่อง ‘Final Fantasy: The Spirits Within’ ที่ใช้เวลาสร้างนานถึง 4 ปี และทุนสร้างมหาศาลเกือบ 140 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปรากฏว่ามันทำรายได้ไปเพียง 85 ล้านเหรียญสหรัฐ และนั่นก็ทำให้ค่าย Square มีบัญชีติดตัวแดง จนถึงกับต้องปิดค่ายหนัง Square Pictures ไปเลย … จริงอยู่มันเป็นหนังแอนิเมชั่นเสมือนจริงที่ทำ CG ออกมาได้เนียนมากและดีที่สุดของยุคนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ดาราซีจีที่เป็นมนุษย์จำลองนั้นก็มิอาจถ่ายทอดอารมณ์ได้ดั่งดาราที่เป็นมนุษย์มนาอย่างเราๆท่านๆ แถมเนื้อเรื่องที่เป็นแนวไซไฟ/แอ็คชั่น มีเนื้อหาออกจะเคร่งเครียด คงจะขัดกับความคาดหวังของแฟนๆเกม FF อยู่ไม่น้อย (ผมคนหนึ่งที่คาดหวังว่าอยากให้หนังเรื่องนี้ใช้คนจริงแสดง และนำเสนอในแบบแฟนตาซีมากกว่า) แต่จะว่าไป Sakaguchi และ Square ก็มีคุณูปการต่อวงการแอนิเมชั่นอยู่ไม่น้อย เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ยอมเจ็บเพื่อกรุยทางให้แก่วงการแอนิเมชั่นรุ่นหลัง (ถ้าจะพูดแบบเข้าข้าง Square นั้นล้ำยุคและหาญกล้ามาก่อนใครเพื่อน ใครเลยจะคาดคิดว่าในอีกเกือบทศวรรษให้หลังจะมีหนังรูปแบบคล้ายๆกันอย่าง ‘Avatar’ ที่พัฒนาต่อยอดมาจนถึงขีดสุด และดังระเบิดระเบ้อจนเป็นประวัติการณ์ในปี 2009)

Sakaguchi ยังสร้างเซอร์ไพรส์ไม่เลิก… การควบรวมกิจการระหว่าง Square กับ Enix ในปี 2003 ซึ่งถือเป็นคู่แข่งเกม RPG ตัวเอ้ ถือเป็นข่าวที่ช็อควงการเกมอย่างแรง (ใครเลยจะคาดคิดว่า 2 ตำนานเกม RPG อย่าง Final Fantasy และ Dragon Quest จะมาบรรจบอยู่ค่ายเดียวกันได้!) จากนั้นในปี 2004 Sakaguchi ก็ช็อควงการเกมอีกคำรบด้วยการลาออกจาก Square Enix แล้วหันไปตั้งค่ายใหม่ชื่อว่า Mistwalker ที่แม้ว่าจนถึงปัจจุบันพึ่งจะมีผลงานเกมออกมาไม่กี่เกม แต่ก็ล้วนเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆได้ไม่น้อย อาทิ ‘Blue Dragon’ และ ‘Lost Odyssey’

และผลงานล่าสุดของ Sakaguchi ก็คือ ‘The Last Story’ ของเครื่อง Wii ที่ตัวเขาล้วงลูกลงมาเป็นผู้กำกับเสียเอง (เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี นับจากเกม FF V) ทั้งชื่อเรื่องเอย และตัวเกมเอย เรียกได้ว่ามีส่วนคล้ายคลึงกับ Final Fantasy เป็นอย่างมาก! (นอกจากนี้ชื่อเกมยังเคยทำให้นักข่าวตีความผิดว่า “มันจะเป็นการทำเกมครั้งสุดท้ายของ Sakaguchi ก่อนวางมือ”)

———————————-


Final Fantasy จินตนาการพร่างพราวไร้ขีดสุด (2)


จาก FF IV แล้วผมก็เล่นข้ามไป FF IX…

FF IX เป็นภาคที่ถ้าดูเผินๆทีแรกคงจะขัดใจแฟน FF รุ่นใหม่ไม่น้อย เพราะกราฟฟิกที่ออกแนวการ์ตูนนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นการก้าวถอยหลังลงคลองเมื่อเทียบกับ FF VIII

แต่พอได้มาลองเล่นจริงๆแล้ว ก็ต้องลบคำสบประมาทดังกล่าวไปเสียหมดสิ้น! เนื่องจาก SquareSoft คงจะดูออกถึงขีดจำกัดของ CG บนเครื่อง PlayStation ณ ขณะนั้น ตัวอย่างเช่น FF VIII มีภาพสวยก็จริง แต่ก็ยังดูแข็งทื่อทั้งในแง่ของมิติตัวละครและการเคลื่อนไหว ขณะที่ FF IX ที่ผสมผสาน CG ระหว่าง 2D กับ 3D เข้าด้วยกันนั้นให้ภาพที่ดูเป็นธรรมชาติและเนียนตากว่ากันเยอะ! ที่สำคัญการสวนกระแสเนื้อเรื่องจากภาค 6-8 ที่เน้นความเป็นไซไฟ และมีการปฏิวัติระบบการเล่นในหลายๆส่วน แล้ว back to basic ย้อนกลับมาสู่ต้นกำเนิดในภาคแรกๆ ทั้งในแง่ของเรื่องราวแบบแฟนตาซีที่เน้นโทนคลาสสิคย้อนยุค และรื้อฟื้นระบบการเล่นแบบเดิมๆกลับมาหลายอย่าง รวมทั้งให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากกว่า FF VIII แถมยังกลับมาใช้บริการนักวาดภาพประกอบอย่าง Yoshitaka Amano อีกต่างหาก! ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ FF IX เป็นภาคหนึ่งที่เล่นสนุกที่สุด และถูกอกถูกใจแฟนๆทั้งเก่าและใหม่ แถมยังได้รับการยกย่องจากสื่อเกมหลายสำนักให้เป็นเกม RPG ขึ้นหิ้ง! จึงเรียกได้ว่า FF IX ได้ดึงศักยภาพสูงสุดทั้งสำหรับค่าย SquareSoft เองและเครื่อง PlayStation1 (และถือเป็นการสั่งลาเครื่องเกม PlayStation 1 ได้อย่างสมศักดิ์ศรี)

เพลงเปิดเกมของ FF IX นี้ออกแนวเศร้าๆ แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกเพลงที่ติดหูและประทับอยู่ในความทรงจำของผม

————————

จาก FF IX ก็วกกลับไปหา FF Tactics…

ที่จริงผมเคยไปเห็นเกมนี้มาก่อนที่บ้านเพื่อนนานแล้วแหละ แต่พึ่งจะมาได้เล่นจริงๆเอาก็ตอนที่เครื่อง Play 1 กำลังจะตกรุ่นอยู่แล้ว!

และเมื่อได้เล่นแล้วก็ถึงกับติดอกติดใจจนแทบจะวางจอยไม่ลง โดย FF Tactics เป็นเกมที่ต่อยอดมาจากคอนเซ็ปต์ระบบอาชีพของภาค III และ V แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจาก FF สายหลักก็คือ ระบบการเล่นที่เป็นแนว tactical RPG / strategy ซึ่งในแต่ละฉากนั้นเราจะเดินได้จำกัดเป็นช่องๆอยู่ในตาราง และจะต้องมีการวางแผนการรบให้ดี โดยเราจะเป็นเหมือนผู้จัดการทีมที่ต้องส่งผู้เล่นลงสนามให้สมดุลย์ทั้งบู๊และบุ๋น เช่น มีนักดาบไว้คอยเผด็จศึกแล้วก็ต้องมีพลธนูเอาไว้คอยยิงไกล มีจอมมนต์ดำไว้เล่นงานคู่ต่อสู้แล้วก็ต้องมีจอมมนต์ขาวเอาไว้รักษาพวกเดียวกันเอง เป็นต้น จุดเด่นอื่นๆของเกม ได้แก่ ระบบอาชีพที่เราสามารถพัฒนาเด็กในคาถาของตัวเองได้อย่างอิสระ(แต่ทางที่ดีก็ต้ควรเลือกด้วยว่าจะให้ใครพัฒนาด้านใดเป็นพิเศษ เอาให้เก่งเทพกันไปเลย!) แถมยังมีอาชีพลับให้ค้นหาอีกเพียบ ไหนจะมินิเกมในโรงเตี๊ยมที่ช่วยหาตังค์ หาของ และเก็บค่า exp ที่สำคัญเนื้อเรื่องของเกมนี้จัดได้ว่าเข้มข้นยิ่งนัก ดราม่าสุดๆ มีทั้งหักเหลี่ยมเฉือนคม ซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศ (จนบางครั้งอาจเรียกน้ำตาจากท่านได้ ปานนั้นเชียว!)

ส่วนเรื่องเพลงนั้นไม่ต้องห่วง! ค่ายนี้เค้ารับประกันคุณภาพ เกม FF Tactics มีเพลงประกอบที่ไพเราะมาก ด้วยเพลงบรรเลงแบบออร์เคสตร้าที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่อลังการ

 

ลองหยิบเพลงสัก 1 เพลงจากใน FF Tactics มาให้ฟังกันนะครับ (จำได้ว่ามีเพลงหนึ่งจะฟังดูคล้ายๆทำนองออร์เคสตราในเพลง Bittersweet Symphony ของ The Verve เลย แต่ไม่แน่ใจว่าเพลงไหน?)

 

————————

 

ส่วน FF X ที่ถือเป็น 1 ในที่สุดของที่สุดนั้น ผมไม่มีบุญได้เล่นครับ T_T

เพราะตอนนั้นมันย้ายมาประเดิมกับเครื่อง Play 2 แล้ว (เค้ามะมีปัญญาซื้อ 55) รวมทั้งเป็นการประเดิมทศวรรษ 2000 ของค่าย SquareSoft อีกด้วย… ส่วนกระผมก็ได้แต่ตามอ่านตามดูเอาจากหนังสือเกม (พอเอาเรื่องย่อไปเล่าให้เพื่อนในเน็ตฟัง เธอบอกว่า “นี่ใช่ star wars รึเปล่าเนี่ย?” 555)

 

เอาเป็นว่าเอา trailer จากเกม FF X ไปดูกันพอสังเขปละกันนะ

 

ส่วนคลิปนี้แถมครับ เนื่องด้วยความสำเร็จของ FF X ก็ทำให้มีการออกภาค sidestory อย่าง FF X2 ที่มีสาวๆเป็นตัวเอกขึ้นมา และก็มีเพลงขับร้องอย่าง 1000 memories/words เสียด้วย

 

ตอนต่อไปจะเป็นตอนสุดท้ายแล้วจ้า…


Final Fantasy จินตนาการพร่างพราวไร้ขีดสุด (1)


ตึ่ง ดึง ดึง ดึ๊ง ดึง ดึง ดึง ดึ่ง…

เสียงพิณจำลองจากซินธิไซเซอร์ พร่างพราวสะกดหู คือการโหมโรงเปิดฉากของเกมภาษา(RPG) ที่แฟนๆเกมในยุค 80-90 ส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี…

ใช่แล้ว! ผมหมายถึง Final Fantasy ตำนานเกม RPG อีกหนึ่งเกมที่อยู่ในใจใครหลายคน

ผมที่เริ่มเล่นเกม RPG ช้า ได้มาเริ่มเล่นเกมนี้ทีหลังเพื่อน กล่าวคือได้มาเล่น Final Fantasy (FF) ภาค III ของเครื่องแฟมิลี่ เอาตอนที่ภาค IV ของเครื่องซูเปอร์แฟมิค่อมออกไปแล้ว (จุดเด่นของ FF III ก็คือการริเริ่มระบบอาชีพ ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอาชีพของคาแร็กเตอร์ได้ตามใจชอบกว่า 20 อาชีพ ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ทำให้ทั้ง FF ภาคต่อมา และเกมอื่นๆ นำไปปรับใช้)

และก็เป็นเรื่องน่าขำ เพราะคนอ่อนหัดเกม RPG อย่างผม ดันไปยืมตลับมาจากเกมเมอร์ขั้นเมพเพื่อนผมไอ้ “ธีรชัย” ที่เล่นไว้ได้เพอร์เฟ็กต์เลิศหรูทุกประการ ใช้นักรบหัวหอม เลเว่ล 99 อาวุธสุดยอด ชื่อแซ่ตัวละครนี่ก็สะกดคาตาคานะถูกเป๊ะๆ (แถมมันก็ใจดีเอามาให้ไก่อ่อนอย่างผมยืม ฮ่าๆๆ) ปรากฏว่ายืมมาเล่นได้ไม่กี่วัน ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็เลยเผลอไปกดลบเซฟเทพของทั่นธีรชัยเสียหมด (งานเข้าแล้วสิทีนี้ -_-“) ไอ้กระผมไม่รู้จะทำยังไงก็ได้แต่พยายามเล่นให้ได้เท่าทั่นธีฯ ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้ จนสุดท้ายเอาตลับเกมเพื่อนมาดองไว้ 2 เดือน ตั้งชื่อมั่ว เล่นไปตามมีตามเกิด แถมไม่จบอีกต่างหาก แล้วค่อยเอาไปคืนมัน พร้อมสารภาพว่า “เฮ้ย กูขอโทษ ตลับมัน error เซฟมึงหายว่ะ” (ผมว่าตอนนั้นไอ้ธีฯ คง hurt ชิหาย! 555)

เกร็ด: สมัยนั้นบ้านเราเรียก RPG (Role Playing Games) ว่า’เกมภาษา’ อาจเพราะมันมีภาษาญี่ปุ่นเต็มพรืดไปหมด และที่น่าขำก็คือ… เด็กๆบ้านเราสมัยนั้นทั้งที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น แต่ก็เล่นจบกันได้หลายคน! (ทั้งที่โค-ตะ-ระ-ยาก! 555) เพื่อนผมบางคนถึงกับลงทุนเรียนภาษาญี่ปุ่นหลักสูตร jibun de (เรียนด้วยตัวเอง) เพื่อเอามาใช้เล่นเกมภาษาโดยเฉพาะเลยก็มี เด็กไทยนี่ช่างน่านับถือจริงๆ คารวะ!  _/\_

นั่นแหละครับ คือประสบการณ์การเล่น FF ครั้งแรกของผม (ผมมาเล่นภาค III จบจริงๆเอาก็ 2-3 ปีให้หลัง ที่ตอนนั้นเพื่อน “แดน” ให้ยืมตลับมา และตอนนั้นผมก็เล่นเกมภาษามาได้ในระดับหนึ่งแล้ว จึงสามารถเล่นฝ่าฟันไปจนจบได้ ด้วยตัวเอง บวกคู่มือเฉลยเล็กน้อย (จำได้ว่าช่วงนั้นติดเกมนี้อย่างหนัก จนสอบตกบางวิชาเลย 555)

ตอน ม.ปลายนี่ผมแทบไม่ได้แตะ FF อีกเลย เพราะบ้านจน ไม่มีปัญญาซื้อเครื่องซูเปอร์ T_T บวกกับตอนนั้นย้ายมาโรงเรียนสหฯ ความสนใจเราก็เริ่มเบี่ยงเบนไปที่กีฬา ดนตรี สาวๆ ฯลฯ (แต่ก็ยังแอบไปซื้อพวกหนังสือเกมมาอ่าน เพื่อที่จะดูความเป็นไปของ FF เป็นระยะๆ)

ได้มาเล่นอีกที ก็ข้ามมาตอนมหา’ลัยเลยครับ…

ตอนนั้นเพื่อนซี้ผม “ไอ้ปัด” มันใจสปอร์ตโคตรๆ มันให้ยืมเครื่อง Playstation มาเล่นที่บ้านเลย แล้วก็ทำให้ผมได้กลับมาเล่น FF อีกครั้ง เริ่มด้วย FF VIII ที่ตอนนั้นดังระเบิดระเบ้อ

FF VIII เป็นภาคที่ถ้าคนเล่นไม่รักก็เกลียดไปเลย (แต่สำหรับผม ผมชอบมาก) จุดต่างที่ทำให้แฟนๆบางคนชังมัน ได้แก่ ตัวละครและเนื้อเรื่องหลักที่ออกแนวหนังฮอลลีวูด ระบบของเกมที่ออกจะขัดใจแฟนเก่า โดยเราสามารถปั้นแต่งตัวละครให้มี skill เวทย์มนต์อย่างไรก็ได้ (ซึ่งถ้าเป็นภาคก่อนๆ จะค่อนข้างตายตัว) หรือแม้แต่การเรียกมนต์อสูรได้แบบพร่ำเพรื่อจนทำให้เสื่อมความขลังไป แต่ในทางกลับกัน… มันก็เป็นภาคที่มีกราฟฟิกงดงามตระการตา(เรียกได้ว่ามาถึงเกือบขีดสุดแล้วสำหรับ CG ณ พ.ศ.นั้น และถือเป็นเกมแรกๆของ PlayStation 1 ที่พัฒนาโพลีกอน 3 มิติออกมาได้เนียนที่สุด) คาแร็กเตอร์โคตรเท่ พระเอกหล่อนางเอกสวย มีมินิเกมไพ่เจ๋งๆ การกำหนดทิศทางตัวละครและการดำเนินเรื่องค่อนข้างจะเป็นเอกเทศ(ถ้าจำไม่ผิด เข้าใจว่าเป็นอิทธิพลจากเกม Romancing Saga) รวมทั้งเพลงประกอบซึ้งๆที่ขับร้องโดย Faye Wong นั้นก็ถือเป็นจุดขายอีกอย่างเลยก็ว่าได้

ความท้าทายอีกอย่างสำหรับเกมเมอร์ ใน FF VIII ก็คงจะเป็นการโค่นไอ้เจ้าบ้า Altima Weapon นี่แหละครับ!

เพราะไม่รู้จะเรียกมันว่าโคตรเก่ง หรือโคตรโกงดี! มันเก่งและอึดกว่าหัวหน้าใหญ่เสียอีกครับ แถมบางทีเจอช็อตปล่อยไม้ตายดับชีพใส่เราเข้าไปติดกันซัก 2-3 ที ก็จะทำให้ท่านต้อง Game Over และเขวี้ยงจอยพร้อมกับตะโกน “เชรี่ย แม่ม โคตรโกงอิ๊บอ๋าย!” ไปโดยปริยาย (ถ้าจำไม่ผิด ผมต้องสู้กับมันเป็นสิบรอบเลยนะ กว่าจะชนะ / และที่น่าขำก็คือ ที่จริงเกมมันก็ไม่ได้บังคับเลยว่าต้องสู้กับไอ้เกรียนนี่ให้เสียอารมณ์เปล่าปลี้ แต่เกมเมอร์เกรียนๆอย่างเราพอรู้แล้วมันก็อดไม่ได้หรอก ชิมิๆ? 555)

จาก VIII ก็ย้อนกลับมา IV…

เพราะ PlayStation นำเกมเก่าๆมาลงแผ่นใหม่(แต่ก็มิได้มีการปรับปรุงกราฟฟิกแต่ประการใด FF IV นี่ถือว่ากราฟฟิกเริ่ดมากเมื่อสมัย Super ออกใหม่ๆ แต่พอมายุค Play แล้วนี่ถือว่ากากเลย 555 แถมเล่นนานๆแล้วจะปวดตามาก) แต่ที่ต้องยอมรับก็คือ “ของเค้าดีจริง!” ของดีไม่ว่าจะยุคไหนมันก็คงทนข้ามกาลเวลา (เนอะ!) เนื้อเรื่องของภาคนี้สนุกสุดๆ มีตั้งแต่ดำดิน ขึ้นบก ดำน้ำ เหาะขึ้นฟ้า ไปยันอวกาศ! ตัวละครมีหยินมีหยาง พระเอก “เซซิล” ทีแรกเป็นอัศวินดำ แล้วทีหลังเปลี่ยนมาเป็นพาลาดิน(นักรบศักด์สิทธิ์ที่ใช้มนต์ขาว) “กอลเบส” 1 ในศัตรูตัวฉกาจที่แท้จริงแล้วเป็นพี่ชายของเซซิลนั่นเอง แถมยังมีเรื่องรักสามเส้าของหนุ่มๆสาวๆอีก นอกจากนี้ระบบของเกมก็โดดเด่นมากจนถูกยกย่องให้เป็น 1 ในสุดยอดแห่งเกม RPG (รวมทั้งเป็นภาคแรกที่บังคับตัวละครได้ 5 ตัวอีกด้วย)

ส่วนเพลงประกอบของ FF IV ผมว่าคุ้นๆหูนะ (มันฟังคล้ายๆกับเพลงรายการกระจกหกด้านสมัยนั้นเลยนะ ผมว่า)


GOEMON จอมโจรใจบุญ


ไม่รู้ทำไม… เพลงเกมหลายๆเกมที่ิติดหูผมมักจะมาจากค่าย Konami!

และอีก 1 ในนั้น ได้แก่ “ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ ดึ ดึง / ตึง ตึ ดึ ดึง / ตึ่ง ตึ่ง ตึ ดึ ดึ้ง” ใช่แล้ว “โกเอมอน” นั่นเอง!!

Ganbare Goemon เป็นเกมแนวแอ็คชั่นตะลุยด่าน (ผสม RPG และ Puzzle) ที่เล่นไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย… ตามแบบฉบับของเกมแอ็คชั่นทั่วไป จอมโจรเลือดร้อนโกเอมอน และสหายหน้าทะเล้นนินจาเอบิสึมาุรุ ต้องต่อสู้กับศัตรู เก็บทอง ซื้อของ อัพอาวุธและพลังให้ตัวเองเก่งขึ้น (แล้วอาวุธหลักของโกเอมอนเป็น “ไปป์” หรือกล้องสูบยาครับ อย่างเท่!) ส่วนไอ้ตรงที่ยากก็อยู่ตรงที่การหาทางออกในแต่ละด่าน ที่ยิ่งเล่นไปเรื่อยๆทางเดินก็จะยิ่่งวกวน (ถ้าไม่ใช่เซียนเกม คงต้องพึ่งเฉลยสถานเดียว ฮ่า~) ตอนเด็กๆ นอกจากจะติดใจในเสียงเพลงตื๊ดๆของเกมที่ให้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นและให้ฟีลแบบขำขันแล้ว ผมยังชอบเวลาที่โกเอมอนเข้าพวกร้านรวงต่างๆ ซึ่งมีแม้แต่โรงอาบน้ำด้วย! (และเชื่อว่าแฟนๆเกมไทยยุค 80 เกินแสนคนน่าจะชอบฉากนี้ 55)

Ganbare Goemon เป็นเกมที่ได้รับความนิยมสูงมากในญี่ปุ่น Konami สร้างมันมาตั้งแต่สมัยเครื่องแฟมิค่อมจนถึงสารพัดเครื่องในปัจจุบันรวมๆแล้วมากกว่า 30 ภาค! นอกจากนี้โกเอมอนยังไปปรากฏเป็นตัวละครพิเศษในเกม Konami World อีกด้วย

ถ้าัสังเกตดูให้ดีๆ เราจะเห็นว่าหน้าตาของโกเอมอนดูเหมือนพวกนักแสดงละครคาบูิกิ…

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมันเป็นตัวละครที่ได้รับอิทธิพลมาจากละครคาบูกิที่มีโกเอมอนเป็นตัวเอก โดย “อิชิคาวะ โกเอมอน” เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในยุคกลาง (ในช่วงกลางคริสตศวรรษที่ 16) โดยถูกบันทึกไว้ในสมัยฮิเดโยชิว่าเขาเป็นโจร แ่ต่ตำนานของเขาก็เป็นที่เลื่องลือและมีการกล่าวขานกันไปต่างๆนานา บ้างว่าเขาเป็นโรบินฮู้ดญี่ปุ่น โดยโกเอมอนเป็นโจรที่ไปปล้นทองและทรัพย์สมบัติจากเศรษฐี พ่อค้า และวัด เพื่อนำมาแจกจ่ายให้แก่พี่น้องชาวนาที่ถูกกดขี่ เรื่องราวการตายของเค้านั้นเป็นที่โจษจัน โกเอมอนพร้อมครอบครัวถูกต้มทั้งเป็นในหม้อน้ำมันเดือดต่อหน้าฝูงชนเนื่องจากเขาได้กระทำการลอบสังหารฮิเดโยชิ ซึ่งก็มีข้อมูลเกี่ยวกับแรงจูงใจที่แตกต่างกันไป บ้างว่าโกเอมอนทำอย่างนั้นเพื่อล้างแค้นที่ภรรยาของตนถูกฆ่าและลูกชายถูกจับ บ้างก็ว่าเขาทำเพื่อกำจัดผู้นำทรราชย์อย่างฮิเดโยชิ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าขานว่าระหว่างที่ถูกต้มทั้งเป็นในหม้อน้ำมัน โกเอมอนได้ยกทูนลูกชายของตนไว้ข้างบน เขาตายแต่สามารถช่วยชีวิตลูกชาย “โกเบ” ที่ต่อมาได้รับการอภัยโทษ (แต่บางแหล่งกลับบอกว่าทีแรกโกเอมอนชูลูกชายขึ้นแล้วจู่ๆก็หย่อนพรวดลงไปในน้ำมันลึกเพื่อที่ลูกชายจะไ้ด้ไม่ต้องทรมาน จากนั้นจึงชูศพลูกชายขึ้นมาใหม่เพื่อแสดงความแข็งขืน ก่อนที่ตัวเองจะทนเจ็บปวดไม่ไหวและทรุดตัวลงไปในหม้อแล้วตายตามลูก)

โกเอมอน ถือเป็นตัวละครหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงในวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่น ไม่เพียงแต่เฉพาะในละครคาบูกิ หรือในเกมเท่านั้น แต่ตัวตนของเขายังได้ถูกนำมาถ่ายทอดใหม่ในสื่อรูปแบบต่างๆ อาทิ ในการ์ตูนเรื่อง Lupin ที่ในก๊วนพระเอกมีนักดาบฝีมือฉกาจชื่อ “โกเอมอน ที่13” และล่าสุดที่ฮือฮาก็คงจะเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของค่ายโชชิกุเรื่อง GOEMON เมื่อปี 2009 ที่ยึดโครงเรื่องเดิมแต่นำมาถ่ายทอดใหม่ในแนวแอ็คชั่นแฟนตาซีพร้อมกับมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องในบางจุด

เรื่องราวที่แท้จริงจะเป็นเช่นไร เขาคือวายร้าย หรือวีรบุรุษ  เรามิอาจรู้ได้

แต่ที่แน่ๆ ชื่อของเขาจะคงอยู่ตลอดไป…


The Goonies เจ้าหนูถีบหนัก


สำหรับผม 1 ในบรรดาเพลงเกม 8-bit ที่ติดหูที่สุดมาจากเกมนี้…

“The Goonies”

(ตึด ตือ ดือ ตืด ดือ ดึด / ตึด ตือ ดือ ตือ ดื๊อ ดึง)

มันเป็นเกม action/puzzle ของค่าย Konami ที่ออกในปี 1986 (และเชื่อว่าเด็กไทยสมัยนั้นที่เคยแตะเครื่องแฟมิคอม ต้องเคยเล่นเกมนี้ อิอิ)

เกมนั้นดูเหมือนจะง่าย “ไมกี้” พระเอกตัวน้อยของเราใช้ลูกถีบจัดการศัตรูตะลุยด่านไปเรื่อยๆ และพอเล่นไปเรื่อยๆก็จะเจออาวุธอย่างหนังสติ๊กและระเบิด(ที่ใช้ทำลายสิ่งกีดขวาง แต่ก็สามารถกำจัดศัตรูหรือแม้แต่ัตัวเองได้!) แต่ที่ยากก็คือในส่วนของ puzzle ที่ตัวเราต้องคอยไปตามเก็บกุญแจไขประตู วาร์ปข้ามไปมา และต้องเจอกับทางวงกตที่วกไปวนมา ซึ่งบางทีก็ทำเอาเราหลงเป็นวันๆได้ แถมในด่านหลังๆไอ้ศัตรูโหดๆบางตัวก็โหดเสียจนอาจทำให้ท่านโมโหจนเขวี้ยงจอยได้! (นี่มันเกมที่ทำให้เด็กเล่นแน่เรอะเนี่ย? 555)

เกมจะมีัทั้งหมด 6 ด่าน ซึ่งเป้าหมายของแต่ละด่านก็คือการช่วยเพื่อนๆที่ถูกจับเป็นตัวประกัน (ผมเล่นเกมนี้ครั้งแรกๆตอน ป.1-2 แต่มาจบเกมนี้เอาจริงๆก็ตอน ป.5-6 ไ้ด้แล้วมั้ง)

แฟนๆเกมสมัยนั้นน่าจะจำกันได้ดีว่า “ไมกี้” จากเกม The Goonies เป็นตัวละครหนึ่งในเกมสุดมันอย่าง Konami World ด้วย ซึ่งพื้นฐานของเกมนั้นยึดหลักมาจากเกม Goonies แท้ๆ กล่าวคือ ในเวิลด์แรก เราจะต้องไปช่วยเพื่อนๆที่ถูกขังออกมาจากแต่ละด่าน พอช่วยได้แล้ว เราก็จะสามารถใช้ตัวละครเหล่านั้นได้ ทั้งโกเอมอน, ฟุคุดะ, แดร็กคิวล่า, โมอาย, คิงคอง ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีความสามารถพิเศษแตกต่างกันไป (ชื่ออาจจะมั่วหน่อยนะครับ เรียกตามที่เด็กไทยสมัยนั้นเรียกกัน 55) ที่มันสุดๆก็คือเราสามารถสลับเล่นเป็นตัวอะไรได้ในระหว่างฉากต่อสู้ แถมเวิลด์ต่อๆมาก็ยำใหญ่ขนานแท้ เพราะเกมมีทั้งฉากแอ็คชั่นแบบคอนทรา, ฉากชูตติ้งแบบทวินบีและกราดิอุส เรียกว่าขนศัตรูและฉากเด็ดของค่ายโคนามิมาเกือบหมด

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก hardcoregaming101

เอ้อ! ตอนนี้มีแฟนๆเค้าเอาเกม Goonies มารีเมก โดยยึดฉากแบบเดิม แต่ปรับปรุงกราฟฟิกและเพลงให้ดีขึ้นใครสนใจก็ไปลองโหลดมาเล่นกันได้

http://goonies.jorito.net/

ต้นฉบับของเกมนี้มาจากหนัง The Goonies ครับ

หนังที่ออกฉายในปี 1985 เรื่องนี้เป็นหนังผจญภัยจากพล็อตเรื่องของสตีเวน สปีลเบิร์ก เป็นหนังที่ทำเอาใจเด็กๆโดยแท้ (ตอนนั้นผมก็ชอบนะ แต่จำไม่ค่อยได้แล้ว จำเกมได้มากกว่า อิิอิ) ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 เคยมีข่าวว่าจะมีการทำภาคต่อหนังเรื่องนี้ด้วย แต่แล้วก็เงียบหายไป เอวัง…

ส่วนตัวเพลงที่เป็นต้นแบบให้กับดนตรีในเกมนั้น ต้นฉบับเป็นเพลง “The Goonies ‘R’ Good Enough” ของพี่สาวเซี้ยวซ่าก๋ากั่น Cyndi Lauper ครับ (เธอเป็นนักร้องป็อบ/นิวเวฟที่ดังระเบิดในช่วงกลางยุค 80)

เฮี้ยวไม่เฮี้ยว ลองไปดูลวดลายเธอได้ครับ!