Just another WordPress.com site

“เพลงกู” (Music to My Ears)

Dolores O’Riordan – เบื้องหลังหม่น ๆ ของน้ำเสียงเศร้า ๆ


fd26f8fb0b73f6b9871a4d537fe8728f--dolores-hair-dos

Dolores O’Riordan ในวัย 18 ปี จำจากบ้านเกิดในแถบชนบทของเมืองลิเมอริค ประเทศไอร์แลนด์ เพื่อไล่ตามฝันในเส้นทางดนตรีกับวง The Cranberries

น้องสาวคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 7 คน เติบโตในครอบครัวอนุรักษ์นิยม ในวัยเด็กเธอเป็นสาวห้าวที่แอบนำตุ๊กตาไปขุดหลุมฝังไว้ในสวน และใช้เวลาส่วนใหญ่คลุกคลีกับพี่ชายที่ชอบฟังเพลงเฮฟวี่เมทัล Dolores มีพื้นฐานทางดนตรีจากการขับร้องและเล่นออร์แกนในโบสถ์ เธอมีความฝันที่จะเข้าร่วมวงดนตรี แต่แม่ของเธอไม่ให้การสนับสนุนเลย และอยากให้เธอเรียนหนังสือมากกว่า กระนั้นการกีดกันจากครอบครัวก็ไม่สามารถขัดขวางความตั้งใจอย่างแรงกล้าของเธอได้ Dolores ส่งเดโมเทปไปให้ 2 พี่น้อง Hogan ที่กำลังเปิดออดิชั่นหานักร้องสาว และพวกเขาประทับใจในเพลง ‘Linger’ จึงอ้าแขนรับเธอเข้าร่วมวง

ด้วยซาวด์ดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ Alternative Rock ผสานกับ Irish Folk และน้ำเสียงเปี่ยมเสน่ห์ของ Dolores ทำให้เดโมเทปของวง 4 ชิ้นจากไอร์แลนด์เป็นที่ต้องตาต้องใจของค่ายเพลงต่าง ๆ และสุดท้ายทางวงก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายอินดี้ชื่อดังอย่าง Island Records

จุดพลิกผันของวงมาจากการที่ The Cranberries ถูกคัดเลือกให้ไปเล่นเป็นวงเปิดให้กับ Suede วงร็อคหน้าใหม่สุดร้อนแรงแห่งเกาะอังกฤษ ที่อเมริกาในปี 1993 แต่หลังจากทัวร์ดังกล่าว Suede ไม่ประสบความสำเร็จกับตลาดใหม่ดังหวัง ขณะที่ความนิยมของ The Cranberries กลับค่อย ๆ ทวีคูณ โดยได้อานิสงส์จากการผลักดันของสถานี MTV ทำให้ในเวลาต่อมา อัลบั้มที่สอง ‘No Need to Argue’ ที่มืดหม่นขึ้น และมีเพลงดังอย่าง ‘Zombie’ กลายเป็นอัลบั้มขายดีที่ทำยอดขายได้ทั่้วโลกกว่า 17 ล้านก็อปปี้

แต่การดังแบบฉุดไม่อยู่ ก็ทำให้พวกเขาไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะ Dolores ที่แม้จะได้เป็นร็อคสตาร์สาวสมดังใจ แต่ฝันที่เป็นจริงกลับไม่สนุกอย่างที่คิดไว้ การต้องออกทัวร์และขลุกอยู่แต่ในโรงแรมนานติดต่อกัน 5-6 ปี และความกดดันจากกระแสความโด่งดัง ทำให้เธอมีปัญหาสุขภาพจิตแบบเรื้อรัง ทั้งอาการไบโพลาร์ และอะนอเร็กเซีย (นอกจากนี้ ในช่วงปีหลัง ๆ เธอเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับปมในวัยเด็กว่า เธอเคยถูกคนใกล้ชิดในครอบครัวกระทำทารุณกรรมนานถึง 4 ปี)

Dolores นำความโศกเศร้ามาเป็นวัตถุดิบในการแต่งเพลง โดยเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันแต่งเพลงได้ดีที่สุดเวลารู้สึกย่ำแย่ ฉันคงจะเป็นคนจำพวกซึมเศร้า ในตลาดมันมีเพลงแฮปปี้ถมเถ ถ้าใครอยากได้เพลงแฮปปี้ มันมีเพลงแบบที่ Kylie Minogue ทำอยู่เสมอแหละ”

ลูก ๆ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของ Dolores ที่เคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วในปี 2013 โดยเธอมีลูก 3 คนกับ Don Burton อดีตผู้จัดการทัวร์คอนเสิร์ตของวง Duran Duran อย่างไรก็ดีทั้งคู่หย่าขาดกันในปี 2014

ในปีที่ผ่านมา Dolores เคยตั้งเป้าไว้ว่า อยากจะออกอัลบั้มอีกสัก 1 ชุดและกลับไปทัวร์คอนเสิร์ต “ฉันไม่ค่อยได้ทำอะไรเลยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ มันเป็นช่วงที่ฉันไม่มีปัญญาจะแต่งเพลง เพราะแค่รับมือกับชีวิตส่วนตัวก็เหนื่อยจะแย่แล้ว”

อย่างไรก็ดี ในปี 2017 วง The Cranberries ต้องยกเลิกการทัวร์คอนเสิร์ตไปเนื่องจากปัญหาสุขภาพของ Dolores ซึ่งมีอาการปวดหลัง การโพสต์บน Facebook ของเธอเมื่อเดือน ธ.ค. เหมือนจะส่งสัญญาณที่ดี เมื่อเธอกล่าวว่า “รู้สึกดี” และได้ “เริ่มเล่นโชว์เล็ก ๆ ในรอบหลายเดือน” ซึ่งแฟน ๆ ต่างเชื่อว่าเธอคงจะกลับมาแสดงได้ในไม่ช้า แต่น่าเสียดายที่เธอมาด่วนจากไปเสียก่อน…

Oh my life, is changing everyday
In every possible way
And oh my dreams, it’s never quite as it seems
Cause you’re a dream to me
Dream to me

= = = = = = = = = =

ขอบคุณแหล่งข้อมูล
https://www.theguardian.com/…/jan/16/dolores-o-riordan-obit…

http://www.bbc.com/news/entertainment-arts-42696376

https://www.youtube.com/watch?time_continue=20&v=R4aw-fB8GT0

https://en.wikipedia.org/wiki/The_Cranberries

http://www.bbc.com/news/entertainment-arts-42702826

Advertisements

Liam เหลือทนแล้วนั่น (2)


#LiamGallagher #AsYouWere

คุยเรื่อยเปื่อยกับพี่ Liam

page

#ทรงผม
ผมชอบไว้ทรงหน้าม้านะ ถ้าไม่ไว้ผมม้ายาวก็ขอตัดสั้นไปเลย ผมไม่ชอบอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบพวกไอ้เด๋อในหนัง Dumb and Dumber พอทรงผมมันเริ่มเป็นแบบ Dumb and Dumber เมื่อไหร่ผมจะคว้ากรรไกรมาตัดฉับ… ถ้าให้พูดถึงต้นแบบน่ะเหรอ? ผมว่า Keith Richards ไว้ผมเท่สุดแล้ว ผมมีรูปอยู่บนมือถือด้วย ตอนที่เขาไว้ผมยาว ๆ แล้วใส่แว่นแบบ Elvis และสวมเสื้อหนังนะคุณเอ๊ย… คนอื่น ๆ ที่ทรงผมดูดีน่ะเหรอ? Bruce Lee แล้วก็ Brian Jones หรือ George Harrison และ Ian Brown นอกนั้นก็คงเป็น Jesus (พระเยซู)

#วัยกลางคน
ไม่รู้สิ ผมไม่มีปัญหากับความชราเลยนะ ผมอายุ 44 ไม่อ่ะ ผมไม่ยอมฉีดโบท็อกซ์เด็ดขาด ยิ่งเหี่ยวย่นเท่าไหร่ยิ่งดี ดู Keith Richards สิโคตรเท่เลย ผมอยากดูเหมือนคนกร้านโลก ที่ผมต้องวิ่งก็เพื่อรักษาสภาพจิตใจน่ะ แต่ก็จริง หุ่นคุณต้องดูดีสักหน่อย สิ่งที่แย่ที่สุดของวัยกลางคนอยู่ที่คุณใส่เสื้อผ้าบางอย่างที่คุณเคยใส่ไม่ได้แล้ว อย่างเช่นกางเกงวอร์ม

#วิธีแต่งเพลง
ผมจะหยิบกีตาร์มาเล่น เล่นเพลงที่ง่ายที่สุด เช่นดีดสายเบสให้ได้ทำนอง แล้วผมจะเริ่มคิดเมโลดี้ แล้วอัดเสียงไว้บนมือถือ จากนั้นก็แต่งเนื้อสัก 2 ท่อน พอสติแตกปุ๊บผมจะออกไปเดินเล่นแก้เซ็ง พอกลับมาปั๊บผมก็จะขัดเกลาเพลงนั้นต่ออีกสักหน่อย ขั้นตอนของผมจะเป็นแบบนี้แหละ

#วงการเพลงในปัจจุบัน
วงร็อคสมัยนี้พร่ำโทษเพลงป็อบ พวกเอ็งมีกีตาร์ พวกเองรู้วิธีแต่งเพลง ก็ทำเพลงไปแล้วหยุดบ่นเป็นยายแก่สักที ช่างหัวชาร์ตเพลงสิ มันก็ห่วยของมันมาตลอด จะไปแคร์ทำไม? จริงอยู่ที่ Simon Cowell อาจจะเป็นคนทำลายรายการ Top of the Pops กับเพลงฮิตช่วงคริสต์มาสคามือ แต่ถ้าคุณเป็นชาวร็อคแอนด์โรล หรือเป็นกีตาร์แบนด์ล่ะก็ คุณไม่ควรจะไปโทษใครเลยว่ะ คุณต้องทุ่มเทให้มากขึ้น คุณต้องชนกับมันสิวะ เหมือนอย่างที่ผมทำอยู่นี้ไง ผมโคตรเกลียดเลยไอ้พวกที่อยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาทำเพลงเต้นรำตามกระแสแล้วก็โละเสียงกีตาร์ทิ้งน่ะ ถ้าเอ็งมีกีตาร์อยู่ในมือล่ะก็ เสียบปลั๊กซะ แล้วเล่นให้ดัง ๆ ไม่งั้นก็ไปตายซะ!

#แร็ปมั้ยLiam?
สำหรับคำถามที่ว่าผมคิดจะทำเพลงร่วมกับศิลปินแนว Grime บ้างไหม? เอาจริงผมเคยคุยกับ Skepta นะ ลูกชายผม Gene ชอบฟังเพลงเขานะ และที่สำคัญ Skepta ใส่เสื้อของ Pretty Green ซะด้วย ผมงี้โพล่งเลย “ของมันถึง!” เขาต่างจากพวกศิลปิน Grime ที่ห้อยโซ่ทองเส้นโต ๆ พวกนั้นน่ะ เขาเป็นคนราศีกันย์ใช่ไหมล่ะ? ถ้าเขาเป็นชาวกันย์ล่ะก็ เขาจะต้องเจ๋งแน่นอน

#วงดนตรีในฝัน
ถ้าเป็นไปได้ผมอยากร่วมวง Sex Pistols นะ ผมจะเฉดหัว Johnny Rotten ออกไปซะ Paul Cook นี่โคตรเทพเลย Steve Jones ก็ตัวจริง ถึง Sid Vicious จะเล่นเบสอ่อนไปหน่อย แต่พี่แกก็เท่สัส ๆ แต่Rotten ต้องถูกตะเพิดสถานเดียว โทษที ผมเป็นนักร้องนำแทน Johnny Rotten ในฝันได้

#โอกาสฟื้นวงOasis
ผมไม่ได้ติดต่อกับ Noel เลย ผมไม่เห็นวี่แววว่ามันจะเกิดขึ้นได้ ณ ตอนนี้ซึ่งผมกำลังทำงานโซโล่อยู่ มันเคยมีลุ้นมาหลายครั้งนะ และมันควรจะเกิดขึ้นไปนานแล้ว แต่มันก็ไม่เกิด ผมอยากให้มีการฟื้นวงนะ เพราะผมคิดถึงเขา คิดถึงวง และคิดถึงแฟน ๆ แต่มันคงขึ้นกับพระเจ้าเท่านั้น ไม่ได้ขึ้นกับ Noel Gallagher เขาชอบคิดว่าตัวเองเป็นเทพเจ้า แต่เขาไม่ใช่เลย เขาชอบพูดสบประมาททำนองว่า “ขอโทษนะพวก แต่ฉันจะต้องหยุดงานโซโล่ที่กำลังไปได้สวยเพื่อช่วยสงเคราะห์น้องชายเนี่ยนะ” แต่ผมไม่ได้กากขนาดนั้น ผมก็ยังยืนหยัดอยู่ ไม่ มันคงไม่เกิดขึ้นหรอกพวก พอคิดว่าจะต้องกลับไปร่วมวงกับเขาผมก็เบื่อจะตายชักแล้ว เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ใช่คนที่ผมอยากร่วมสังคายนาด้วย เขาเป็นพวกชอบวางอำนาจน่ะ


Liam เหลือทนแล้วนั่น!


 

#LiamGallagher #AsYouWere

บทสัมภาษณ์ของ Liam Gallagher ในเว็บไซต์ the Guardian พีคมาก คัดคำตอบจากพาดหัว Rock’n’roll saved my life มาเล่าก่อน

Ian Rankin ถามว่า “ถ้าคุณกับโนลไม่ได้ทำวง Oasis ตอนนี้พวกคุณทั้งคู่จะทำอะไรอยู่?”

เฮีย Liam ตอบว่า…
“ตอบยากเหมือนกันนะ ในบรรดาเพื่อน ๆ ของผม มีเพื่อนบางคนที่ลาโลกไปแล้วเพราะเรื่องยา บางคนก็ติดคุก ฉะนั้นผมคิดว่า.. ผมคงจะไม่ได้งานดี ๆ ทำหรอก เพราะผมไม่ค่อยมีหัวกับเรื่องพรรค์นั้นเลย ผมคงจะเป็นกรรมกรขุดถนน หรือซี้ม่องเท่ง หรือไม่ก็ติดยาอย่างหนักและมีสิทธิตายวันตายพรุ่ง #ร็อคแอนด์โรลช่วยชีวิตผมไว้ และผมเป็นหนี้มันไปตลอดกาล ผมเป็นหนี้ให้กับร็อคแอนด์โรล และผมไม่เคยคิดจะทำอย่างอื่นนอกจากงานเพลง ไม่เคยเลย”

22382370_362387550859186_7498727738100608886_o

สำหรับการเตรียมตัวก่อนออกอัลบั้มเดี่ยว ‘As You Were’ นี้ พี่ Liam ของเราเขาทุ่มเทจริง ๆ เริ่มจากกิจวัตรประจำวัน…

#วิ่งยามเช้า
Liam เล่าว่า “ผมตื่นเช้ามาก ตี 5 ผมออกไปวิ่งตอน 6 โมง มันต้องมีวินัยนิดหนึ่ง ผมวิ่งอย่างเดียวโดยไม่ได้ฟังเพลงเลย วิ่งไล่กระรอกกระแต เวลาเจอห่านผมก็จะแซวพวกมันว่า “ห่านเอ๊ย!” มันฮาดี จากนั้นผมก็จะซื้อกาแฟมาฝากเดโบราห์ตอน 7 โมง ปลุกลูก ๆ ไปโรงเรียน เสร็จแล้วกลับมาอาบน้ำ ออกไปทำงาน แล้วตั้งหน้าตั้งตารอให้เด็บบี้มาเอาอกเอาใจผม ผมเป็นเหมือนสุนัขของเธอเลย ผมจะอ้อนเธอว่า “ช่วยพาเค้าไปเดินเล่นหน่อยได้มั้ยเตง?”

(**หมายเหตุ** ต้นฉบับ ตอนพี่ Liam เจอห่าน [geese] พี่ Liam จะทักพวกมันว่า “All right, geezers?” ซึ่ง geezer เป็นสแลงแทนคำว่า guy ที่แปลว่า พรรคพวก, ไอ้หนุ่ม)

#เส้นเสียง
สำหรับการดูแลเสียงนั้น ผมไม่ได้เลิกอะไรเลย แต่ผมทดลองเครื่องดื่มแปลก ๆ หลายอย่างที่ช่วยแก้อาการเสียงแหบ แม่ผมดื่มน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิลเพื่อบรรเทาโรคไขข้อ ผมลองนำมันมาผสมกับน้ำผึ้ง ขมิ้น พริกคาเยน เหยาะมะนาวและน้ำอุ่นลงไปหน่อย คนให้เข้ากันแล้วดื่ม มันช่วยได้จริง ๆ นะ ผมเป็นโรคต่อมไทรอยด์อักเสบ มันทำให้ผมเสียงแหบและรู้สึกปวดเมื่อยได้ แต่พอดื่มเจ้านี้ปุ๊บมันทำให้คุณกระชุ่มกระชวยขึ้นมาเลยแหละ

#ยา
เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยเล่นของหรือดื่มหนักเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ผมเลิกดูดปุ๊น มันน่าเบื่อจะตาย ผมยังสูบบุหรี่อยู่แต่ก็ไม่เยอะแล้ว อาทิตย์ก่อนผมไม่ได้สูบเลยนะ ผมต้องรักษาวินัย แต่มันก็มีบ้างเป็นแหละเป็นครั้งคราว ขึ้นกับอารมณ์พาไปน่ะ ผมรู้ดีว่ามันไม่ควรหรอกเพราะมันเป็นเรื่องแย่ แบบที่ Ashcroft ว่าไว้ “มันไม่เวิร์กอีกต่อไปแล้ว” (reference จากเพลง The drugs don’t work ของวง The Verve)

251629_636x357

วิธี #เลี้ยงลูก ของ #คุณพ่อร็อคสตาร์

>> นอกจากจะเป็นร็อคเกอร์ ซึ่งมีไลฟ์สไตล์หวือหวาแล้ว หลายคนรู้ว่าพี่ Liam ของเรามีปมในวัยเด็ก เนื่องจากเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อชอบใช้ความรุนแรง แล้วเขามีทัศนคติต่อการเลี้ยงลูกอย่างไร?

Liam กล่าวว่า “ผมไม่อยากจะเป็นเหมือนอย่างพ่อหรอก แต่ผมก็เคยเป็นเหมือนเขาบ้างแหละ ไม่ใช่ในเชิงความรุนแรง แต่ในเชิงความสัมพันธ์น่ะ ผมเผลอทำสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่เรื่องนี้ผมไม่โทษเขาหรอกนะ ผมผิดเอง แต่เรื่องความรุนแรงน่ะเหรอ? ไม่ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ผมจะพูดกับลูก ๆ อย่างตรงไปตรงมา ‘นี่ แกต้องตื่นไปโรงเรียนได้แล้วนะ อย่าอู้’ แต่ผมจะใจเย็นกับลูก ๆ เอาจริงแล้วผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการมีพ่อนั้นมันเป็นยังไง ผมก็เลยไม่รู้ว่าเขาเป็นพ่อที่ดีหรือแย่กันแน่ แม่จะคอยดูแลและสั่งสอนผม ท่านทำหน้าที่ควบทั้งสองอย่าง”

>> แล้ว Liam เป็นพ่อที่เข้มงวดไหม?

“ถ้าเป็นเรื่องยาล่ะก็ ผมไม่มีหลักฐานอะไรมาว่ากล่าวหรอก แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ขออย่าให้พวกเขาไปริลองอะไรเลย ‘กัญชาก็พอได้นะ แต่มันก็ยังงี่เง่าอยู่ดี’ ผมจะถามเลยว่า ‘เราไปซื้อจากใครมา? ของแบบนี้ใครเขาซื้อกันเจ้าโง่ แล้วก็อย่าไปสูบอะไรซี้ซั้วอย่างเช่นกัญชาปลอมเชียวล่ะ’ “

“ผมคุยกับลูก ๆ ทุกวัน และผมก็ไม่ใช่พ่อที่เข้มงวดหรอก เราเป็นพ่อลูกที่เปิดกว้าง เราคุยกันได้ทุกเรื่อง สาว ๆ หนุ่ม ๆ ไม่ว่าเรื่องไหน ผมจะแย็บถามว่า ‘ไหน มีอะไรอยากเล่าให้พ่อฟังมั้ย? จะเป็นเรื่องเพศหรือเรื่องไหนก็ว่ามาเลย’ ผมไม่ถือสาอะไรหรอก ยังไงลูกก็เป็นลูก ไม่มีอะไรที่เกินขอบเขต”

>> บทบาทป๋าดัน

Liam เล่าว่าตอนนี้กำลังมีผู้กำกับคิดจะทำหนังเกี่ยวกับค่าย Creation Records ซึ่งทางทีมงานขอให้ลูกชายคนโต Lennon มาเล่นเป็น Liam สองฉาก “แต่เขาไม่ยอมเล่น ผมย้อนถามเขาว่า ‘อ้าว ไหนเอ็งบอกว่าอยากเป็นนักแสดงไง?’ แต่ลูกชายอีกคนบอกว่า ‘ผมจะเล่นฮะพ่อ’ ตอนนี้พวกเขาก็ทะเลาะกันนิดหน่อยว่าใครจะเล่นดี ‘ส่วนบท Noel นั้นก็ให้ Anais (ลูกสาวป๋า Noel) เล่นไปซะ แล้วใครจะเล่นเป็น Alan McGee ดี? Louis Walsh น่าจะได้”
(**Louis Walsh คือ อดีตผู้จัดการวง Boyzone และ Westlife ปัจจุบันเป็นกรรมการในรายการ The X Factor)

DN9alqlXcAAG741

ลูกชายคนโต Lennon Gallagher

Gene-Gallagher-1082094

ลูกชายคนเล็ก Gene Gallagher

> ทิ้งท้าย… วาทะเด็ด #ป๊ะป๋าขาร็อค

ไม่กี่เดือนก่อน ช่วงที่ลูกชายคนเล็ก Gene มาอยู่กับผม เขากำลังเตรียมสอบ GCSE ผมบอกเขาว่า ‘นี่ ไม่ต้องมาถามพ่อหรอกนะว่ามันคืออะไร เพราะพ่อก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ แต่ไม่ต้องกังวลนักหรอก’ ผมพูดต่อ ‘เอ็งดูพ่อสิ พ่อไม่มีวุฒิ GCSE แต่พ่อก็เป็นผู้นำแฟชั่นที่ประสบความสำเร็จได้ พ่อเป็นร็อคสตาร์หมายเลข 1 บอกครูกร๊วกของเอ็งไปแบบนั้นซะ’ “
(** GCSE เป็นการสอบเพื่อเอาวุฒิเทียบเท่า ม.ปลาย ของบ้านเรา เพื่อที่จะไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา หรือใช้ในการสมัครงาน)

ปล. เห็นพี่ Liam ปากดีแบบนี้ แต่แกก็รับผิดชอบนะครับ ถ้าไปอ่านตอนเก่าประกอบ ช่วงที่แกอยู่กับลูก แกจะตื่นมาปลุกลูกและส่งไปโรงเรียนทุกเช้า

23519217_374643836300224_3788976486912927096_n

พี่ Liam เปิดใจถึงช่วงรอยต่อหลังยุบวง Beady Eye แล้วมาออกอัลบั้มเดี่ยว ซึ่งตอนนั้นชีวิตพี่ Liam กำลังพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ไหนจะหย่าเมีย ไหนจะวงแตก

#ยุบวงBeadyEye

อัลบั้มสุดท้ายของวง ‘BE’ ทีแรก Liam และสมาชิก Beady Eye ได้รับเชิญให้ไปเล่นที่เทศกาลดนตรี Coachella ในประเทศสหรัฐ แต่ก็เกิดเหตุขัดข้องบางอย่าง Liam เล่าว่า…

“เราไม่มีงบจะไปอเมริกา ผมตั้งใจจะออกค่าเดินทางให้ก่อนแล้วเมื่อไปถึงที่นั่นพวกเราก็จะจัดคอนเสิร์ตสักหน่อย เผอิญว่า Gem ดันล้มหัวฟาดพื้นซะก่อน ส่วนผมก็เพิ่งจะหย่าร้าง สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับผมคือบนเวที แต่ว่ามันไม่มีคอนเสิร์ตให้เล่นน่ะสิ ผมพลางนึกในใจว่า ‘สงสัยงานนี้คงจะไม่เกิด เราคงจะต่อกันไม่ติดซะแล้ว’ แล้วทันใดนั้น Andy ก็โทรมาบอกผมว่าเขาจะกลับไปทำวง Ride ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไร แต่ผมคงไม่ยอมนั่งรออยู่เฉย ๆ หรอก ผมเลยตอบเขาไปว่า ‘นายไปทำเพลงกับ Ride เถอะ ฉันว่าพวกเราควรจะแยกทาง”

#การหย่าร้าง

ช่วงเวลา 3-4 ปีก่อนออกอัลบั้มเดี่ยวที่ Liam เงียบหายไปพักใหญ่นั้น เขาต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นว่าเล่น ทั้งกับคดีหย่าภรรยา Nicole Appleton และการเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรของนักข่าวสาว Liza Ghorbani ซึ่ง Liam กล่าวว่า…

“ผมอยู่ในโลกของทนายความ จะว่าไปผมก็ทำตัวเองทั้งนั้นแหละ แต่คุณเจอทนายที่นี่ ทนายที่นู่น คอยห้อมล้อมคุณ มันเหมือนกับคุณอยู่ในดงผีปอบที่จ้องรุมทึ้งคุณและไม่ได้ตั้งใจจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย ที่สำคัญผมทำเพลงมาตลอด 23 ปี ผมไม่เคยหยุดพัก ความผิดหวังท้อแท้เกิดขึ้นหลังยุบวง Beady Eye ผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำเพลงอีกต่อไปแล้ว ผมเสียสติไปพักหนึ่งเลยแหละ”

#การกลับมา

สำหรับ Liam แล้ว ดนตรีและแฟนเพลงคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้ Liam กล่าวว่า…

“ผมอยากไปออกทัวร์ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากทำ ถ้าเกิดอัลบั้มไม่เดินหน้า การแสดงก็จะไม่บังเกิด ผมอยากออกไปเล่นคอนเสิร์ตจะแย่แล้ว ดีกว่ามาจมปลักอยู่กับสารพันดราม่า ผมเป็นนักร้องที่หลงใหลในดนตรี และอยากจะออกไปทำสิ่งที่ผมถนัด ผมไม่แคร์หรอกถ้าอัลบั้มจะไม่ได้ที่ 1 ถ้ามันเปรี้ยง ก็เปรี้ยงสิ ถ้ามันแป้ก ก็แป้กไป ผมผ่านมาหมดแล้วไม่ว่าจะเปรี้ยงหรือแป้ก ผมรู้ดี ผมรับได้ทุกอย่าง ผมอยากได้ยินแฟน ๆ ส่งเสียงและสนุกไปกับเพลง พวกเขารอจับมือผมอยู่ พวกเขาไม่ได้มายืนดูคุณเฉย ๆ”

สำหรับอัลบั้ม ‘As You Were’ นี้ Liam ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์เจ๋ง ๆ ได้แก่ Greg Kurstin (เคยร่วมงานกับ Lily Allen และ Adele) ในแอลเอ และ Dan Grech (เคยร่วมงานกับ Vaccines และ Tom Odell) ในลอนดอน นอกจากนี้ Liam ยังได้ฟอร์มวงสำหรับการออกทัวร์ ประกอบด้วย ลีดกีตาร์ Jay Mehler (อดีตวง Kasabian) มือเบส Drew McConnell (วง Babyshambles) ริธึมกีตาร์ Mike Moore และมือกลอง Dan MacDougall (นอกจากนี้ยังมีสมาชิกเสริมทัพ เช่น Paul “Bonehead” Arthurs (อดีตวง Oasis) และ Nick McCabe (วง The Verve)


Fazerdaze เจ้าหญิงอินดี้จากนิวซีแลนด์


#เจ้าหญิงอินดี้ จาก #นิวซีแลนด์

แหม่… หน้าตาสะสวย แววตาเศร้า และเพลงล่องลอยแบบ Dream Pop ของ Fazerdaze ทำให้ใครต่อใครตกหลุมรักตัวตนและดนตรีของเธอได้ไม่ยาก (ที่สำคัญช่วงนี้เทรนด์ #Introvert กำลังมาซะด้วยสิ อิอิ)

spinoff7-copy-850x563

Fazerdaze เป็นชื่อวงแนว indie pop (ที่มีชื่อเฉพาะในนิวซีแลนด์ว่า Dunedin sound) นำทีมโดยสาวสวยหม่น Amelia Murray กับ 3 สหาย Mark (กีตาร์+ซินธ์), Elliot (กลอง) และ Ben (เบส)

แอดมันก็ขอโฟกัสเฉพาะตัวฟรอนท์แมนคนสวยแล้วกัน (#ใครมีปัญหาป่ะ? 55)

แวบแรกที่เห็นหน้าค่าตา Amelia แอดมันคิดว่า “เธอจะต้องเป็น #ลูกครึ่งเอเชีย แน่ ๆ” พอไปสืบประวัติมาแล้วก็ #ใช่เลย สาว Introvert วัย 24 ปีของเราเป็นลูกครึ่งอินโดนีเซีย และปูมหลังของเธอก็น่าสนใจ ดราม่าไม่น้อยเลยทีเดียว โดยคุณพ่อที่เป็นชาวยุโรปของเธอนั้นเคยนับถือศาสนาคริสต์ ส่วนคุณแม่ที่เป็นชาวอินโดนีเซียนับถือศาสนาอิสลาม ส่วนเธอนั้นไม่ได้ถือศาสนาใด ๆ พ่อแม่ของเธอแยกทางกันตอนเธออายุได้ 14 และนั่นก็ทำให้ชีวิตเธอ #เสียศูนย์ จากเด็กเรียน กลายเป็นดร็อปเรียน แล้วก็ใช้ดนตรีเป็นทางออก

ที่จริงแล้ว ถ้า Amelia ไม่ได้เป็นนักดนตรี เธออาจจะเอาดีด้าน #เทนนิส ก็ได้ โดยเธอเคยลงแข่งระดับชาติมาแล้ว แต่แม้แต่โค้ชเองก็ดูออกว่าใจจริงเธอชอบอะไร เขารู้ว่าเธออินกับดนตรีมากกว่ากีฬา (แถมโค้ชยังเคยให้อัลบั้ม Siamese Dream ของ Smashing Pumpkins เป็นของขวัญแก่เธออีกต่างหาก!)

 

คงจะเป็นแบบที่เขาว่า #เธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ย้อนกลับไปในวัยเด็ก Amelia เคยเกือบจะเลิกเล่นดนตรี เพราะเธอล้มเหลวกับการเรียนเปียโน และถอดใจเลิกเล่นไปในวัย 9 ขวบ จนกระทั่งเธอได้มาค้นพบกีตาร์ของพี่ชาย และคิดว่าจะต้องหัดเล่นมันให้ได้ โดยเริ่มแรก Amelia เคยขอให้คุณพ่อสอนตีคอร์ด และต่อมาในสมัยเรียนมัธยมต้น เธอได้อิทธิพลทางดนตรีจากเพื่อน ๆ ที่ชื่นชอบเพลงร็อค พวกเขาชอบใส่เสื้อวง และแบ่งปันดนตรีที่เน้นซาวด์กีตาร์ เช่น The Beatles, The Rolling Stones และ Led Zeppelin

กว่าจะมาถึงวง FAZERDAZE ณ จุดนี้… Amelia เคยฟอร์มวงหญิงล้วนชื่อ The Tangle (ซาวด์แบบยุค 60’s) ก่อนจะตัดสินใจเรียนต่อด้านดนตรีโดยตรงที่ University of Auckland พร้อมกับทำงานพิเศษเป็นผู้ช่วย บก. นิตยสารดนตรีไปด้วย ในวัย 20 ปีเธอเริ่มหันมาทำงานเพลงแบบ D.I.Y. (ข้ามาคนเดียว) โดยใช้ชื่อเก๋ ๆ ว่า FAZERDAZE และครั้งหนึ่งเคยเพิ่มสมาชิกเป็นวงทรีโอ้ (3 คน) ร่วมกับแฟนหนุ่มของเธอ Gareth จนในที่สุดก็มาลงตัวที่ไลน์อัพปัจจุบัน

14361282_600871060085555_4355400203954631992_o

สำหรับหนุ่ม ๆ #มันก็จะแห้วหน่อยหน่อย เพราะ Amelia นางมีแฟนแล้วนาจา 555 ดังที่ได้เอ่ยนามไปแล้ว หนุ่มผู้โชคดีคนนั้นชื่อว่า Gareth Thomas ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน และต่างก็ทำงานเพลงด้วยกันทั้งคู่ คอยช่วยเหลือกัน แต่ไม่ก้าวก่ายกัน

ก็ถือว่าน่าจับตา (และ #น่าจับใจ 555) เพราะตอนนี้ฟีดแบ็คของ FAZERDAZE #จัดว่าเปรี้ยง ในดินแดนกีวี โดยวงของ Amelia เคยได้เป็นวงเปิดให้กับวงอินดี้หัวแถวอย่าง Unknown Mortal Orchestra มาแล้ว และเธอยังได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในโปรเจ็ค Red Bull Music Academy 2016 ล่าสุดอัลบั้ม Morningside ที่ได้เซ็นสัญญากับค่ายอินดี้เก่าแก่ Flying Nun มีทั้งยอดโหลด/ยอดวิวทะลุล้าน และตอนนี้ FAZERDAZE เพิ่งจะจบจากการทัวร์ในยุโรป (แหม่… ถ้ามี #ผู้จัดใจกล้า ทั่นใดพาเธอมาไทย คงจะดีไม่น้อยเลย #SiameseDream นะครับ นะครับ)

ข้อมูลอ้างอิง / ขอบคุณ
https://thespinoff.co.nz/…/who-is-fazerdaze-a-year-with-nz…/

https://www.redbull.com/…/red-bull-music-academy-2016-fazer…

https://fazerdaze.bandcamp.com/

http://www.thefader.com/…/05/01/fazerdaze-morningside-stream

http://pitchfork.com/reviews/albums/23256-morningside/

 

This slideshow requires JavaScript.


MY BUDDHA IS PUNK #พังค์พม่า มันก็จะ D.I.Y. หน่อยหน่อย


อยากดูหนังเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะแค่ #ชื่อเรื่อง ก็เตะตา นอกจากนี้ เราชื่นชอบในดนตรี Punk และเรื่องราวเกี่ยวกับ Punk movement หรือประเด็นสังคมในประเทศเมียนมาก็น่าสนใจดี พอดี Bangkok Underground Film Festival เขาเอามาฉายในงาน Noise Market เราเลยไม่พลาด

18814824_10154385335960807_4384686818806269095_o

MY BUDDHA IS PUNK เป็นหนังสารคดีผลงานของผู้กำกับชาวเยอรมัน Andreas Hartmann ที่ถ่ายทอดความเคลื่อนไหวของ Punk Scene ในเมียนมา โดยโฟกัสไปที่เรื่องราวของ Kyaw Kyaw (จอ จอ) นักร้องนำของวง The Rebel Riot และเป็นเหมือนดั่งศาสดาของชุมชนชาวพังค์ในเมียนมาที่เรียกตัวเองว่า Common Street (สามัญชนคนเดินถนน)

ฉากหลังของหนังเรื่องนี้ คือ #การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ในเมียนมา จากเผด็จการทหารไปสู่ประชาธิปไตย วง Rebel Riot ถือกำเนิดเมื่อปี 2007 ในช่วงการปฏิวัติสีกรัก (Saffron Revolution) ที่มีพระสงฆ์นับพันรูปนำขบวนประท้วงรัฐบาลทหาร ซึ่ง Kyaw และสหายได้มีส่วนร่วมในการเดินขบวนด้วย แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว การแสดงออกทางการเมืองเป็น #เรื่องต้องห้าม กลุ่ม Common Street ต้องคอยเคลื่อนไหวแบบเงียบ ๆ แอบจัดคอนเสิร์ตพังค์แบบลับ ๆ จนกระทั่งปี 2015 ที่พรรค NLD ของนางซูจีชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ปูทางไปสู่การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย Rebel Riot ถึงได้ผุดจากใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน ถึงแม้ว่า Kyaw จะมีความหวังในทิศทางการเมืองของเมียนมา แต่เขาก็ยังตั้งคำถามต่อรัฐบาล ทั้งในแง่ของการคอรัปชั่น และเรื่องสิทธิมนุษยชน

18891752_10154385336850807_4792186121910081009_o

ที่จั่วหัวเรื่องว่า #พังค์DIY เพราะ Kyaw และสมาชิกวง Rebel Riot ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองจริง ๆ หนังฉายให้เห็นว่า นอกจากการทำดนตรีของวง Rebel Riot ที่ต้องเรียนรู้กันเองแล้ว พวกเขายังต้อง #หาทุน กันเองด้วย พวกเขาหาเลี้ยงชีพด้วยการผลิตและจำหน่ายเครื่องแต่งกายแบบชาวพังค์ (ทั้งนี้ Punk ถือเป็น #สิ่งแปลกใหม่ ในเมียนมา ว่ากันว่า ดนตรี Punk เริ่มเล็ดรอดเข้ามาในช่วงยุค 90’s จากนักท่องเที่ยวฝรั่งที่แอบเอาอัลบั้มของ Sex Pistols เข้ามา บ้างว่ามีกะลาสีชาวพม่าที่ไปรู้จักดนตรีพังค์ระหว่างเดินทาง และนำมันมาเผยแพร่ให้กับแก๊ง BMX ในเมียนมา)

#ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ #การตีความ Punk ของชาวเมียนมา ในสังคมที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูง สำหรับพ่อแม่หรือผู้ใหญ่แล้ว พวกเขามองเด็กพังค์ด้วยสายตาดูแคลน Kyaw ต้องยืนหยัดในจุดยืนของเขาอยู่นานกว่าที่พ่อแม่จะยอมรับ ขณะที่เพื่อนสมาชิกบางคนต้องหนีออกจากบ้าน เพราะพ่อแม่รับไม่ได้ ตัว Kyaw เองในแง่หนึ่งดูเหมือนเป็นคน #มีอุดมการณ์ เขาไม่ต้องการให้ดนตรี Punk ของวง Rebel Riot เป็นแค่แฟชั่นฉาบฉวย เขาพยายามที่จะ #เข้าถึงแก่น สืบสานเจตจำนงแบบ Punk จากต้นตำรับ (อังกฤษในยุค 70’s) ที่กรรมาชนลุกขึ้นมาแสดงพลังต่อต้านระบอบอำนาจนิยมและทุนนิยมผ่านบทเพลง แต่ #ในขณะเดียวกัน Kyaw ก็มีวิธีตีความ Punk ในแบบฉบับของเขาเอง เขาเน้นย้ำว่าชาว Common Street ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และแม้ว่าในบทเพลงของ Rebel Riot จะมีเนื้อหาต่อต้านศาสนา (จากกรณีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาวพุทธหัวรุนแรง-กับ-ชาวมุสลิมโรฮิงญา) แต่ตัวเขาเองก็ชอบเข้าวัดเข้าวา เขาเป็นชาวพุทธหัวก้าวหน้าที่เน้นเรื่องการปฏิบัติ (โดยยึดหลักเหตุ-ผล)

18837085_10154385340395807_4209237863202587511_o

การทำดนตรี Punk ของ Kyaw และวง Rebel Riot จึงไม่ได้เป็นแค่การเผยแพร่ผลงานเพลงหรือแฟชั่น แต่มันเป็นการเผยแพร่อุดมการณ์ไปพร้อม ๆ กัน #แต่ก็ใช่ว่า ผู้คนในชุมชน Common Street ทุกคนจะอินด้วยหรือเห็นดีเห็นงามไปหมด สมาชิกบางคน #เห็นต่าง เกี่ยวกับกรณีโรฮิงญา โดยมีความเชื่ออิงกับฝ่ายการเมืองอนุรักษ์นิยม (จะว่าไปแล้ว… ท่าทีของ Kyaw และ Rebel Riot ต่อประเด็นทางศาสนา ก็น่าติดตามไม่น้อย เพราะมันมีการ #เลื่อนไหล จากที่ครั้งหนึ่ง Kyaw เคยสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสงฆ์พม่าในปี 2007 แต่ในปี 2015 เขากลับแสดงจุดยืนต่อต้านกลุ่มชาวพุทธหัวรุนแรงผ่านทางบทเพลงของ Rebel Riot อย่างชัดเจน) และก็ใช่ว่า ทุกคนที่เข้าร่วม Common Street จะเข้าใจในวิถี Punk อย่างแท้จริง #ตลกร้าย คือตอนที่ Kyaw และเพื่อนสมาชิกไปพบปะชุมชนพังค์ในต่างจังหวัด แต่สหายใหม่ดันตั้งชื่อวงของพวกเขาว่า Nazi ซะงั้น! (ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของ Punk ที่ต่อต้านเผด็จการแบบเห็น ๆ) หลายคนเป็นเด็กวัยรุ่นที่ยังยึดติดกับเปลือกนอก สำหรับพวกเขาเหล่านั้นแล้ว Punk คือแฟชั่นเท่ ๆ เป็นการโชว์ออฟของชาวแก๊ง (หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ #เด็กแว้นอยากพังค์ นั่นแหละ 555)

ปล. ไม่ได้ดู #หนังกลางแปลง นานมาก ครั้งหลังน่าจะนานเป็นปี ๆ ว่าแล้วก็พาลคิดถึงสมัยก่อนตอนไปดูเทศกาลหนังที่เกอเธ่

link เผื่อใครสนใจหนังหรือวง
https://www.facebook.com/mybuddhaispunk/
https://www.facebook.com/therebelriot/?fref=ts
https://www.reverbnation.com/therebelriotband
http://www.huckmagazine.com/…/myanmars-pacifist-punks-heal…/

18879848_10154385338305807_8887230816230185453_o
#หนังพม่า #หนังอาเซียน


50 ปีอัลบั้ม Sgt Pepper (The Beatles)


#TheBeatles #50ปีSgtPepper

ในวาระครบรอบ 50 ปีอัลบั้มในตำนาน ‘Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band’ ของ The Beatles ตำนานที่ยังมีลมหายใจ Paul McCartney กล่าวถึงเบื้องหลังของอัลบั้ม #จ่าเปปเปอร์และวงดนตรีหัวใจเปลี่ยว ไว้ว่า…

+++++ “เราได้ #ชื่ออัลบั้ม มาด้วยความบังเอิญ ระหว่างที่ผมเดินทางกลับจากต่างประเทศบนเครื่องบินกับทีมงาน Mal Evans สองคน เรากำลังทานอาหาร เขาพูดงึมงำว่า ‘pass the salt and pepper’ (ส่งเกลือกับพริกไทให้หน่อยสิ) แต่ผมดันฟังเพี้ยนเป็น ‘Sergeant Pepper’ (จ่าเปปเปอร์) ผมว่ามันเป็นไอเดียที่เข้าท่าดีนะ เราทั้งคู่หัวเราะร่วน”

จากนั้น McCartney ก็เริ่มนำไอเดียนั้นมาพัฒนา โดยสร้างคาแร็กเตอร์ #จ่าเปปเปอร์ ขึ้นมา และใช้เขาเป็นแกนกลางในการดำเนินเรื่องราวในอัลบั้ม ซึ่งก็นำไปสู่ #ปกอัลบั้ม ที่มีการสมมติให้ The Beatles รับบทเป็นสมาชิกในวงดนตรี Lonely Hearts Club Band

+++++ “ผมขอให้เพื่อน ๆ ช่วยกันนึกว่าจะใส่ใครเข้ามายืนบนปกร่วมกับพวกเราดี แต่ละคนกลับไปทำการบ้านค้นหาบุคคลที่เราชื่นชอบ บางคนเสนอชื่อฮิตเลอร์ คานธี และพระเยซู แต่เราไม่อยากให้มีปัญหาในภายหลัง จึงตัดออก”

RS7_Sgt-Pepper_cover-1

#เสน่ห์ของบทเพลง ในอัลบั้ม Sgt Pepper คือ เนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของสามัญชน บทเพลงที่อบอวลไปด้วยความรักและความหวัง (ตามยุคสมัยฮิปปี้ที่กำลังตื่นตัวกับการต่อต้านสงคราม) และการผจญภัยทางดนตรี #Psychedelic ที่เต็มเปี่ยมไปด้วย #การทดลอง อันเป็นผลมาจากการที่ The Beatles หันหลังให้กับการแสดงสด และหันมาปักหลักทำงานในสตูดิโอ รวมไปถึงแรงบันดาลใจจากการได้ฟังอัลบั้ม ‘Pet Sounds’ ของ Beach Boys ที่พวกเขามองว่าเป็นคู่แข่ง และอยากจะยกระดับดนตรีให้ทัดเทียม (แต่ทำไปทำมา #ทิ้งห่างไปหลายขุม)

ปล. สำหรับใครที่เคย ๆ ตามกระแสเรื่อง #PaulisDead (#พอลตายแล้ว) มาบ้าง (สำหรับท่านที่ไม่ทราบ… สมัยนั้นมีข่าวลือว่า McCartney เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ และมีการหาคนหน้าเหมือนมาแทน) คงพอจะทราบว่าบนปกอัลบั้ม ‘Sgt Pepper’ นี้ The Beatles นึกสนุก #เล่นตามน้ำ ไปซะเลย โดยมีการทิ้งร่องรอยเบาะแสต่าง ๆ อาทิ เหนือศีรษะของพอลมีฝ่ามือที่ทำท่าเหมือนบาทหลวงตอนปลงศพ หรือดอกไม้รูปเบสกีตาร์สีเหลืองบนดิน แถมมีสายแค่ 3 เส้น (สื่อว่าเหลือ The Beatles แค่ 3 คน)


OASIS: Supersonic


จากเพจ เอาเธอมาถีบ

maxresdefault

OASIS: Supersonic ดูแล้วเลือดสูบฉีด อะดรีนาลีนพุ่งพล่านดีจริง ๆ

[SPOIL นิด ๆ]

วันก่อนแอดมันนัดกับเพื่อน ๆ และชาว Thaimightsay ไปดูหนังเรื่องนี้กัน

โดยส่วนตัว แอดมันว่าหนังเรื่องนี้สนุกมากนะ แต่ก็ผิดคาดพอสมควร ทีแรกคิดว่าหนังจะเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อตั้งวงไปจนยุบวง แต่ผู้กำกับกลับเลือกที่จะหยิบยกเฉพาะช่วงจุดกำเนิดไปจนถึงช่วงพีคสุดของวงเท่านั้น คือตั้งแต่ช่วงก่อตั้งวง ไปจนถึงคอนเสิร์ตเน็บเวิร์ธที่มีผู้ชมเป็นแสน ๆ (ราว ๆ ปี 1991 – 1996)

เส้นเรื่องหลักจะอยู่ที่เส้นทางในแวดวงดนตรีของ OASIS การพุ่งทะยานไปข้างหน้าของหนุ่ม ๆ ร็อคเกอร์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน ดราม่าของสมาชิกในวงและครอบครัว Gallagher

ความพิเศษของหนังอยู่ตรงที่การนำภาพ Footage จากยุคฟิล์มมาตัดต่ออย่างมีจังหวะจะโคน ประกอบด้วยเสียงให้สัมภาษณ์จากพี่น้อง Gallagher สมาชิกในวง OASIS และบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้เราได้รับรู้มุมมองของผู้คนต่าง ๆ ที่มีต่อ OASIS และบริบทของยุคสมัย

พี่น้อง Gallagher ที่เป็นแกนหลักของวงได้ถ่ายทอดตัวตนของ OASIS ไว้อย่างชัดเจนที่สุด Liam บอกว่า การอยู่ใน OASIS ก็เหมือนกับการขับรถแรง ๆ อย่าง Ferrari ที่เต็มไปด้วยความหวือหวาแต่ก็พร้อมจะพลิกคว่ำหรือออกนอกลู่นอกทางได้ทุกเมื่อ ส่วน Noel เองก็ให้สัมภาษณ์ว่า จุดเด่นอย่างหนึ่งของ OASIS นอกจากเพลงดีแล้ว คือคาแร็กเตอร์กวน ๆ ห่าม ๆ ของวง ซึ่งเป็นสิ่งที่ rock star พึงมี และแม้ว่าวงจะเต็มไปด้วย drama และข่าวฉาวมากมาย แต่เขาคิดว่าสิ่งที่จะคงอยู่เหนือกาลเวลาก็คือบทเพลงของ OASIS นั่นเอง ส่วนคุณแม่ Peggy ก็พูดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพี่น้อง Gallagher ที่เป็นแรงขับเคลื่อนความสำเร็จของ OASIS แต่ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์แบบ love & hate และชิงดีชิงเด่นนี้ก็พร้อมจะทำลายวงของพวกเขาลงได้ทุกเมื่อ

การออกหนังเรื่องนี้ในระยะ 20 ปีให้หลัง จะว่าไปก็เหมือนกับเป็นการทบทวนเรื่องราวของ OASIS และยุคสมัย Britpop ทั้งสำหรับตัวแฟนเพลงเอง หรือแม้แต่สมาชิกวงด้วย เราได้เห็นแง่มุมต่าง ๆ ของหนุ่มวัยรุ่นชนชั้นล่างที่มีความทะเยอทะยาน ไต่เต้า แต่ก็มีความขัดแย้งอยู่ในที การพุ่งทะยานของ OASIS แลกมาด้วยการสูญเสียจิตวิญญาณ การแตกคอของพี่น้อง Gallagher การถอนตัวหรือแม้แต่การถูกเขี่ยทิ้งของสมาชิกในวง ฉากที่พูดถึงการไล่ Tony มือกลองยุคก่อตั้งออกจากวง แล้วมีภาพแฟลชแบ็คจาก mv เพลง Live Forever เมื่อนำมาประกอบกันในหนังสารคดีเรื่องนี้แล้ว ทำให้เรารู้สึกสงสาร Tony แบบจับใจ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อฟังเหตุผลประกอบของ Noel หรือคนอื่น ๆ เราก็จะเข้าใจถึงสัจธรรมของวงการนี้ (ถ้าคุณฝีมือไม่ถึง หรือคุณไม่พร้อมที่จะไปต่อ คุณก็หลุดวงโคจรไปโดยปริยาย)

แน่นอนแหละว่า ความสำเร็จของ OASIS มาจากแกนหลักอย่าง 2 พี่น้อง Gallagher แต่พวกเขาก็คงมาได้ไม่ไกลขนาดนี้ถ้าขาดเพื่อนร่วมวงที่ช่วยกันประคับประคอง หรือนายห้างมือทองอย่าง McGee โปรดิวเซอร์อย่าง Mark Coyle และ Owen Morris ที่ช่วยกันปรุงแต่งให้เพลงของ OASIS ออกมากลมกล่อม หรือแม้แต่ผู้ดูแล คนขับรถ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ แฟนเพลง ที่ Noel และ Liam ให้ความสำคัญแบบสุด ๆ

ทีเด็ดอีกอย่างที่ผมว่าแฟน ๆ OASIS ไม่ควรพลาดเลย ก็คือ การดูหนังในโรงใหญ่แบบนี้ แต่ละเพลงที่ขับขานออกมาผ่านระบบซีนีเพล็กซ์ มันช่างเร้าอารมณ์ดีเหลือเกิน แถมได้ร้องเพลงคลอตามไปด้วยนี่ฟินสุด ๆ ต้องขอชมอีกอย่างตรงบทแปล Subtitle ที่คนแปลตั้งใจทำ ถ่ายทอดออกมาได้อารมณ์มากครับ

เนื้อเพลงท่อนหนึ่งของเพลง ‘Bring it on down’ ที่สะกิดหู Alan McGee เจ้าของค่าย Creation Records จนต้องจับ OASIS มาเซ็นสัญญา และบ่งบอกถึงดนตรีกับชนชั้นที่ Noel ชอบพูดถึงบ่อย ๆ ได้แก่

‘You’re the outcast
you’re the underclass
But you don’t care
because you’re living fast’

———-

1) การได้เจอกับเพื่อนพี่น้องที่เป็นแฟนเพลงของ OASIS ต่างยุคต่างสมัย และได้แบ่งปันประสบการณ์กัน รู้สึกอิ่มเอมใจดีครับ ในกลุ่มเรามีคนที่รู้จัก OASIS จากยุค 1995 หรือ 2000 ไปจนถึง 2005

2) เพื่อน ๆ พูดคุยถึงโอกาสการ reunion ของ OASIS เหมือนกัน แต่ ณ จุดนี้ท่าจะยังยากอยู่ ซึ่งในหนังก็มีหลายช่วงที่ Noel และ Liam พูดถึงวงแล้วสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์แบบลิ้นกับฟันที่ยากจะลงรอย ช่วง 2-3 ปีหลังถ้าใครที่ติดตามข่าวมาตลอดก็จะรู้ว่าพี่ Liam เราแบะท่าอ้าแขนขอคืนดีขนาดไหน แต่เฮีย Noel ก็ยังคงเล่นตัวอยู่ แต่ก็ไม่แน่ รอ ๆ ลุ้นกันไปครับ ขนาดวง G N’ R ที่แค้นกันจนมองหน้าไม่ติดยังกลับมารวมวงกันได้เลย ฉันใดก็ฉันนั้น แฟน ๆ OASIS ก็อย่าเพิ่งละทิ้งความหวัง 555