Just another WordPress.com site

DIGITAL MUSIC พลิกโลกดนตรี (3)


ตอนที่ 1

ตอนที่ 2


NAPSTER แจ็คผู้ฆ่ายักษ์

1415790450-seanparker-o

ในปี 1999 วงการดนตรีได้ถูกปฏิวัติอย่างเหนือความคาดหมายด้วยน้ำมือของสองหนุ่มวัยรุ่น Sean Parker และ Shawn Fanning
ผู้บุกเบิกพัฒนาระบบ P2P อย่าง Napster ด้วยความใฝ่ฝันที่จะสร้างโลกใหม่แห่งการแบ่งปัน ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงและแลกเปลี่ยนงานดนตรีกันได้อย่างอิสระเสรี

ทั้งคู่เป็นตัวอย่างของขบถยุค gen Y ทั้ง Sean และ Shawn เป็นเพื่อนคู่หูที่มีอะไรคล้ายกันหลายอย่าง ทั้งคู่สนใจเรื่องทฤษฎีฟิสิกส์และการแฮ็กข้อมูล ตัว Sean ในฐานะแฮ็คเกอร์นั้นเคยก่อวีรกรรมแฮ็กข้อมูลของนิตยสาร Fortune จนโดนตำรวจจับมาแล้วในวัย 16 ปี ทั้งคู่หันหลังให้กับการเรียนมหาวิทยาลัยและอุทิศเวลาให้กับการพัฒนา Napster อย่างเต็มที่

การเกิด Napster เป็นการทลายกำแพงกั้นกลาง (gatekeeper) และปฏิวัติรูปแบบของการจัดจำหน่ายดนตรี มันเป็นการล้มล้างอำนาจเก่าของวงการเพลง ผู้มีอิทธิพลอย่างเช่นค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ผู้จัดจำหน่าย คลื่นวิทยุ รายการเพลง และศิลปิน ได้สูญเสียอำนาจควบคุมไปแทบสิ้นเชิง

ข้อดีที่เรารู้กัน ได้แก่ การที่ผู้ฟังสามารถเข้าถึงและแลกเปลี่ยนดนตรีกันได้อย่างอิสระ มันเป็นการเพิ่มอำนาจให้แก่ผู้ฟัง และทำให้ผู้ฟังสามารถแสวงหาเพลงเก่า ๆ หรือผลงานบู๊ทเลกที่หาฟังยาก (โดยแฟนเพลงให้เหตุผลว่าพวกเขามีความชอบธรรมในการที่จะดาวน์โหลดไฟล์เพลง ดิจิตอลที่พวกเขาเคยอุดหนุนมันในรูปแบบอื่น ๆ มาก่อน เช่น เทป หรือ แผ่นเสียง)

ข้อเสียที่เลี่ยงไม่ได้ ระบบ P2P ของ Napster เกิดแบบไม่ทันตั้งตัว ทั้งสำหรับฝ่ายอุตสาหกรรมเอง และทางฝ่ายผู้พัฒนาโปรแกรมอย่าง Sean กับ Shawn ที่มองข้ามแง่มุมทางกฎหมายและลิขสิทธิ์ไป มันจึงกลายเป็นการแบ่งปันที่ไร้ขอบเขต ไร้การควบคุม สมาชิกส่วนหนึ่งที่เล่น Napster จ่ายแจกเพลงกันอย่างเมามันโดยไม่คิดที่จะอุดหนุนศิลปินเลย ซ้ำร้ายยังมีการฉกฉวยเพลงใหม่ ๆ ของศิลปินมาปล่อยตัดหน้า (สำหรับฝ่ายอุตสาหกรรมแล้ว มันคงจะระส่ำระสายไปหมด)

แม้ว่า Sean และคณะจะอ้างว่า Napster เป็นเพียงสื่อกลางและพวกเขาไม่ได้กำรี้กำไรจากมัน แต่การไปแหย่หนวดเสือกับค่ายเพลงใหญ่ ๆ และศิลปินบิ๊ก ๆ ทำให้เกิดการรวมตัวกันเพื่อฟ้องร้องในนามของสมาคมผู้ประกอบการเพลง RIAA ซึ่งเป็นผู้ชนะคดี จน Napster ต้องปิดตัวลงไปในปี 2001 พร้อมกับการชดใช้ค่าเสียหายมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์

ภายหลัง Napster ได้ถูกขายต่อ ส่วนตัว Sean Parker นั้นได้เข้าไปลงทุนในธุรกิจออนไลน์หลายอย่าง รวมทั้งมีส่วนในการก่อตั้งเว็บโซเชียลกระหึ่มโลกอย่าง Facebook และผู้ให้บริการเพลงออนไลน์อันดับต้น ๆ อย่าง Spotify (ซึ่ง Sean เชื่อว่ามันจะเป็นการสานต่อภารกิจของ Napster ที่เขาเคยทำค้างไว้ นั้นคือ… ทำให้การแชร์เพลงออนไลน์กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย)

ปีที่แล้วเคยมีหนังสารคดีเรื่อง ‘Downloaded’ ด้วยครับ
เรื่องราวของหนังว่าด้วยประวัติของ Napster การสัมภาษณ์ 2 ผู้ก่อตั้ง Sean & Shawn และศิลปินดังมากหน้าหลายตา อาทิ Mike D, Beastie Boys และ Noel Gallagher


คร่าว ๆ เกี่ยวกับระบบของ Napster

1415796305-napster-o

ก่อนปี 1999 ไฟล์เพลง MP3 กำลังเป็นที่นิยม ซึ่งเราจะหาโหลดมันได้ตามเว็บไซต์อย่างเช่น MP3.com ที่เก็บเพลงไว้บน server หรือไม่ก็ search หาเอาในเน็ต แต่บ่อยครั้งที่เราโหลดเพลงไม่ได้เพราะลิ้งเสีย เป็นต้น

Shawn Fanning ในวัยเพียง 18 ปีเล็งเห็นปัญหา และเขาคิดหาทางออกด้วยการคิดค้นโปรแกรมที่รวมฟังก์ชั่นการทำงาน 3 อย่างไว้ในโปรแกรมเดียว ได้แก่
– Search Engine (สำหรับค้นหาไฟล์เพลง MP3)
– File Sharing (แลกเปลี่ยนไฟล์ MP3 กันได้โดยตรงโดยไม่ต้องใช้เซิฟเวอร์ส่วนกลาง)
– Internet Relay Chat (ผู้ใช้สามารถ Chat พูดคุยกับผู้ใช้คนอื่น ๆ ที่ online อยู่ได้)

หลังจากใช้เวลาเขียนโค้ดนานหลายเดือน Fanning และคณะก็เข็น Napster ออกมาได้สำเร็จ
มันเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการในการเผยแพร่ไฟล์ MP3 ไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเก็บเพลงไว้บนคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง เพลงจะอยู่บนเครื่องของบรรดาผู้ใช้ เวลาเราดาวน์โหลดเพลงโดยใช้ Napster เท่ากับเรากำลังดาวน์โหลดมันจากเครื่องของคนอื่น ๆ ที่อาจจะอยู่บ้านหลังถัดไปหรืออยู่ไกลกันครึ่งโลก

ในปี 2002 พี่น้องตระกูล P2P ที่คลานตามกันมาอย่าง BitTorrent (พัฒนาโดย Bram Cohen) ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้น มันกลบจุดอ่อนของ Napster และสามารถแชร์ไฟล์หนังเพลงขนาดใหญ่ได้ในเวลาสั้น ๆ
(ใครสนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ BT เคยมีเว็บไทยเขียนไว้ดีครับ คลิกไปดูได้เลย http://www.vcharkarn.com/varticle/35071 )

1415796609-1101001002-o


พูดถึง NAPSTER แล้วถ้าจะไม่พูดถึง Dave Grohl ก็กระไรอยู่…

1415874614-tumblrlzt2-o

ในช่วงมหากาพย์สงคราม Napster นั้น Dave Grohl เป็น 1 ในหัวหอกที่ลุกขึ้นมาเชียร์การแชร์เพลงบนอินเตอร์เน็ตแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
และด้วยความที่ Dave เป็นคนดนตรีเสียงดัง (หัวหน้าวงร็อคแถวหน้า Foo Fighters และอดีตมือกลองวง Nirvana)
ทัศนะของเขาจึงเป็นที่กล่าวขานและถูกนำมาอ้างอิงอยู่เสมอ ๆ เมื่อมีการพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับ digital piracy

“ผมคิดว่าดนตรีควรจะเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ ทุกคนที่ต้องการจะฟังมัน มันไม่ควรจะมีการนำดนตรีมาแปะป้ายราคา โอเคเราอาจจะแปะป้ายราคาไว้บน CD ที่คุณซื้อสัก 13 เหรียญ คุณได้อาร์ตเวิร์ก ได้กล่อง ได้สติกเกอร์ ครบชุด แต่ผมคงไม่เต็มใจที่จะเปิดวิทยุแล้วจ่ายเงินเพื่อฟัง Metallica หรอก ผมไม่ต้องการจะจ่ายเงินเพื่อฟังดนตรีหรอกนะ … มีคนบางคนคร่ำครวญว่า Napster กำลังปล้นเงินฉันไป มันกำลังทำลายวิถีชีวิตของฉัน หรือฉันไม่มีจะกินเพราะ Napster ฉกเพลงฉันไปลงอินเตอร์เน็ตทั้งหมด และจะไม่มีใครซื้อเดโมเทปของฉัน แต่สำหรับผมมันตลกตรงที่ไอ้คนที่โวยนั้นน่ะเคยขายเพลงได้ตั้ง 50 ล้านชุด และพวกเขาได้เงินมาร่วม 50 ล้านเหรียญ แล้วพวกเขายังมาบ่นกระปอดกระแปดกับเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก มันน่าทุเรศจริง ๆ”

“ผมคิดว่า Napster เป็นไอเดียที่ดีเพราะมันทำให้ผู้คนได้แลกเปลี่ยนดนตรีกัน มันไม่เกี่ยวกับเรื่องอุตสาหกรรมหรือเงิน ๆ ทอง ๆ สักหน่อย มันเป็นเรื่องของผู้คนที่ต้องการจะฟังดนตรีเท่านั้นแหละ มันก็เหมือน ๆ กับเวลาคนเปิดวิทยุฟัง หรืออัดเทปเวลา BBC มีรายการพิเศษ ผมไม่คิดว่ามันเป็นอาชญากรรม มันเกิดขึ้นมานานเป็นปี ๆ แล้ว มันก็คล้าย ๆ กับการที่คนอัดเทปแจกกันเองนั่นแหละ จริงอยู่ที่อุตสาหกรรมเพลงถูกคุกคามหนักขึ้นเพราะมันเป็นเวิลด์ไวด์เว็บ และมันมีการแลกเปลี่ยนกันในวงกว้างมากขึ้น แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก สิ่งแรกที่เราควรทำก็คือบอกให้พวกเศรษฐีทั้งหลายหุบปากซะ เลิกคร่ำครวญกับเศษเงินที่พวกเขาสูญเสียไปสักที”

ปี 2013 Dave Grohl ได้ออกหนังสารคดีเรื่อง ‘Sound City’ ด้วย
มันเป็นหนังที่ว่าด้วยสตูดิโอบันทึกเสียงที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองสุด ๆ เป็นที่ผลิตผลงานเพลงชั้นยอดให้กับ Neil Young, Tom Petty, Santana, Nirvana, RHCP, และ Arctic Monkeys เป็นต้น สตูดิโอที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าครึ่งศตวรรษ จำต้องปิดตัวลงไปในปี 2011
มันเป็นอีก 1 ตัวอย่างผู้ได้รับผลกระทบจาก Digital Music ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านจากระบบอะนาล็อกไปสู่ดิจิตอลในแวดวงบันทึกเสียง

Dave Grohl เป็นหนึ่งในตัวอย่างของศิลปินที่อ้าแขนรับความเปลี่ยนแปลงและปรับตัว
เขาเป็นคนที่มีมุมมองเปิดกว้างมากทีเดียว
จะเห็นได้ว่า แม้ตัวเขาจะยังโหยหาความเป็นอะนาล็อก (จนถึงกับทำหนังสารคดีบูชาสตูดิโอ Sound City มาแล้ว)
แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจรังงอนดิจิตอลเลย ในอัลบั้มใหม่ ‘Sonic Highways’ ผลงานลำดับที่ 8 ของวง Foo Fighters
Dave ได้ปล่อยตัวอย่างเพลงให้ลองฟังใน Youtube และยังมีสตรีมมิ่งใน Deezer อีกด้วย

นอกจากนั้น Dave ยังได้ทำหนังสารคดี ‘Sonic Highways’ ออกฉายทางสถานี HBO เพื่อเป็นการโปรโมตอัลบั้มใหม่ไปในตัว
โดยเขาคิดว่าการจับคู่ดนตรีกับหนังสารคดีนั้นให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่เขาเคย ทำมาแล้วกับ ‘Sound City’ เพราะเรื่องราวจะช่วยขยายใจความและความลึกซึ้งให้แก่บทเพลง และสร้างความรู้สึกร่วมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น


ทิ้งท้ายกันไปด้วยนานาทัศนะของศิลปินที่มีต่อ Digital Music นะฮะ

Liam Gallagher (Oasis / Beady Eye)

1415880139-liamgallag-o

“การดาวน์โหลดเพลงก็เหมือนกับสิ่งที่ผมเคยทำนั่นแหละ ผมเคยอัดเพลงลงเทป อัดสิ่งดี ๆ ที่ผมชอบบนวิทยุ ผมไม่แคร์หรอก ผมเซ็งที่ต้องมาทนดูร็อคสตาร์พวกนี้คร่ำครวญ อย่างน้อยพวกเขาก็ยังอุตส่าห์ดาวน์โหลดเพลงเฮงซวย ๆ ของพวกเอ็ง และพวกเขาให้ความสนใจพวกเอ็งแล้ว เข้าใจไหม? พวกเอ็งควรจะขอบคุณเสียด้วยซ้ำ พวกเอ็งจะบ่นอะไรกันฟระ? พวกเอ็งมีคฤหาสน์ตั้ง 5 หลัง หุบปากไปซะเถอะ”

Noel Gallagher (Oasis / Noel Gallagher’s High Flying Birds)

1415882205-1939736724-o

เมื่อปี 2008 ป๋า Noel เคยให้สัมภาษณ์แบบเกรียน ๆ ไว้นะฮะ สรุปใจความย่อ ๆ คือเขารู้สึกเฉย ๆ กับการละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ไม่ยินดียินร้ายกับมัน แต่ถ้าแฟน ๆ จะโหลดเพลงของวงคู่แข่งนั้น เขาชูจั๊กกะแร้เชียร์เต็มที่เลย

Noel กล่าวว่า…
“ผมไม่โกรธหรอกถ้าใครจะเอาเพลงของผมมาปล่อยแชร์ในเน็ต ถ้ามันมีอยู่แล้วคุณหาได้ ก็เอาเลยซี่ ผมคงจะไม่มานั่งคร่ำครวญแบบ Lars Ulrich หรอก … ถ้าใครอยากจะมีเพลงผีเก็บไว้ในคอลเล็กชั่นละก็ ดีออก ผมว่ามันน่าขำนะที่ร็อคสตาร์จะมาเรียกร้องให้คนจ่ายเงินซื้ออัลบั้ม เพราะเด็ก ๆ ไม่ได้มีเงินมากมายพอจะซื้ออัลบั้มเพลงหรอก ฉะนั้นถ้าพวกเขาหามันมาได้ฟรี ๆ ก็เอาเลย แต่ขอย้ำว่าอย่าทำแบบนั้นกับอัลบั้มของ Oasis เชียวนะ เพราะมันผิดกฎหมาย แต่ให้จิ๊กเพลงของวงอย่าง Kaiser Chiefs และ Pigeon Detectives ให้เยอะ ๆ เอาให้หนำใจเลย แต่อย่าจิ๊กเพลงของ Oasis นะ!” เขายังกล่าวติดตลกทิ้งทวนว่า “ทุกคนต้องซื้ออัลบั้มนี้ (Dig Out Your Soul) ตอนนี้ผมใกล้จะถังแตกแล้ว เหลือเงินอยู่ก้อนสุดท้าย 4 ล้านปอนด์เอง และผมต้องคอยซื้อน้ำแร่เอเวียงมาเติมสระว่ายน้ำให้เต็มตลอด”

Lady Gaga

1415889770-9702501015-o

“คุณรู้ใช่ไหมว่าเราทำเงินจากการทัวร์คอนเสิร์ตได้มากแค่ไหน ศิลปินใหญ่ ๆ ทำเงินได้ขั้นต่ำ 50 ล้านเหรียญจากการเดินสายทัวร์ในทุก ๆ 2 ปี ศิลปินระดับยักษ์ใหญ่ทำเงินได้สูงถึง 100 ล้านเหรียญขึ้นไป ฉะนั้นทำเพลงแล้วก็ออกทัวร์ซะ มันเป็นวิถีทางรอด ณ ปัจจุบัน”

Bono U2

1415890912-BonoU2360T-o

“การแชร์ไฟล์และการฉกฉวยผลงานในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาชี้ชัดว่าผู้ที่ถูกมันทำร้ายคือผู้สร้างสรรค์ผลงานเพลง โดยเฉพาะนักแต่งเพลงหนุ่มสาวที่ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยยอดขายตั๋วคอนเสิร์ตและ เสื้อยืด และคนที่ได้ผลประโยชน์จากการรีดนาทาเร้นครั้งนี้คือพวกโพรไวเดอร์รวย ๆ ที่ทำกำไรจากรายรับที่สูญหายไปจากวงการดนตรี”

อัลบั้มล่าสุด ‘Songs of Innocence’ ได้ Apple เป็นสปอนเซอร์ ว่ากันว่าทุ่มทุนให้ U2 ถึง 100 ล้านเหรียญเลยทีเดียว
ในโอกาสที่ Apple เปิดตัว iPhone 6 ได้มีการพ่วงแถมอัลบั้มใหม่ของ U2 แบบฟรี ๆ ใน iTunes ผลปรากฏว่ามีจำนวนคนฟังถึง 81 ล้านคน และดาวน์โหลด 26 ล้านครั้งในเดือนแรก แต่ก็มีดราม่าตามมา เพราะผู้ใช้ที่ไม่ชอบ U2 มองว่ามันเป็นการยัดเยียด จนทาง Apple ต้องทำหน้าเว็บเฉพาะกิจสำหรับถอดอัลบั้ม U2 ให้แก่แฟนขับเลยทีเดียว

50 Cent

“ผมไม่คิดว่าธุรกิจดนตรีกำลังจะตายหรอก เรากำลังเรียนรู้เทคโนโลยีและเราต้องผ่านร่างกฎหมายใหม่ ๆ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีจัดจำหน่ายดนตรี เพลงเจ๋ง ๆ ยังเป็นที่ต้องการอยู่ ผมไม่เห็นว่าจะมีใครที่ไม่อยากไปเที่ยวผับหรือไม่ครึกครื้นเมื่อเพลงบรรเลง ขึ้นมา มันก็แค่การปรับปรุงพัฒนาธุรกิจดนตรีที่เป็นอยู่เท่านั้นเอง มันง่ายขึ้นสำหรับการดาวน์โหลดเพลงที่ยาว 3 นาที โดยใช้เวลาในการดาวน์โหลดสัก 3-4 วินาที มันทำให้การฉกฉวยผลงานง่ายขึ้น … กฎหมายที่ใช้ได้จริงคงจะไม่คลอดจนกว่ามันจะเริ่มส่งผลเสียกับภาพยนตร์ เมื่อหนังที่พวกเขาลงทุนไป 120 ล้านเหรียญออกฉายและไม่มีใครไปดูมันในโรง เพราะพวกเขาแอบโหลดไฟล์ในคอมพิวเตอร์และดูมันแบบ HD บนโฮมเธียเตอร์ เมื่อนั้นล่ะพวกเขาถึงจะยอมเปลี่ยนแปลงกฎหมาย”

Joss Stone

1415893450-JossStone9-o

“ฉันว่าดีออก เพราะดนตรีเป็นสิ่งที่เราควรจะแบ่งปันกัน สิ่งที่ฉันไม่ชอบเกี่ยวกับดนตรีก็คือธุรกิจที่ผูกติดกับมัน ถ้าดนตรีเป็นของฟรี มันก็ไม่มีธุรกิจ มีแต่ดนตรีล้วน ๆ ฉะนั้นฉันจึงชอบมัน ฉันคิดว่าเราควรแบ่งปันมัน โอเคถ้ามีคนซื้อมันสักคน มันก็เจ๋งสุด ๆ แล้ว เบิร์นมันลงแผ่นแล้วก็เอาไปแจกให้เพื่อน ๆ ฟัง ฉันไม่แคร์หรอกว่าคุณจะฟังมันยังไง ตราบใดที่คุณฟังมัน ตราบที่คุณมาดูโชว์ของฉัน และมีช่วงเวลาดี ๆ ได้ฟังเพลงในการแสดงสด แบบนั้นแหละถึงจะสุดยอด”


ทิ้งท้ายบทความด้วยสถิติของปีที่ผ่านมานะฮะ

ชาร์ตแรก เป็นตัวเลขรายได้ของวงการเพลงทั่วโลก เปรียบเทียบระหว่างปี 2012 กับ 2013
จะเห็นได้ว่ายอดขายเพลงแบบจับต้องได้ (physical) ลดลงต่อเนื่อง
ขณะที่ยอดขายเพลงดิจิตอลก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
รายได้จากการแสดงก็เพิ่มขึ้นเกือบ 20% เลยทีเดียว

1415894286-Picture8-o

ส่วนศิลปินที่ขายดีที่สุดในตลาดโลกได้แก่วงบอยแบนด์อย่าง One Direction นะฮะ นาทีนี้ร้อนแรงจริง ๆ

1415894500-140430oned-o

10 อันดับศิลปินที่ขายดีที่สุดในปี 2013 ประกอบด้วย
1. One Direction
2. Eminem
3. Justin Timberlake
4. Bruno Mars
5. Katy Perry
6. Pink
7. Macklemore & Ryan Lewis
8. Rihanna
9. Michael Bublé
10. Daft Punk

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s