Just another WordPress.com site

DIGITAL MUSIC พลิกโลกดนตรี (2)


บทความตอนที่ 1

บทความครึ่งหลังจะเน้นหนักไปที่ มุมมองของศิลปินต่อเพลงดิจิตอล และมีเรื่องของ Napster บ้างแบบพอสังเขป

จะว่าไปเรื่อง Digital Music นี่เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้ไม่จบไม่สิ้นฮะ
ในหมู่ศิลปินเองก็มีวิวาทะกันแบบดุเดือด เพราะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับมัน
บ้างคิดว่ามันเป็นผู้ร้าย ทำให้พวกเขาเสียโอกาส เสียผลประโยชน์ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทำให้ความขลังของงานเพลงในฐานะงานศิลปะเสื่อมลงไป
แต่บ้างก็เห็นว่ามันเป็นพระเอก เป็นช่องทางโอกาส (โดยเฉพาะพวกศิลปินอินดี้ ใต้ดินทั้งหลาย) บ้างว่ามันเป็นช่องทางในการแบ่งปันดนตรี เป็นการคืนกำไรและเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ฟัง เป็นความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

ขณะที่ศิลปินบางคนต่อต้าน Youtube (เช่น Prince ที่มองว่ามันขโมยผลงานศิลปิน และเคยขอให้ youtube ถอดถอนเพลงของเขาออกทั้งหมด)
แต่ศิลปินหลายรายก็เห็นว่า Youtube เป็นช่องทางในการโปรโมตเพลง และบางรายถึงกับปล่อย stream ให้แฟน ๆ ได้ลองฟังอัลบั้มเต็มแบบฟรี ๆ ในช่วงเปิดตัวเลยด้วยซ้ำไป

เวลาผมเรียนนิเทศ อาจารย์บางท่านได้ยกแนวคิด Technology Determinism (เทคโนโลยีเป็นตัวกำหนด) มาอธิบายให้ฟังเรื่อย ๆ
ซึ่งในกรณี digital music นี้ แรกเริ่มฝ่ายอุตสาหกรรมเป็นผู้กำหนดการเปลี่ยนผ่านจาก “เทป” มาเป็น “ซีดี” ด้วยเหตุผลหลาย ๆ แง่ทั้งในเชิงคุณภาพและต้นทุนการผลิต ผมคาดเดาว่าการทำให้ CD หรือไฟล์ MP3 สามารถเล่นได้ในคอมพิวเตอร์ น่าจะเป็นการมองการณ์ไกลของผู้ผลิตว่าต่อไปในอนาคตเมื่อคอมพิวเตอร์เป็นที่แพร่หลายไปทุกครัวเรือน ผู้คนก็จะหันมาฟังเพลงกันบนคอมพิวเตอร์ เพียงแต่พวกเขาอาจจะนึกไม่ถึงว่าในอนาคตอันใกล้คอมพิวเตอร์ที่เป็นเวทีเปิดกว้างสำหรับเหล่า developer และ Internet ที่เปิดเสรีแก่ผู้ใช้ทั่วโลกจะกลายเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ไม่ได้คาดฝันว่ามันจะมีการเกิด Napster และมีการละเมิดลิขสิทธิ์ในระดับมหาศาล จนทำให้เม็ดเงินรายได้สูญหายแบบกู่ไม่กลับ

ถ้าให้สรุปสั้น ๆ ตามบทวิเคราะห์ที่เคยอ่านมา นั้นคือ วงการเพลงยังไม่ตายง่าย ๆ หรอก เพียงแต่รูปแบบในการฟังเพลงมันเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง และฝ่ายอุตสาหกรรมทั้งค่ายเพลง ศิลปิน และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจำต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ มีการหาช่องทางรายได้ใหม่ ๆ เข้ามาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป

อย่างเคสล่าสุดของ Taylor Swift กับอัลบั้ม ‘1989’ ที่ประกาศศักดาเหนือ Spotify  แสดงให้เห็นว่าศิลปินที่มีดีพอก็ไม่จำเป็นต้องง้อพวกผู้ให้บริการ เพลงออนไลน์ แต่ก็มีนักวิเคราะห์โต้แย้งว่าการตัดสินใจของ Taylor เป็นแค่ยุทธวิธีในระยะสั้น แต่มันคงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ดีในระยะยาวแน่ ๆ เพราะมีคนทำนายไว้ว่าในช่วง 5-10 ปีข้างหน้าการ streaming จะเป็นที่แพร่หลายในวงกว้าง และคนส่วนใหญ่จะไม่ซื้ออัลบั้มอีกแล้ว ฉะนั้นการปฏิเสธ streaming จึงเป็นเหมือนการปฏิเสธแหล่งรายได้โดยชอบธรรมไป ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าตัวศิลปินเองและผู้ให้บริการบอกรับสมาชิกเพลงควรจะหาทาง ประนีประนอมกันแบบ win-win


ทัศนะของศิลปินแต่ละคน แต่ละยุคสมัย ดูจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

1415558971-01-o
– อย่างศิลปินรุ่นเดอะ gen B หรือศิลปินที่ดังมาก่อนยุค 90 (เช่น Metallica, Prince, Elton John)
พวกนี้จะแอนตี้ digital มาก ๆ เพราะพวกเขาชูว่าดนตรีเป็นงานศิลปะ เพลงเป็นสมบัติหวงแหนของพวกเขา เขาคิดว่าอินเตอร์เน็ตมา rip off ผลประโยชน์ที่ตนควรจะได้ไป

– ศิลปิน gen X ที่แจ้งเกิดในยุค 90 (พวกวง alter ทั้งหลาย เช่น Oasis, Radiohead, Foo Fighter)
จำนวนมากเห็นดีเห็นงานกับ digital และเคยเชียร์ Napster พวกเขามองว่าพฤติกรรมคนฟังเพลงเปลี่ยนไปตามยุคสมัย คนเสพย์เพลงละเมิดลิขสิทธิ์บนเน็ตเพราะพวกเขาหาเพลงดี ๆ บนวิทยุไม่ได้ บางคนมองว่า digital piracy เป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากการอัดเทปแจกให้ซับซ้อนขึ้นเท่านั้นเอง

– ศิลปิน gen Y ที่แจ้งเกิดในยุค 2000 (เช่น Arctic Monkeys, Joss Stone, Lady Gaga)
หลายคนใช้ internet เป็นช่องทางแจ้งเกิดเลยแหละ พวกเขา/เธอคิดว่า internet เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ มันเป็นสื่อที่จะช่วยให้แฟน ๆ รู้จักดนตรีของพวกเขามากขึ้น พวกเขาคิดว่าศิลปินควรจะปรับตัว ทำเพลงแล้วเน้นสร้างรายได้จาก live show หรือ tour concert


1415559124-Picture2-o

รุ่นเดอะอย่าง PRINCE ที่เคยขู่จะฟ้อง youtube และ eBay มาแล้ว และขอให้ youtube ถอดเพลงของเขาออกทั้งหมด รวมถึงการที่ทนายไปไล่บี้ fansite ทั้งหลายจนทำให้แฟน ๆ เกิดอาการหมั่นไส้และรวมตัวต่อต้าน (จากแฟนคลับกลายเป็นแฟนขับ ฮา…)

Prince เคยกล่าววาทะว่า “อินเตอร์เน็ตได้ตายไปแล้ว!”
“ผมไม่รู้ว่าทำไมผมจะต้องให้เพลงใหม่ๆกับไอจูนส์หรือใคร พวกเขาไม่ได้ให้เงินล่วงหน้าแก่ผมเลย
แถมยังมีหน้ามาโกรธเมื่อพวกเขาไม่ได้สตางค์ พวกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดิจิตอลทั้งหลายแหล่ใช่ว่าจะดีไปเสียหมด
พวกมันดีแต่กรอกตัวเลขเข้าหัวคุณ และมันไม่ดีเอาเสียเลย”

“อุตสาหกรรมเปลี่ยนไปแล้ว เราเคยทำเงินบนเน็ตได้ก่อนที่การละเมิดลิขสิทธิ์จะเลยเถิด ไม่มีศิลปินคนไหนทำเงินได้หรอกเว้นแต่บริษัทมือถือ แอปเปิล และกูเกิ้ล ผมคิดว่าจะไปทำเนียบขาวเพื่อคุยเรื่องการคุ้มครองลิขสิทธิ์ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเหมือนกับว่ามีการตื่นทองหรือการจี้รถ มันไม่มีขอบเขต เคยมีคนในแวดวงบอกผมว่า พรินซ์ คุณไม่เข้าใจ มันเป็นการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ดังนั้นผมก็เลยหยุดทำอัลบั้ม”

ตลกร้ายก็คือ…
ในปี 2009 ที่ Prince ได้นำเพลง ‘Creep’ ของวง Radiohead ไปเล่นคัฟเวอร์ในเทศกาลดนตรี Coachella แล้วแฟน ๆ ก็นำคลิปมาอัพโหลดลงใน Youtube และเว็บต่าง ๆ Prince ได้สั่งให้เว็บเหล่านั้นปลดคลิปออก ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าของเพลงต้นฉบับ Radiohead ที่ขอให้นำมันกลับมาขึ้นหน้าเว็บ โดยพวกเขาให้เหตุผลว่า “มันเป็นเพลงของเรา ให้ผู้คนได้ฟังมันซะเถอะ”

ถึงจะดูหัวเก่า และต่อต้าน digital piracy อย่างแรง แต่น้าแกก็เป็นศิลปินที่บุกเบิกโมเดลใหม่ของ Music Marketing หลาย ๆ อย่าง เช่น การขายเพลงออนไลน์ผ่านเว็บตัวเองในยุคแรก ๆ หรือการขายอัลบั้มพ่วงตั๋วคอนเสิร์ต และการหาสปอนเซอร์มาอุดหนุนอัลบั้มใหม่ (อย่างเช่นในยุโรป ที่แฟน ๆ จะได้แถมอัลบั้มใหม่ของ Prince กับนิตยสาร/หนังสือพิมพ์ดัง) และล่าสุดเจ้าตัวก็ยอมปล่อย mv ใหม่ ๆ ของตัวเองทาง youtube แล้วด้วย (แต่ก็ยังตามจับคลิปและเพลงที่แฟน ๆ ลงบนเน็ตเหมือนเดิม ฮา…)


1415561434-Picture3-o

METALLICA เคยเป็นตัวตั้งตัวตีในการประกาศศึกกับ Napster เมื่อปี 2000
ตอนนั้นทางวงยัวะมากที่ Napster ดันนำเดโมเพลง ‘I Disappear’ ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นซาวด์แทร็คหนัง “M:I-2” มาปล่อยตัดหน้าโดยพลการ ทางวงยังค้นพบว่าเพลงเก่า ๆ ของตนได้ถูกนำมาปล่อยให้ดาวน์โหลดฟรีอีกต่างหาก Metallica ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายขั้นต่ำ 10 ล้านดอลลาร์ และคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งในอีกหลาย ๆ คดีที่นำไปสู่การรวมตัวฟ้องร้องของค่ายเพลงจนทำให้ Napster ต้องถูกสั่งปิดไปในปี 2001

Lars Ulrich มือกลองของ Metallica เคยกล่าวไว้ว่า…
“มันน่าสะอิดสะเอียนที่รู้ว่างานศิลปะของเราได้ถูกนำไปค้าขายแลกเปลี่ยนเหมือนเป็นของโหลจนไม่เหลือความเป็นศิลปะ”

แต่ว่าในช่วงปีหลัง ๆ วง Metallica เองก็เริ่มที่จะโอนอ่อนผ่อนตามและยอมรับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น 10 ปีให้หลังพวกเขาหันมาจับมือกับ Spotify ที่มี Sean Parker อดีตผู้ก่อตั้ง Napster เป็นหุ้นส่วน (ซึ่ง Lars Ulrich บอกว่ารู้สึกเสียใจกับความขัดแย้งในอดีต ส่วนหนึ่งมันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีชนิดที่ว่า ถ้าแกอยากลองดีกับฉันล่ะก็ ฉันก็จะเอาคืนแกให้น่วมเลยละกัน)


RADIOHEAD เป็นศิลปินยุค 90’s วงหนึ่งที่สร้างปรากฏการณ์ในยุคของ Digital Music

นักร้องนำ Thom Yorke เคยกล่าวไว้ว่า…
ผมว่าสาเหตุที่คนเสพย์เพลงผีก็เพราะพวกเขาต้องการที่จะเข้าถึงดนตรีดี ๆ ที่พวกเขาหาฟังไม่ได้เพราะว่าวิทยุมันห่วยแตก”

วง Radiohead ดูเหมือนว่าจะเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์สำคัญ ๆ หลายครั้ง

– ในช่วงปี 2000 ขณะที่ Napster กำลังบูม ศิลปินขาใหญ่จำนวนหนึ่งออกโรงต่อต้าน Napster โดยชูประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ และผลประโยชน์ที่สูญเสียไป แต่ Radiohead กลับเป็นวงที่ได้รับอานิสงส์จากการแชร์ไฟล์เพลงแบบเสรีนี้เต็ม ๆ โดยอัลบั้ม ‘Kid A’ ที่หลุดมาให้ฟังทาง Napster ก่อนวางแผงจริง 3 เดือน ทำให้ตัวอัลบั้มที่ไม่ค่อยได้รับการโปรโมทบทคลื่นวิทยุทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ในชาร์ต Billboard ได้ในสัปดาห์แรกที่เปิดตัว และมันเป็นอัลบั้มแรกของ Radiohead ที่ติดอันดับ 1 ในอเมริกาอีกด้วย นักวิเคราะห์กล่าวว่าความสำเร็จครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Napster เป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมในการโปรโมตเพลง ว่ากันว่าก่อนจะวางขาย อัลบั้ม Kid A ได้ถูกดาวน์โหลดจากแฟนเพลงทั่วโลกเป็นล้าน ๆ ครั้ง และมีการบอกต่อกันแบบปากต่อปาก

– ปี 2007 ซึ่งอุตสาหกรรมดนตรีอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่อง ยอดขาย CD เพลงลดลงเรื่อย ๆ
Radiohead ก็แหวกแนวด้วยการชูโมเดลธุรกิจ Pay what you want (จ่ายเท่าที่คุณอยากจ่าย) สำหรับอัลบั้ม ‘In Rainbows’
ด้วยการปล่อยอัลบั้มให้แฟน ๆ โหลดเอาทางอินเตอร์เน็ต โดยแฟนๆอยากจะจ่ายเงินเท่าไรก็ได้ตามศรัทธา

โดย Thom Yorke กล่าวว่า…
“งานเพลง 4 ชุดหลังมานี้ รวมทั้งงานเดี่ยวของผมด้วย ถูกฉกมาปล่อยทุกชุด ผมคิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ งั้นเราก็เอามันมาปล่อยเองเลยแล้วกัน”

การทดลองการตลาดรูปแบบใหม่ ‘หยามยอกต้องเอาหนามบ่ง’ ครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ แค่เพียงวันแรกก็มีคนเข้ามาดาวน์โหลดอัลบั้มในเว็บเกิน 1 ล้านคน! (แม้ว่าเอาเข้าจริงแล้ว จะมีแฟนเพลงไม่ถึงครึ่งที่ยอมจ่ายเงินหลังโหลดเพลง แต่มันก็มีส่วนช่วยในการโปรโมตอัลบั้มนี้อย่างสูง ภายหลังมีการปั๊ม CD Boxset ออกมาขาย และโดยสรุปอัลบั้มนี้ทำยอดขายไปได้กว่า 3 ล้านชุด)

– ปี 2013 ในยุค streaming เฮีย Thom Yorke ของเราออกมาสับแหลก Spotify โดยเขาชี้ว่ามันกำลังเอาเปรียบมากกว่าช่วยเหลือศิลปิน มันเป็นการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของอุตสาหกรรมคร่ำครึที่กำลังจะตาย และเมื่อมันดับสูญไปแล้ว มันจะต้องมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นแน่ ๆ เขาเสริมว่าสิ่งที่วงทำในอัลบั้ม ‘In Rainbows’ นั้นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเพราะเราสามารถทำการเชื่อมโยงนักดนตรีกับผู้ฟัง ได้โดยตรง แต่สำหรับ Spotify แล้วมันเหมือนพวกพ่อค้าคนกลางที่พยายามจะทำตัวเป็น gatekeeper ซึ่งเราไม่ต้องการมัน (ไม่รู้ว่าเพราะต้องการประชดหรือแค่อยากลองของนะฮะ เพราะพี่ Thom เขาก็ถอดถอนอัลบั้มโปรเจ็คพิเศษและงานเดี่ยวของแกออกจาก Spotify แถมล่าสุดพี่แกเอางานเดี่ยว ‘Tomorrow’s Modern Boxes’ มาปล่อยให้โหลดฟรีผ่าน BitTorrent Bundle เสียเลย ส่วนใครใคร่อยากได้อัลบั้มเต็มก็จ่าย 6 ดอลลาร์)

มือกีตาร์ Ed O’Brien ก็เคยทิ้งวาทะเด็ด ๆ เอาไว้เช่นกัน…
“ผมคิดว่าการดาวน์โหลดเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ P2P นี้มันก็เหมือนกับการอัดเทปที่เราทำกันในยุค 80’s นั่นแหละ เพียงแต่เป็นเวอร์ชั่นที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมเยอะ ถ้าแฟนเพลงชอบมันจริง ๆ ล่ะก็ บางคนก็คงจะซื้ออัลบั้มกันเองแหละ หรือถ้าไม่ซื้ออัลบั้ม พวกเขาอาจจะซื้อตั๋วคอนเสิร์ต เสื้อทีเชิ้ต หรือสินค้าลิขสิทธิ์อื่น ๆ ก็ได้”


ARCTIC MONKEYS เป็นตัวแทนของศิลปิน gen Y จากอังกฤษที่แจ้งเกิดจัง ๆ จาก Internet

1415644266-Picture5-o

เรียกได้ว่า ARCTIC MONKEYS (AM) เป็นวงแรกๆ ที่แจ้งเกิดจากสื่ออินเตอร์เน็ตอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และความสำเร็จของพวกเขาน่าจะเกิดจากความบังเอิญด้วยซ้ำไป เริ่มจากการที่พวกเขาไรท์เดโม-ซีดีมาแจกให้แฟนเพลงที่มาดูคอนเสิร์ตครั้ง แรกๆ แต่ปรากฏว่าซีดีมีไม่พอ แฟนๆ บางคนจึงนำมันไปแชร์ไว้บนอินเตอร์เน็ต และก็เป็นแฟนเพลงนี่เองที่เป็นคนถ่ายทำเอ็มวีตัวแรก ‘Fake Tales of San Francisco’ โดยใช้ภาพจากการแสดงสด แล้วนำมันไปปล่อยลงบนเว็บไซต์ จนชื่อเสียงของ AM ค่อยๆ ขจรขจายไปแบบปาก-ต่อ-ปาก ซึ่งอันที่จริงแล้ว ณ ตอนนั้นสมาชิกของวงเองยังอัพโหลดเพลงไม่เป็น หรือไม่รู้จักเว็บอย่าง MySpace เลยด้วยซ้ำไป โดยพวกเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “เราไม่ว่าอะไรเลยที่ แฟน ๆ พวกนั้นเอาเพลงไปแชร์กัน เพราะเราไม่ได้ตั้งใจทำเดโมเหล่านั้นมาหาเงินอยู่แล้ว เราตั้งใจจะให้มันฟรี ๆ คนจะได้ฟังเพลงของเราเยอะ ๆ และมันจะทำให้คอนเสิร์ตสนุกขึ้น เพราะคนดูจะได้รู้เนื้อเพลงและร้องตามได้”

นอกจากนั้นอัลบั้มแรกสุด ‘Whatever People Say I Am, That’s What I’m Not’ ที่วางจำหน่ายในปี 2006 ก็ทำสถิติอัลบั้มเปิดตัวที่ขายดีที่สุดบนเกาะอังกฤษด้วยยอดขายกว่า 3.6 แสนก็อปปี้ในสัปดาห์แรก ทั้งที่เพลงกว่าครึ่งหนึ่งในนั้นได้ถูกนำมาปล่อยให้ฟังฟรี ๆ ทางอินเตอร์เน็ตก่อนล่วงหน้า และเพื่อตอบรับกระแสนิยม ทางค่ายเพลงก็เลยดันตัวอัลบั้มจริงออกมาขายก่อนกำหนด

นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า internet ก็มีข้อดีของมัน ถ้าใช้เป็น!
นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่า ความสำเร็จของ AM แสดงให้เห็นว่า Piracy (การละเมิดลิขสิทธิ์เพลง) เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมเหนือกว่าการโฆษณาหรือการ เล่นเพลงบนวิทยุมากมายมหาศาล พวกเขาคือวัยรุ่นที่เติบโตมากับ internet และรู้ซึ้งถึงพลังของมันในฐานะเครื่องมือในการสื่อสารและการตลาด สมัยนี้ค่ายเพลงใหญ่ ๆ เสียดุลอำนาจให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์หรือแม้แต่ตัวศิลปินเอง ศิลปินต้องมีความสามารถในการนำเสนอตัวเองต่อสาธารณชนมากขึ้น


Internet Kill the Video Star

จาก gen B, X, Y เราก็ก้าวมาถึง gen M แล้วนะฮะ
เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ก็อยากนำเสนอแง่มุมของ pop star ที่แจ้งเกิดจาก internet ดูบ้าง
คนยุค gen M นี่เขาทั้งเกิดและโตมากับ digital โดยแท้เลย
เกิดมาก็มีคอมพิวเตอร์แล้ว โตมาหน่อยก็มีสมาร์ตโฟน (ยิ่งถ้าเป็นสมัยนี้ลูกเด็กเล็กแดงก็จิ้มสมาร์ตโฟนกันคล่องแล้วฮะ 555)
เคยมีผลวิจัยในบ้านเราระบุว่า คนยุค gen M ใช้ชีวิตขาดเครือข่ายสื่อสารไม่ได้ ผู้ใหญ่มองพวกเขาว่าเซลฟ์จัด ชอบทำตัวเป็นจุดเด่น แต่พวกเขามองตัวเองว่า เป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจ ทันสมัย และเป็นตัวของตัวเอง

JUSTIN BIEBER เป็นตัวอย่างเด็ก gen M ที่แจ้งเกิดจาก Youtube
โดย ผจก. ส่วนตัว Scooter Braun ค้นพบเขาจากวิดีโอในเว็บ Youtube เมื่อปี 2007 พ่อแม่ของ Bieber สนับสนุนลูกให้เล่นดนตรี แม่ของเขาจะตามไปเชียร์ลูกและถ่ายวิดีโอมาแชร์ลงใน Youtube จนกระทั่ง Braun เผอิญมาเจอเข้าและจับเขาเซ็นสัญญาเมื่ออายุได้ 13 ปี

1415650161-Picture6-o

แต่ปรากฏการณ์ความดังแบบ viral ที่ว่านี้ก็มีเรื่องตลกร้ายแฝงอยู่
ฺBieber มีฐานแฟนเพลงอยู่ทั่วโลก (แฟนคลับของเขาถูกขนานนามว่า ‘Beliebers’) บน twitter มีคน follow เขากว่า 50 ล้านคน และในปี 2012 Forbes เคยจัดอันดับให้เขาเป็นซีเล็บผู้ทรงอิทธิพลอันดับ 3 ของโลกมาแล้ว
แต่เพลงแจ้งเกิดอย่าง ‘Baby’ ที่แม้จะทำยอดวิวใน Youtube ได้สูงเป็นประวัติการณ์เกิน 1 พันล้านวิว (และเคยเป็นคลิปที่ทำสถิติยอดวิวสูงสุดมาแล้ว) ในทางกลับกันมันก็เป็นเจ้าของสถิติยอด dislike สูงสุดตลอดกาลเช่นกัน! (ปัจจุบันอยู่ที่ 4 ล้าน dislikes)

พูดง่าย ๆ ก็คือ… “มีแฟนขับเยอะไม่แพ้แฟนคลับ!” 555


อีกเคสฮือฮาของปรากฏการณ์ viral ในวงการเพลงดิจิตอล

ในปี 2011 แม่หนูโนเนม REBECCA BLACK อยู่ ๆ ก็ดังขึ้นมาแบบชั่วข้ามคืน
จาก mv เพลง ‘Friday’ ที่ทำยอดวิวทะลุ 100 ล้านภายในเวลา 1 ปี

แต่ประทานโทษครับทั่น! ที่เพลงดังนี่ไม่ใช่เพราะว่าเพลงมันดีนะจ๊ะ
โอเคว่าเพลงมันอาจจะโดน ติดหู แต่เนื้อเพลงมันเห่ย และตัวเอ็มวีก็เหียกและเชยมาก
กลายเป็นว่าไอ้ 100 ล้านวิวนั้นมีคนสันนิษฐานว่ามันน่าจะมาจาก “คนอยากดูของแปลก!” (ฮา…)
คนก็เลยแชร์ต่อ ๆ กันจนมันเป็น viral

แม้ว่านักวิจารณ์และผู้ฟังบางคนจะสับว่า “มันเป็นเพลงที่ห่วยที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
แต่ถ้ามองในแง่การตลาดแล้ว ต้องยอมรับว่าแม่หนู Rebecca ประสบความสำเร็จทะลุกราฟ!
เท่าที่เคยอ่านมาคร่าว ๆ พ่อแม่เธอมีตังค์ อยากให้ลูกออกเพลง ก็เลยไปจ้างค่ายเพลงเล็ก ๆ ในงบ 4,000 ดอลลาร์ให้ช่วยทำเพลงกับเอ็มวี
ด้วยเงินเพียงเท่านี้ ลูกสาวเธอก็ดังสมใจอยาก กับเพลงดังแบบ one-hit wonder 555

ยุคสมัยนี้บางทีนอกจากขายหน้าตา ขายฝีมือแล้ว การ “ขายความแปลก” ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าพิจารณา (ฮา…)


ทัศนะของวันนี้…
Digital Music เป็นทั้งวิกฤติและโอกาส
– มันเป็นวิกฤติสำหรับค่ายเพลงใหญ่ ร้านซีดี ศิลปินหลายราย ฯลฯ
– แต่มันก็เปิดโอกาสให้กับค่ายเพลงอินดี้ ศิลปินมากหน้าหลายตา และธุรกิจใหม่ ๆ ที่ตามมา ฯลฯ

แง่ลบ มันทำให้อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์สูงขึ้น รายได้ที่พึงได้ของศิลปินและหลาย ๆ ฝ่ายร่อยหรอ
แง่บวก มันลดทอนการผูกขาด (ทั้งอุตสาหกรรมดนตรี, สื่อ เช่น คลื่นวิทยุ, ทีวี ฯลฯ) เพิ่มอำนาจให้แก่ผู้ฟัง/ผู้บริโภค และเป็นสื่อ/เครื่องมือการตลาดที่ยอดเยี่ยมในการเผยแพร่ผลงานของศิลปิน(ถ้า ใช้มันเป็น)

และภายใต้บรรยากาศที่ว่านี้นำมาสู่การแข่งขัน และการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ
แต่แน่นอนว่าศิลปินและค่ายเพลงคงต้องเหนื่อยมากขึ้น ในการที่จะเข้าถึงแฟนเพลง และผลิตผลงานใหม่ ๆ ออกมา (ซึ่งจะต้องมีการงัดลูกเล่นสารพัดออกมาใช้เพื่อสร้างความต่าง และดึงดูดใจแฟนเพลง)

สุดท้ายแล้วเชื่อว่า แม้คนจำนวนมากจะเลิกซื้อซีดี/งานบันทึกเสียงทั้งหลาย แต่ยังไงคนก็ยังขาดดนตรีไม่ได้อยู่ดี และเสน่ห์หรืออารมณ์ร่วมจากการแสดงสดดี ๆ นั้นเป็นประสบการณ์อันหาที่เปรียบมิได้


โปรดติดตามตอนจบ(ตอนที่3)ใน post ถัดไป

Advertisements

2 responses

  1. Syn

    ขอบคุณสำหรับบล็อคดีๆ มากเลยค่ะ
    ตามอ่านอยู่นะคะ
    ได้ความรู้ดี

    เมษายน 21, 2015 ที่ 5:50 pm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s