Just another WordPress.com site

AI WEIWEI ศิลปินจอมขบถ / นักเลงคีย์บอร์ด / หอกข้างแคร่รัฐบาลจีน !!! (2)


“If there is no free speech, every single life has lived in vain.”

(ถ้าปราศจากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทุกชีวิตก็คงอยู่อย่างไร้ซึ่งความหมาย)

Screen-Shot-2013-02-21-at-10.02.19-AM

นอกจากการใช้งานศิลปะเป็นสื่อกลางในการวิพากษ์สังคมแล้ว ไอ้เว่ยเว่ยให้ความสำคัญกับสื่ออินเตอร์เน็ตอย่างมาก และเขาใช้มันเป็นช่องทางในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม เขากระโดดเข้าสู่โลกออนไลน์ครั้งแรกในปี 2005 เมื่อเว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กอันดับ 1 ของจีน เวยโป๋ (Weipo) ได้เชื้อเชิญให้เขาเปิดบล็อก ซึ่งเขาก็ใช้มันวิพากษ์วิจารณ์สังคมจีนและนโยบายของรัฐบาลอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่มณฑลเสฉวน ในปี 2008 ที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60,000 ราย และมีเรื่องอื้อฉาวจากคดีตึกเรียนถล่มอันทำให้มีเด็กนักเรียนเสียชีวิตหลายพันคน โดยมีข้อครหาว่าอาคารเรียนที่พังถล่มลงมานั้นมีการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานสืบเนื่องมาจากการทุจริตคอรัปชั่น (มีการเรียกขานอาคารเรียนเหล่านี้ว่า “ตึกกากเต้าหู้”) หลังเกิดเหตุไอ้เว่ยเว่ยและทีมงานได้ลงไปสำรวจพื้นที่พร้อมกับบันทึกภาพที่เกิดเหตุ มีคำร่ำลือว่าทางการจีนพยายามที่จะบิดเบือนตัวเลขและปิดบังรายชื่อของเด็กนักเรียนที่เสียชีวิต ด้วยเหตุนั้นไอ้เว่ยเว่ยจึงได้ใช้บล็อกเป็นสื่อกลางในการรณรงค์โครงการ “นักสืบพลเมือง” เพื่อรวบรวมรายชื่อและข้อมูลของเด็ก ๆ ผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งมีอาสาสมัครนับพันคนเข้าร่วมโครงการนี้ และในปี 2009 พวกเขาสามารถรวบรวมรายชื่อของเด็ก ๆ มาได้จำนวน 5,385 ชื่อ แต่ในเวลาต่อมาทางการจีนได้สั่งปิดบล็อกและเก็บข้อมูลทั้งหมดเข้ากรุ เท่านั้นไม่พอตัวไอ้เว่ยเว่ยที่ไปเป็นพยานให้การคดีตึกถล่มได้ถูกตำรวจซ้อมเสียจนสมองได้รับการกระทบกระเทือน ในปลายปีนั้นเขาต้องไปเข้ารับการผ่าตัดสมองในประเทศเยอรมนีโดยแพทย์วินิจฉัย ว่าเขามีภาวะเลือดออกในสมอง

emvideo-bliptv-6224199

ถึงแม้จะโดนเล่นงานจนอ่วมอรทัย แต่ไอ้เว่ยเว่ยก็ยังไม่เข็ด หลังจากที่บล็อกใน Weibo โดนปิดไปในปี 2009 เขาก็หันมาซบอก Twitter และอุทิศเวลาให้กับมันวันละอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เขายังคงยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเขาได้กล่าวเปรียบเปรยไว้ว่า “ช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียก็เหมือนกับน้ำและอากาศ แต่ในประเทศจีนเราพูดถึงมันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”

การหาญกล้าท้าทายรัฐบาลในประเทศที่ปิดกั้นสื่ออย่างจีนนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายแพงมหันต์! หลังสวมบทบาทนักรบไซเบอร์หัวหมู่ทะลวงฟันในการสืบสวนคดีตึกถล่มที่เสฉวนเมื่อปี 2008-2009 ชีวิตของไอ้เว่ยเว่ยก็ไม่เคยได้อยู่สุขอีกเลย สตูดิโอใหม่ของเขาที่เซียงไฮถูกรื้อทิ้ง เจ้าหน้าที่จับตาเขาทุกฝีก้าว มีการติดเครื่องดักฟังในบ้าน ตรวจสอบบัญชีธนาคาร หรือแม้แต่แฮ็คเข้าบัญชีส่วนตัวใน Google และที่หนักข้อที่สุดก็คือการจับกุมคุมขังด้วยข้อหาอาชญากรทางเศรษฐกิจ โดยทางการกล่าวหาว่าบริษัทของไอ้เว่ยเว่ยหลีกเลี่ยงภาษีและลงโทษจำคุกเขานาน 81 วัน (จนเกิดกระแส ‘Free Ai Weiwei’ ไปทั่วโลก โดยมีหัวหอกในการเคลื่อนไหวอย่างเช่นองค์กรสิทธิมนุษยชน ศิลปินและหนังสือพิมพ์ในฮ่องกง ชุมชนชาวจีนในต่างแดน และที่โดดเด่นที่สุดได้แก่องค์กรศิลปะ Creative Time ในนิวยอร์กที่ริเริ่มโครงการ ‘1001 Chairs for Ai Weiwei’ โดยรณรงค์ให้ศิลปินนำเก้าอี้ไปนั่งประท้วงอย่างสงบหน้าสถานทูตจีนทั่วโลก เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2011)

ai weiwei violin front

หลังจากได้รับอิสรภาพแล้ว ไอ้เว่ยเว่ยก็ยังคงถูกทางการคุกคามอย่างไม่หยุดหย่อนโดยการยัดเยียดข้อหาให้สารพัด รวมทั้งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และนั่นคงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขายอมยุติการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2013 เจ้าตัวประกาศว่าจะหยุดทวีตข้อความบน Twitter (แต่ยังคงมีการรีทวีตจากแอคเคาท์ของคนอื่น ๆ และลงโพสต์จาก Instagram)

เมื่อไม่สามารถเล่าเรื่องด้วยคำพูดได้ ไอ้เว่ยเว่ยจึงหันมา “เล่าเรื่องด้วยภาพและสัญญะ” ผ่านทาง Instagram ตัวอย่างหนึ่งที่โดดเด่นของการต่อสู้ด้วยยุทธวิธี Slacktivism ของไอ้เว่ยเว่ยคือแคมเปญ ‘Leg Gun’ ที่เขาตั้งใจจะวิพากษ์การดำเนินนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายในประเทศจีน เจ้าตัวทำท่ายกขาข้างหนึ่งเหมือนกำลังเล็งปืนไรเฟิลอันเป็นสัญญะโต้ตอบการ ใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขตของรัฐบาลจีนที่ใช้กำลังปราบปรามชนกลุ่มน้อยอย่าง หนัก ผลตอบรับเป็นไปด้วยดี แฟน ๆ ของไอ้เว่ยเว่ยทั่วโลกนับหมื่นคนแห่โพสต์รูปเซลฟี Leg Gun ตามเขาพร้อมกับติด hashtag อย่างเช่น #endgunviolence #gunleg #gunviolence (**หมายเหตุ** Slacktivism คือ การเคลื่อนไหวผลักดันประเด็นสังคมหรือการเมืองผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตแบบทำน้อยแต่ได้มาก ผู้เข้าร่วมไม่ต้องลงแรงมาก ประหยัดเวลา แต่ได้กระแสตอบรับสูง ตัวอย่างเช่น การล่ารายชื่อบนอินเตอร์เน็ต หรือการพร้อมใจกันเปลี่ยนรูปอวาตาร์เพื่อแสดงจุดยืน)

10356764_650464295043459_250252696509845129_n

 ไอ้เว่ยเว่ยเชื่อว่าด้วยพลานุภาพของอินเตอร์เน็ต ในท้ายที่สุดแล้วชาวจีนจะสามารถยืนหยัดด้วยตนเอง ทำความเข้าใจโลกภายนอก และต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นและรัฐบาลที่ดีขึ้น การยืนหยัดต่อสู้แบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมของเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับชาวจีนจำนวนหนึ่ง พวกเขาหันมาใช้อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็น ธรรม เปิดโปงการทุจริตของนักการเมืองท้องถิ่น และผลักดันการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

ทิ้งท้ายกันด้วยวาทะเด็ดของไอ้เว่ยเว่ย…

“The internet is uncontrollable. And if the internet is uncontrollable, freedom will win. It’s as simple as that.”

(อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และถ้าอินเตอร์เน็ตควบคุมไม่ได้ล่ะก็ เสรีภาพจะเป็นฝ่ายชนะ ง่าย ๆ เท่านั้นเอง”)

tumblr_n7e1q0hUV81rja5ojo1_1280

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s