Just another WordPress.com site

‘Another Brick In The Wall’ (ก้อนอิฐทุกข์ในกำแพงใจ)


Pink+Floyd+the+wall

We don’t need no education (เราไม่เอาการศึกษาเฮงซวย)

We don’t need no thought control (เราไม่เอาการครอบงำล้างสมอง)

No dark sarcasm in the classroom (เลิกเย้ยหยันแดกดันเราในห้องเรียนเสียที)

Teacher leave them kids alone (คุณครู อย่าจุ้นกับเด็กนักเลย)

Hey! Teacher! leave them kids alone! (เฮ้ อาจารย์! ปล่อยให้เด็กได้คิดเองบ้าง!)

All in all it’s just another brick in the wall (ทั้งหมดทั้งมวล มันก็แค่ก้อนอิฐอีกก้อนในกำแพงใหญ่)

All in all you’re just another brick in the wall (เอาเข้าจริง คุณมันก็แค่อิฐบล็อกเล็กๆ ในกำแพงทื่อๆ)

——————–

——————–

“Another Brick In The Wall (Part 2)” เพลงฮิตของวงโปรเกรสซีฟร็อคอย่าง Pink Floyd เพลงนี้เคยขึ้นอันดับ 1 มาแล้วทั่วโลกในปี 1979-1980 จะว่าไปมันก็เป็นเพลงที่ลักลั่นย้อนแย้งเอาการ เพราะมันเป็นเพลงที่มีจังหวะสนุก แต่เนื้อหานั้นสุดแสนจะเคร่งเครียด แถมมันเป็นเพลงที่ใครต่อใครยกให้เป็นเหมือนลายเซ็นของวง Pink Floyd แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้แล้ว นี่เป็นเพลงที่ทั้งแปลกแยกและไม่ใช่เพลงที่ดีที่สุดของพวกเขาเลย!

 

            Roger Waters มือเบสและนักร้องนำ คีย์แมนผู้แต่งเพลงนี้ กล่าวว่า “ผมแต่งเพลงนี้เพื่อเสียดสี เพราะที่จริงแล้วผมเป็นคนที่เห็นความสำคัญของการศึกษาอย่างมาก… แต่ในสมัยที่ผมเรียน การศึกษาภาคบังคับในยุค ’50 มันเป็นการบังคับขู่เข็ญ และมันจำเป็นต้องมีการขบถ… เพลงนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ครูอย่างเดียว แต่ยังสื่อไปถึงการเป็นขบถต่อรัฐบาลที่ชั่วช้า การต่อต้านคนที่มีอำนาจเหนือคุณ พวกคนผิด นั่นล่ะคือสิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องต่อต้าน”

 

          “Another Brick In The Wall” เป็นเพลงแบบไตรภาค โดย –[Part 1]- เป็นการเกริ่นที่คลอด้วยเสียงร้องและกีตาร์โซโลเบาๆ ทำนองขับเคลื่อนไปอย่างเนิบๆ เนื้อหาเกี่ยวกับตัวเอก “พิงค์” ที่เติบโตขึ้นและค้นพบว่าพ่อของตัวเองตายไปเพราะสงคราม พิงค์สะเทือนใจและเริ่มสร้างกำแพง -[Part 2]- มีท่วงทำนองกระฉับกระเฉงแบบดิสโก้ และนอกจากเสียงร้องของ Waters และเพื่อนร่วมวงแล้ว ยังมีเสียงบงการดุๆ ของครูปะทะกับเสียงประสานของนักเรียนเป็นระยะๆ เนื้อหาตอนสองคือ หลังจากที่ถูกครูถากถาง พิงค์ก็ฝันว่านักเรียนในโรงเรียนลุกฮือประท้วงพวกครูใจทราม -[Part 3]- เป็นส่วนที่สั้นแต่ดุดันที่สุดในแบบฮาร์ดร็อค ดนตรีเร่งเร้า เสียงร้องแผดกร้าว เนื้อหาของตอนสุดท้าย พิงค์เดือดดาลเมื่อพบว่าภรรยานอกใจ เขาลงมือก่อกำแพงจนสำเร็จ เขาปิดกั้นตัวเองโดยสมบูรณ์ และมองทุกคนที่ผ่านมาในชีวิตเป็นแค่ก้อนอิฐในกำแพงนั้น…

 

เพลงนี้ของ Pink Floyd มาจากผลงานชุด “The Wall” ที่ออกในปลายปี 1979 มันเป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่เพลงทุกเพลงจะมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน โดย Roger Waters และโปรดิวเซอร์ Bob Ezrin เริ่มต้นด้วยการเขียนสคริปต์ 40 หน้าที่ว่าด้วยเรื่องราวของ “พิงค์” ตัวเอกที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์ ซึ่งเป็นตัวละครที่ได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากชีวิตจริงของ Waters นั่นเอง! (โดยพ่อของ Waters ก็เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง) และนอกจากนี้บางเพลงยังมีการอ้างอิงไปถึง Syd Barrett สมาชิกยุคก่อตั้งของ Pink Floyd ที่จำต้องอำลาวงไปเพราะอาการป่วยทางจิตจากการใช้ยาอย่างหนัก

 

เนื้อเรื่องย่อของอัลบั้ม The Wall ได้แก่… พิงค์มีวัยเด็กที่ทุกข์ทนเพราะแม่โอ๋เค้าจนเกินไป และครูที่โรงเรียนก็คอยกลั่นแกล้งทำร้ายเค้า ทำให้พิงค์มีปมและเริ่มก่อกำแพงในใจ เขาเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นร็อคสตาร์ แต่ชีวิตคู่ของเค้ากลับมีปัญหาเพราะการนอกใจ การใช้ยา และการใช้ความรุนแรง และนั่นทำให้พิงค์ตัดสินใจสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก… แต่หลังจากนั้นวิกฤติของพิงค์กลับยิ่งทวีคูณ โดยเค้าตกอยู่ในภวังค์ สร้างภาพหลอนว่าตนเป็นผู้นำเผด็จการลัทธินีโอนาซีผู้เกรี้ยวกราด ที่พร้อมจะส่งไพร่พลไปลงมือกับสาวกคนที่เค้าเห็นว่าไร้ค่า… ซึ่งสุดท้ายแล้วพิงค์ที่ทุกข์ทรมานกับความรู้สึกผิดบาป ก็ถูกมโนสำนึกพิพากษาให้เขา “ทลายกำแพงลงเสีย” และเปิดทางให้พิงค์กลับออกไปสู่โลกแห่งความจริง

 

จะว่าไป… อัลบั้ม The Wall ก็เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนปัญหาชีวิตของ Roger Waters และวง Pink Floyd นั่นเอง! โดยแรงบันดาลใจแรกเริ่มมาจากการที่ช่วงหนึ่งทางวงกำลังมีปัญหากับการออกทัวร์ พวกเขาเหนื่อยหน่ายกับความกดดันที่ถาโถมเข้ามาและความคลั่งไคล้อย่างเกินขอบเขตของแฟนๆ จนกระทั่งครั้งหนึ่ง Waters เหลืออดและถ่มน้ำลายใส่แฟนเพลงข้างเวทีที่โหวกเหวกโวยวายสร้างความรำคาญให้กับเขา! และนั่นทำให้ Waters นึกถึงการสร้างกำแพงเว้นช่องว่างระหว่างศิลปินกับแฟนเพลง… เท่านั้นไม่พอ Waters ยังได้ก่อกำแพงขึ้นในวง Pink Floyd ของเขาเองอีกด้วย! Waters ที่สวมบทบาทหัวหน้าวงนับตั้งแต่เมื่อ Syd Barrett จากไป ยิ่งนานวันอัตตาของเขาก็ยิ่งล้นจนไปครอบงำเพื่อนสมาชิกคนอื่นเสียหมด Waters นั้นเป็นคนกำหนดทิศทางวงและแต่งเพลงเองแทบทั้งหมด จนทำให้บางครั้งเพื่อนร่วมวงรู้สึกว่า Waters ไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขาเลย และปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็นแค่วงแบ็คอัพ! ในการอัดอัลบั้ม “The Wall” นั้น บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด และ Waters ชอบไปไซโคไล่บี้มือคีย์บอร์ด Richard Wright ที่เขาคิดว่าไม่ทุ่มเทให้กับวง จนสุดท้าย Wright ถูกบีบให้ลาออกจากวงและถูกลดชั้นลงมาเป็นนักดนตรีรับจ้าง!… แต่สุดท้ายแล้ว Waters กลับต้องเป็นฝ่ายไปเสียเอง! หลังอัลบั้มต่อมา “The Final Cut” (1983) สถานการณ์ความขัดแย้งก็มาถึงขีดสุด Waters หมางเมินกับเพื่อนๆ จนเขาต้องยอมถอนตัวออกไปอย่างเคียดแค้นในปี 1985 (ขณะที่ Wright ถูกดึงกลับมาร่วมงานในปี 1987) จนกระทั่ง 24 ปีให้หลัง… ในปี 2005 Waters ได้กลับมารวมตัวกับเพื่อนๆ Pink Floyd อีกครั้งในคอนเสิร์ตเพื่อการกุศล Live 8 และนั่นก็เป็นแค่ครั้งเดียวในหนหลังที่มี Waters อยู่ด้วย! (แม้แต่ในคอนเสิร์ตไว้อาลัย Syd Barrett ที่ลอนดอนเมื่อปี 2007 Waters ยังขึ้นแสดงต่างหากแยกจากวง Pink Floyd)

pink

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย>> จากเพลง>> Another Brick In The Wall

          แรงเสียจนถูกแบน! ด้วยเนื้อหาของ Part 2 ที่ว่าด้วยการต่อต้านระบบการศึกษา ทำให้ “Another Brick In The Wall” ถูกแบนในประเทศแอฟริกาใต้ระหว่างที่ยังมีระบอบการแบ่งแยกสีผิว!

 

      เด็กเอ๋ยเด็กดี(ร้องฟรี?!?) นักร้องประสานเสียงใน Part 2 นั้นเป็นเด็กๆจากโรงเรียนในเมืองอิสลิงตัน ประเทศอังกฤษ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับสตูดิโอ โดยพวกเค้าเกณฑ์เด็กอายุ 13-15 ปีมาได้ 23 คน… แต่ภายหลังก็มีเรื่องอื้อฉาวนิดหน่อย โดยมีคนไปขุดคุ้ยว่าทางวงไม่ได้จ่ายเงินค่าจ้างให้กับเด็กๆที่มาร้องคอรัสให้ แถมตัวเพลงที่เด็กๆร้องนั้นยังมีเนื้อหาต่อต้านครูและโรงเรียนอีกต่างหาก! ซึ่งภายหลังทางวงได้ชดเชยด้วยการให้เวลาใช้ห้องอัดแก่วงประสานเสียง รวมทั้งมอบเงิน 1,000 ปอนด์ กับแผ่นเสียงแพลตินั่มให้แก่ทางโรงเรียน (และเมื่อปี 2004 นาย Peter Rowan นักดนตรีชาวสก็อตเจ้าของบริษัทลิขสิทธิ์เพลง ได้เริ่มตามตัวเด็กๆที่เคยร้องคอรัสในเพลงดังกล่าว ซึ่งถ้าว่ากันตามกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับปี 1996 แล้ว พวกเขามีสิทธิที่จะได้เงินจำนวนหนึ่งจากการจำหน่ายเพลงด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Rowan ไม่ได้สนใจในตัวเงินมากเท่ากับการนำเหล่านักร้องคอรัสกลับมารียูเนี่ยนกันอีกครั้ง!)

 

          ดิสโก้ โก้จริงๆ! ไอเดียการใช้จังหวะดิสโก้ในเพลงนี้ ซึ่งแหวกแนวจากเพลงตามมาตรฐานของ Pink Floyd นั้นมีที่มาจากโปรดิวเซอร์ Bob Ezrin นั่นเอง! โดย Ezrin ที่เป็นแฟนเพลงของวง Chic นั้นได้ยุให้ David Gilmour มือลีดกีตาร์ของวงลองเข้าคลับไปฟังเพลงดิสโก้ดู และผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองและจากความร่วมมือของทุกคนก็ออกมาดีเสียจน Waters ต้องกล่าวชมว่ายอดเยี่ยม ขณะที่ Gilmour เองก็ทึ่งและออกปากว่า “มันฟังดูไม่เหมือนเพลงของ Pink Floyd” เลย

 

          เพลงอันดับ 1 ครั้งแรกและครั้งเดียว! ที่จริง Pink Floyd แทบไม่เคยออกเพลงเป็นซิงเกิ้ลเลย เพราะในฐานะวงโปรเกรสซีฟร็อค ทางวงกลัวจะเสียคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มที่เน้นความเชื่อมโยงสอดประสานกันระหว่างเพลงกับอาร์ตเวิร์คทั้งหมดไปเสีย แต่โปรดิวเซอร์ Bob Ezrin ที่เห็นแววดังของเพลงนี้ ได้พยายามโน้มน้าวให้ Pink Floyd เชื่อว่าการตัดเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และยอดขายของอัลบั้มแน่ๆ… และผลลัพธ์ก็เป็นไปอย่างที่ Ezrin คาดไว้! มันกลายเป็นเพลงฮิตอันดับ 1 บนบิลบอร์ดครั้งแรกและครั้งเดียวของพวกเค้า 

 

          เพลงดัง หนังตามมา! หลังจากที่ทั้งอัลบั้มและทัวร์คอนเสิร์ต The Wall ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม พวกเขาก็ได้ออกหนัง “Pink Floyd The Wall” ตามมาในปี 1982 โดย Roger Waters รับหน้าที่เขียนบทเอง ตัวหนังได้ทั้งเงินทั้งกล่อง โดยมันทำเงินได้ถึง 22 ล้านดอลลาร์ ในทางกลับกันทั้งวง Pink Floyd เอง และตัวผู้กำกับ Alan Parker ซึ่งมีปากเสียงกันตลอดการถ่ายทำ ต่างก็ไม่ประทับใจกับผลงานครั้งนี้เท่าใดนัก! (รู้หรือไม่ว่า…ใน Youtube เอ็มวีหลายๆตัวจากอัลบั้ม “The Wall” ที่เราเห็นนั้น ส่วนใหญ่แฟนๆจะตัดต่อมาจากหนังเรื่องนี้นั่นเอง)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

Advertisements

2 responses

  1. แนะนำอะไรอย่างนี้อีกนะคะ มีสาระ และ ผสมผสานดนตรีแบบนี้ น่าสนใจ 🙂

    เมษายน 30, 2013 ที่ 9:58 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s