Just another WordPress.com site

ไปแอ่วสุโขทัย: คนเมืองกรุงหลงเสน่ห์เมืองเก่า (3)


วันที่สองในดินแดนแห่งรุ่งอรุณ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ… ผมตื่น 6 โมงเช้าได้โดยอัตโนมัติ!(ทั้งที่ปกติตอนอยู่เมืองกรุงจะชอบตื่นเที่ยง 55)

และถือว่าทำได้ “ถูกต้องแล้วคร้าบ” เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแผนการไปศรีสัชนาลัยอาจจะไม่เป็นไปดังหวังก็ได้ (เนื่องจาก 1) ต้องใช้เวลาในการเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์เยอะ 2) ขากลับมีรถเที่ยวสุดท้ายตอน 4 โมง ถ้าช้ากว่านั้นคงต้องพักโฮมสเตย์แถวนั้นเอา)

ทีแรกผมตั้งใจจะหาเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่ไปศรีสัชนาลัย แต่ในตัวเมืองมอไซค์ให้เช่าตามเกสต์เฮาส์ถูกเหมาเรียบ พอนั่งสองแถวไปเมืองเก่า มีมอไซค์อยู่บานเบะ แต่ทางร้านก็ไม่ยอมให้เช่า (คงกลัวว่าขี่ไปไกล ๆ เดี๋ยวเราจะเอามอไซค์เขาไปทำเจ๊งน่ะ)

ก็เลยต้องนั่งสองแถวย้อนไปที่ท่ารถ บขส. เพื่อจับรถไปศรีสัชฯ (ต้องบอกเลยครับว่าการขึ้นรถหลาย ๆ เจ้าใน บขส. นี่อย่างมั่ว บางทีถ้าซื้อตั๋วแล้วไม่ถามพวกพนักงาน ทั่นอาจจะหลงขึ้นผิดคันก็เป็นได้ แล้วลองนึกภาพว่าถ้าเราเป็นชาวต่างชาติดูสิ! 5555)

นั่งรถบัสจากตัวเมืองไปถึงศรีสัชก็ใช้เวลาราว ๆ 30-40 นาที (60 กิโลเมตรกว่าๆ) ให้ถาม พขร. เขาจะบอกทางลงตรงปากทางเข้าวัดพระศรีฯ ข้างหน้าจะมีศาลารอรถประจำทาง และร้านขายของชำที่มีจักรยานให้เช่าด้วย

ผมมีเพื่อนร่วมทางแบบห่าง ๆ เป็นชาวต่างชาติ 5-6 ชีวิต (1 ในนั้นเป็นเพื่อนของเจนนี่ สาวเยอรมันที่ผมรู้จักเมื่อวันก่อนนั่นเอง)

ตอนเช่าจักรยานแอบฮา เพราะคันแรกที่ผมเช่าเบาะมันสูง นั่งแล้วเจ็บตรู๋ด เลยเอากลับไปเปลี่ยน เกิดศึกแย่งชิงจักรยานกันเล็กน้อย! 5555

จุดแรกที่จะขี่ไปวัดพระศรีฯ ก็วัดใจกันแล้ว โดยเราจะต้องขี่ข้ามสะพานแขวนโยกเยกๆ ตามภาพนี้ไป (ใจต้องนิ่งนะตัวเธอว์ ขี่ไม่ดีอาจได้ว่ายแม่น้ำยม 5555)

จักรยานเช่าผม สีเงินคันขวาสุด (ดูท่าจะเป็นจักรยานรักจักรยานหวงของลุงเจ้าของร้านแกด้วยนะ 555)

ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมี “วัดพระปรางค์” ซึ่งถือเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งที่โดดเด่นของศรีสัชฯ และยังมีบางส่วนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ อย่างเช่น พระประธาน และปรางค์ประธาน

แถว ๆ วัดพระศรีฯ เราได้เห็นว่ากำลังมีการเตรียมงาน “ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย” (6-10 ธันวา) เสียดายที่ดันไปก่อนซะนี่ อิอิ

เมื่อวานขี่จักรยานเที่ยวอุทยานสุโขทัย 20-30 กิโลฯ ก็ว่าเหนื่อยแล้ว!

แต่นั่นถือว่าเด็ก ๆ ไปเลยเมื่อเทียบกับอุทยานศรีสัชฯ เพราะจากจุดแรก “วัดสะพานหิน” ไปยัง “อุทยานศรีสัช” นั้นห่างจากกันเกิน 10 กิโลฯ แถมยังขี่ตอนกลางวันท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง ๆ และจากอุทยานศรีสัชฯ ไปยัง “แหล่งเตาสังคโลก” นี่ก็ไกลเป็นสิบ ๆ กิโลฯ อีกเช่นกัน รวมแล้วขี่ไป-กลับ เผลอ ๆ จะคิดเป็นระยะทางร่วม 30-40 กิโลเมตร!

จะว่าไป คนจะมาขี่จักรยานเที่ยวอุทยานศรีสัชฯ นี่ต้องลุยไม่น้อย เพราะนอกจากจะต้องปั่นจักรยานไกล ๆ แล้ว ถนนหนทางแถวนี้เรียกได้ว่าภูธรของจริง ท่านจะได้สัมผัสกับความเป็นอยู่แบบชนบทตลอด 2 ข้างทาง และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายก็น้อยกว่าในตัวเมืองสุโขทัยอยู่โข จากวันก่อนที่ผมไปเที่ยวอุทยานสุโขทัย เจอนักท่องเที่ยวเป็นร้อย ๆ คน พอวันนี้มาอุทยานศรีสัชฯ เจอนักท่องเที่ยวเพียงหลักสิบ!

จุดเด่นในอุทยานศรีสัช ได้แก่ วัดช้างล้อม, ลวดลายปูนปั้นที่วัดนางพญา, วัดเจดีย์เจ็ดแถว

อีกจุดหนึ่งที่วัดใจนักปั่นก็คือ “วัดเขาสุวรรณคีรี” ที่ทั่นต้องปั่นขึ้นเนินไปประมาณ 100 เมตร ฟังดูเหมือนไม่เยอะฮะ แต่ทางมันชันมาก แล้วเนื่องด้วยจักรยานเช่าของผมก็ไม่ใช่เสือภูเขา และสภาพไม่ได้ดีนัก (แม้จะเป็นคันที่ลุงเจ้าของร้านภูมิใจที่สุดก็เถอะ! 555) พอถึงกลางเนินมันปั่นไม่ขึ้นฮะ ก็เลยกลายเป็นว่าต้องเข็นมันขึ้นไปแทน เหนื่อยคูณสอง ตอนถึงฐานวัดเขาฯ(ที่ต้องเดินขึ้นไปอีก) ตอนนั้นนี่หอบแทบตายจริงๆฮะ!

ถัดจากอุทยานศรีสัชฯ ไป จุดสุดท้ายก็จะเป็น “แหล่งเตาสังคโลก” (หรือ เตาทุเรียง) ซึ่งถ้าทั่นจะไปให้ถึงสุดทาง…ก็จะต้องปั่นไปอีกกว่า 17 กม. ฟังดูเหมือนจะไม่ใกล้ไม่ไกล แต่เนื่องด้วยอากาศร้อนเปรี้ยงๆ บวกกับเราปั่นจักรยานมาติดๆกัน 2-3 ชม.แล้ว ณ จุดนั้นก็แทบจะถอดใจเหมือนกัน เพื่อนนักท่องเที่ยวร่วมทางก็หดหายจากหลักเกือบสิบ ตอนนี้เหลือแต่ผมปั่นอยู่คนเดียวโด่เด่ แถมข้างทางยังหาของกินยากอีกต่างหาก เผอิญโชคดีที่ระหว่างทางเจอรถขายลูกชิ้นและไก่ย่าง(นาทีนั้นตูดไก่ก็กิน ประทังหิว 555) หาอะไรกินเอาแรงแล้วค่อยยังชั่ว พักเหนื่อยนิดหน่อยก่อนปั่นต่อ…

ระหว่างทาง ถ่ายเก็บ “ป้ายโฆษณากู้เงินด่วน” มาให้ทั่น ๆ ชื่นชม (ให้สมกิตติศัพท์คำร่ำลือ 55)

ปั่นไปๆ ก็จะมีวาบความคิด 2 อย่างที่วนเวียนอยู่ในหัวระหว่าง “อีกนิดเดียว สู้ๆ” และ “ไม่ไหวแล้ว พอเหอะ กลับ” ซึ่งอันที่จริงจะว่าไปมันก็เป็นความบ้าของคนเรา อยากเอาชนะตัวเองประมาณนั้น มีคนเขาว่ากันว่า ถ้ามาไม่ถึงเตาทุเรียง ก็เหมือนมาไม่ถึงศรีสัชฯ (ฉะนั้นสำหรับผม “เตาทุเรียง” ก็เป็นเหมือนเส้นชัยนั่นเอง ว่าแต่เอ็งจะขี่จักรยานชิงแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ หรือไงเนี่ย? 555)

ในที่สุดผมก็มาถึงเส้นชัยจนได้ ที่จริงมันก็มีแต่ซากปรักหักพังของเตาเท่านั้นแหละ พร้อมด้วยแหล่งขุดค้นที่ถูกแปลงโฉมเป็นพิพิธภัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละที่คอยนั่งเฝ้าเตาแห่งนี้(ที่แทบไม่มีนักท่อง เที่ยวให้เห็นเลย) ผมเห็นพี่เจ้าหน้าที่นั่งดูมวยตู้ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว (ที่แอบฮาก็คือ ศูนย์แทบทุกที่ในสุโขทัยจะต้องมีป้ายห้ามสูบบุหรี่เป็นภาษาเกาหลีและจีน แสดงว่าคน 2 ชาตินี้น่าจะสูบบุหรี่จัด! 555)

สำหรับบางคนที่อยากไปดูโบราณสถานสวย ๆ ผมว่าไปอยุธยาก็เลิศแล้ว หรือไปแค่อุทยานสุโขทัยในเมืองเก่า ก็ดูจะจับต้องความงดงามได้เป็นรูปธรรมกว่า และสะดวกสบายกว่า เพราะโบราณสถานส่วนใหญ่ในศรีสัชฯนั้นเก่าแก่ทรุดโทรมมาก ๆ เห็นแต่ภาพของซากปรักหักพัง แต่ในทางกลับกันผมก็ลองนึกภาพย้อนไปในสมัยโน้น ณ ตอนที่ศรีสัชนาลัยเคยเป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ยิ่งกว่าสุโขทัยเสีย อีก(ชื่อเดิมคือ “เชลียง”) คุณลองนึกภาพของมันในยามที่เจริญรุ่งเรืองดูสิ มันจะต้องยิ่งใหญ่อลังการแน่ๆ และแนวกำแพงที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา หรือแม้แต่การสร้างวัดใหญ่ ๆ บนภูเขา กว่าจะสร้างได้ขนาดนั้น ผมว่ามันจะต้องใช้ทั้งทรัพยากร กำลังคน และเวลาไปอย่างมากมาย สุดท้ายเมื่อวันเวลาผันผ่านไป มันก็เหลือแต่เพียงซากไว้เป็นอนุสรณ์ (ถ้าระลึกชาติได้ อยากรู้จังว่า ณ ตอนนั้นเราเป็นอะไร? ทำอะไรอยู่? 555)

แม่น้ำยมที่กว้างใหญ่

ตอนปั่นกลับนี่รู้สึกสบายกว่าตอนปั่นมาเยอะเลยฮะ แต่ก็ต้องทำเวลานิดหนึ่ง เพราะเดี๋ยวจะไม่ทันรถเมล์เที่ยวสุดท้าย ไหนๆมาสุโขทัยแล้ว ก็ต้องแวะกินก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยซะหน่อย อร่อยดี (โดยเฉพาะถั่วฝักยาวซอย)

สรุปแล้ววันนี้ผมปั่นไป-กลับในเขตอุทยานศรีสัชร่วม 30-40 กม. ได้ ใช้เวลาร่วม 4 ชั่วโมงกว่า

รถเที่ยวสุดท้าย 4 โมง ผมไปถึงตรงศาลาตอน 3 โมงนิดๆ พร้อมกับเอาจักรยานไปคืนลุง โดยมีก๊วนฝรั่งหนุ่มสาว 4 คนรอรถกลับพร้อม ๆ กัน ผมถามไถ่ลุงถึงแม่สาวผมน้ำตาล(เพื่อนของเจนนี่) เพราะไม่เห็นหน้า แอบเป็นห่วงนิดหน่อย ลุงเล่าว่าเธอเอาจักรยานมาคืนตั้งแต่ตอนบ่าย 2 แล้ว และขึ้นรถไปเชียงใหม่(คงจะกลับไปหาเจนนี่ที่ล่วงหน้าไปก่อนนั่นแหละ) ได้ฟังแล้วก็โล่งอก

ลุงแกน่ารักมากๆ ช่วยเป็นธุระดูรถ บขส. ให้ผมและพวกฝรั่ง โดยลุงเล่าว่าแกช่วยสอดส่องดูแลนักท่องเที่ยวให้ทุกวันเป็นเหมือนอาสาชุมชน ทำนองนั้น ถ้าหากมีนักท่องเที่ยวคนไหนหายไปหรือตกรถ แกก็จะช่วยเป็นหูเป็นตาและให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งประสานงานกับตำรวจท้องที่ เพราะในฐานะที่ร้านของลุงอยู่ตรงปากทางเข้าวัดพระศรีฯ นักท่องเที่ยวก็จะต้องมาเช่าจักรยานกับแกก่อน มันก็เลยเป็นเหมือนการเช็คยอดนักท่องเที่ยวไปในตัว ซึ่งอันที่จริงแล้วธุรกิจเช่าจักรยานก็ไม่ได้ทำกำรี้กำไรให้ลุงเท่าไหร่หรอก (แถมลุงเม้าว่าวันก่อน ๆ มีฝรั่งผัวเมียแก่ๆ มาเช่าจักรยานแล้วไม่ยอมจ่ายตังค์เฉยเลย! hey man 20-30 บาทเองนะเฟ้ย! 555)

ผมยกให้ลุงเขาเป็น “ฮีโร่ชุมชนตัวจริงเสียงจริง” เลย ซึ่งลุงเองก็บอกว่าคนศรีสัชที่เป็นคนพื้นเมืองจริงๆ จะเป็นคนซื่อๆ มีน้ำใจแบบนี้แหละ แต่ถ้าเป็นพวกที่เข้าไปอยู่เมืองกรุง(กรุงเทพ)นานๆ พอกลับมาก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง(เก๋าเกม มีเล่ห์เหลี่ยม ทำนองนั้น)

รอรถร่วมชั่วโมงก็มา แน่นอยู่ ระหว่างทางตอนผ่านสวรรคโลก เจอน้องๆสาวๆ(แจ่มๆ โฮกๆ) จนอยากจะปักหลักอยู่สุโขทัยซะเลย 555 แอบฮาตรงที่กระเป๋ารถเมล์แซวน้องๆเขา แต่แซวแบบพี่แบบน้องประมาณนั้นแหละ คงจะเพราะขึ้นรถเจอหน้ากันทุกวันจนรู้จักชื่อ (จำชื่อได้คนนึง “น้องแนน” น่ารักมาก คริๆๆ) ที่ฮาอีกช็อตคือ ตอนผ่านสวรรคโลก พขร. ลืม พกส.(กระเป๋าเหรัญญิก)ไว้เฉย ต้องขับย้อนกลับไปรับ 555 (พวกฝรั่งที่นั่งมาด้วยมันคงจะงง)

กลับไปวันนั้นก็ไม่มีอะไรมาก เดินไปดูเทศกาลในตัวเมือง(คล้ายๆงานวัดประมาณนั้น) แล้วก็ได้เห็นสาวสุโขทัยสวยๆอีกหลายคน(อยากอยู่สุโขทัย! 555) สักพักก็เดินย้อนไปกินเบียร์ที่ chopper bar แบบเปล่าเปลี่ยว ก่อนจะกลับไปที่พัก ดูบอลหงส์แดงเป็นเพื่อนพนักงานโรงแรม แล้วขึ้นไปนอน(คืนนั้นหลับเป็นตายจริงๆ เหนื่อยมาก!)

ที่จริงยังมีเรื่องราวต่ออีกวัน เพราะกระผมต้องย้อนกลับไปเก็บตก “วัดศรีชุม” พร้อมด้วยเรื่อง romance นิดๆ(ตลอดอ่ะเอ็ง 555) แต่ขอจบแค่นี้ละกัน (เพราะมันทิ้งช่วงมาหลายวัน เหนื่อยจะเขียนด้วย)

ดูแขนผมซะก่อน “ไปสุโขทัยแค่ 2-3 วัน เหมือนไปอยู่เกาะ!” 555
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s