Just another WordPress.com site

**สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ROCK STAR (1)


‘Rock Star’ ฉายานี้ใช่ว่าจะได้มาแบบง่ายๆ ใช่เพียงร้องเพลงแหกปาก หรือเล่นดนตรีหนักๆ และใส่ชุดหนัง แล้วก็จะได้เป็นร็อคสตาร์ทันใด เพราะว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ!…


ร็อคสตาร์ไม่ได้วัดกันแค่เพียงภาพลักษณ์ภายนอก แต่ว่ามันต้องสะท้อนออกมาจากข้างใน!
โดย Bret Michaels นักร้องนำวง Poison เคยกล่าวไว้ว่า
“ในการเป็นร็อคสตาร์นั้น ส่วนหนึ่งมาจากภาพลักษณ์ และอีกส่วนหนึ่งมาจากทัศนคติ”
นอกจากทัศนคติที่ใช่แล้ว คุณยังต้องมีไฟ มีการแสดงที่โดดเด่น และมีแรงดึงดูด(แฟนๆ)
(ยังไม่นับเรื่องวิถี Sex, Drugs and Rock N’ Roll อีกด้วย!)

คราวนี้เราไปดูตัวอย่างกันซิว่า ร็อคสตาร์ดังๆ นั้น จะมีคุณสมบัติพิเศษอะไรกันบ้าง?

**หมายเหตุ** โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะพฤติกรรมบางอย่างของร็อคสตาร์เป็นความสามารถเฉพาะตัว ไม่ควรลอกเลียนแบบ

**ห้าวเป้ง!


ร็อคเกอร์ขวัญใจขาโจ๋แทบทุกคนคล้ายจะมีความ “ห้าว” อยู่ในสายเลือด อย่างในช่วงต้นยุค 60 ขณะที่ The Beatles ยังขายความใสอยู่นั้น ก็มีวงร็อคหน้าใหม่นาม The Rolling Stones ที่ทำตัวเป็นคู่ขนาน พวกเค้ามีความห่าม ดิบ เถื่อน เป็นจุดขาย จนถูกขนานนามว่าเป็น bad boy แห่งวงการเพลง สิ่งหนึ่งที่สร้างความแตกต่างก็คือ บนปกอัลบั้มแรกๆ นั้น แทนที่จะยิ้ม แต่สมาชิกทุกคนกลับทำหน้าบึ้งตึง แถมยังเคยมีการใส่คำโปรยว่า “คุณจะยอมยกลูกสาวให้แต่งงานกับ โรลลิ่ง สโตน มั้ย?” จนฮือฮามาแล้ว!

ยิ่งห้าวเท่าไร กิตติศัพท์ของห้าหนุ่ม Rolling Stones ก็ยิ่งขจรขจาย! ทั้งเรื่องราวของการทำตัวไม่แคร์สื่อ การถ่มน้ำลายใส่นักข่าว เนื้อหาเพลงสองแง่สองง่าม และโดยเฉพาะกับการถูกสาปส่งจากรายการทีวี Ed Sullivan Show หลังจากที่วงหินกลิ้งได้ไปก่อวีรกรรมเอาไว้ในการเป็นแขกรับเชิญครั้งแรก และ นักวิจารณ์ชาวอังกฤษเคยกล่าวถึง Rolling Stones เอาไว้ว่า “พวกเค้าทั้งวิตถาร ห้าว ป่าเถื่อน น่าชัง น่ารังเกียจ ไร้รสนิยม และเป็นพวกชอบล้อเลียน แต่ว่านั่นล่ะคือสิ่งที่ดีของพวกเค้า”

เชิญรับชม มาดเก๋า ห้าวเป้ง(รุ่นพ่อ) ของวงหินกลิ้งกันได้
กับโชว์เพลง ‘I Can’t Get No Satisfaction’ ในรายการ Ed Sullivan Show เมื่อปี 1966
(ว่าแต่ฟังเสียงกรี๊ดส์ของแหม่มสาวสมัยนั้นสิ! แฟนคลับเกาหลีสมัยนี้ เจอแล้วมีหนาว!! 555)

**ขบถ!

ขบถในที่นี้มีหลายระดับ ตั้งแต่ขบถต่อวงการเพลง ขบถต่อสังคม ไปยันขบถต่อการเมือง ประเทศชาติ และศาสนา!

Bob Dylan ถูกยกให้เป็นขบถตัวพ่อ เค้าถูกขนานนามว่าเป็นนักปฏิวัติเงียบ ศิลปินที่เสียงร้องไม่ค่อยเพราะแต่แต่งเพลงได้ราวบทกวีผู้นี้ เป็นผู้ให้กำเนิดดนตรีโฟล์คแบบใหม่ รวมทั้งบทเพลงเพื่อสังคมและบทเพลงต่อต้าน

เพลง “Mr. Tambourine Man” ของเค้าได้ถูกคนนำมาถกเถียงตีความนานหลายทศวรรษ และเพลงต่อต้านสงครามเวียดนามอย่าง “Blowin’ In The Wind” ก็เป็นเพลงต่อต้านแบบผู้ดีที่สะท้อนภาพความสูญเสียได้อย่างคมคายเหลือเกิน!

นอกจากนี้ Bob Dylan ยังได้ปฏิวัติวงการเพลงด้วยการปล่อยซิงเกิ้ล “Like A Rolling Stone” ในปี 1965 ที่มีความยาวเกิน 6 นาที ซึ่งขัดกับขนบของรายการวิทยุสมัยนั้นที่ไม่ยอมเปิดเพลงที่ยาวเกิน 3 นาทีเด็ดขาด แต่ท่ามกลางการคัดค้านของต้นสังกัด มันกลับกลายเป็นเพลงที่ดังที่สุดของ Dylan ไปเสีย! และในแง่ของดนตรี… นี่ถือเป็นการปฏิวัติตัวเองของเขา ด้วยการทิ้งกีตาร์โปร่งแล้วหันไปจับกีตาร์ไฟฟ้า ซึ่งสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับแฟนเก่าแฟนแก่ของเขาอย่างมาก จนแฟนเพลงคนหนึ่งถึงกับเคยตะโกนใส่ Dylan ว่า “ไอ้ยูดาส!”

พูดถึง Bob Dylan แล้วผมชอบเอ็มวีนี้ครับ คลาสสิคสุดๆ!
‘Subterranean Homesick Blues’

ใน สมัยที่วงการดนตรีพึ่งจะมี MV ใหม่ๆ Bob Dylan ก็นำเสนอวิธีการเล่าเรื่องแบบเก๋ๆโดยใช้แผ่นกระดาษคำพูดแบบง่ายๆอย่างที่ เห็นนี่แหละครับ! (โชคดีนะที่หา mv นี้เจอ หายากทีเดียวครับ ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะเคยดูในรายการบันเทิงคดีสมัยเด็กๆ)

นอกจากนี้ เรายังมีตัวอย่างความขบถของร็อคสตาร์รายอื่นๆ เช่น


– ราชันย์ร็อคแอนด์โรล Elvis Presley ท่าเต้นโยกคลึงของเค้านั้นเคยถูกแอนตี้อย่างหนักในช่วงแรกๆ โดยมีการต่อว่าต่อขานว่า มันเป็นท่าเต้นที่ยั่วยุกามารมณ์ และบ้างก็ว่า Elvis เป็นคนขาวที่พยายามจะเต้นแบบคนดำ จนรายการทีวีหลายรายการตัดปัญหาด้วยถ่ายเฉพาะช่วงบนของ Elvis เท่านั้น! แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครที่จะสามารถหยุดกระแสคลั่งไคล้นี้ไปได้

– David Bowie สร้างความแตกตื่นให้กับแฟนๆ ด้วยการประกาศตนว่าเป็น ‘ไบเซ็กช่วล’ ตั้งแต่ต้นยุค 70! ซึ่งเป็นยุคสมัยที่สังคมยังไม่เปิดรับเรื่องความหลากหลายทางเพศ และ Bowie เองก็ยอมรับอย่างซื่อๆ ว่าเคยใช้เรื่องนี้เป็นจุดขายด้วยซ้ำ! เขาเคยให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า “ผมคิดว่าการประกาศตนว่าเป็นไบเซ็กช่วลนั้นเป็นเรื่องพลาดอย่างมหันต์ ในยุโรป มันไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลย แต่ในอเมริกา มันทำให้ผู้คนเอาแต่จับจ้องผมด้วยประเด็นเรื่องนี้”

– Sex Pistols วงพังค์ร็อคที่ดังระเบิดในปลายยุค 70 หนุ่มๆ เหล่านี้มาจากชนชั้นกรรมาชีพของอังกฤษ พวกเค้าถือเป็นตัวจุดชนวนการปฏิวัติทั้งในแง่ของดนตรี แฟชั่น สังคม และยุคสมัย ลองนึกภาพของวงดนตรี 4 หนุ่มที่บ้าระห่ำ แต่งตัวแนวๆ รุ่งริ่งๆ (ซึ่ง Vivienne Westwood มีส่วนร่วมในการออกแบบด้วย) พวกเค้าร้องและเล่นแบบรั่วๆ พ่นคำหยาบเป็นว่าเล่น แถมด้วยเนื้อเพลงที่ยั่วยุหยอกเย้าวิพากษ์ท้าทายสังคม ทั้งหมดนี้ทำให้ Sex Pistols กลายเป็นปรากฏการณ์แห่งยุคที่ผู้คนโจษจัน!

Elvis กับท่าเต้นเขย่าโลกของเขา ในเพลง ‘Jailhouse Rock’

**โหด! (ชอบทำลาย)



เปรียบดั่งหยิน-หยาง ร็อคสตาร์ที่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์ ก็ล้นด้วยพลังทำลาย!

“การ พังกีตาร์” แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับวงการร็อคมานาน (ไม่เว้นแม้แต่ “น้าแอ๊ด” บ้านเรา ฮ่า~) แต่จากภาพจะเห็นได้ว่าภายใต้การทำลายล้างนั้นก็ยังมีการครีเอทอยู่ในตัว
[ซ้าย สุด] เป็นรูปของ Paul Simonon จากวง The Clash กำลังหวดเบสลงกับพื้น และมันได้ไปปรากฏอยู่บนปกอัลบั้มคลาสสิคอย่าง “London Calling” ด้วย [กลางล่าง] Pete Townshend แห่งวง The Who จ้วงกีตาร์เข้ากับแอมป์!
[ขวาสุด] Kurt Cobain แห่งวง Nirvana เหวี่ยงกีตาร์ฟาดพื้น
และ [บนสุด] แอ็คชั่นเด็ดสุดไม่มีใครเกิน Jimi Hendrix ที่ข่ม Peter Townshend ด้วยการเอากีตาร์มาแผดเผาบนเวทีในเดือนมีนา ปี 1967 และมันกลายเป็น 1 ในซีนเด็ดแห่งวงการร็อคยุค 60 ไปโดยปริยาย!

(ร็อคเกอร์ คนไหนจะพังกีตาร์ก็พังกันไป แต่ Santana ขอบาย! โดยเค้ากล่าวว่า “ผมไม่เคยลองทำมันเลยด้วยซ้ำ จะให้ผมยอมเสียอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่กีตาร์ของผม”)


วีรกรรม ‘เผากีตาร์’ ของ Jimi Hendrix บนเวทีที่ Monterey!!

**นำแฟชั่น!



ร็อคสตาร์ กับ แฟชั่น เป็นเหมือนของคู่กัน…
พวก เค้าทำให้หนุ่มๆทั่วบ้านทั่วเมืองอยากไว้ผมหรือแต่งตัวตาม (ไม่ว่าจะเป็นจิ๊กโก๋ หนุ่มเซอร์ เด็กแว้น เด็กแนว!) เรื่องทรงผมนี่ก็ต้องยาวๆ เซอร์ๆ ส่วนเรื่องเครื่องแบบนี่… ถ้าจะเอาแบบคลาสสิคขึ้นหิ้งเลยก็ต้องเป็น “แจ็คเก็ตหนัง-กะ-ยีนฟิตๆ” แค่นี้ก็เท่เหลือหลายแล้ว! อ้อ…ที่สำคัญกางเกงนี่ต้องฟิตเปรี๊ยะด้วยนะ! ไม่งั้นไม่มะ (ว่าแต่รูปซ้ายสุดนี่… บองโจวี่น้อยจะหายใจออกมั้ยเนี่ย? ;-P) รูปกลางนี่แน่นอน Gun N’ Roses ที่เคยแรงแบบสุดๆในยุค 80-90 (จะเห็นได้ว่าชาวเฮฟวี่เค้านำสมัย ใส่เดฟกันมานานแล้ว) ส่วนรูปขวาได้แก่วง The Strokes ที่ถือเป็นต้นแบบแฟชั่นให้กับเด็กแนวในยุค 2000 และทำให้กระแสขาเดฟกลับมาอีกระลอก

ฟิตเปรี๊ยะ หยั่งกะ ติดเทอร์โบ 55555

‘Livin’ On A Prayer’ ขอรับ

ศิลปิน “พังค์ร็อค” นี่ก็ถือเป็นอีกสายที่นำแฟชั่นมากๆ!

ใน ยุค 70 แฟชั่นพังค์ถูกขับเคลื่อนโดยศิลปินพังค์โดยเฉพาะจากฝั่งอังกฤษ และโดยหัวเรี่ยวหัวแรงอย่าง Malcolm McLaren กับ Vivienne Westwood (รายแรกเป็นผู้จัดการวงให้กับ New York Dolls และ Sex Pistols ส่วนรายหลังเคยเป็นแฟนกับ McLaren และปัจจุบันถือเป็น 1 ในแฟชั่นดีไซเนอร์ตัวแม่)

ลักษณะ เด่นของแฟชั่นพังค์ ได้แก่ เสื้อยืดที่สกรีนคำแรงๆ แจ็คเก็ตหนัง หรือเสื้อนอกแบบเซอร์ๆ ส่วนทรงผมนี่แนวพังค์จะนิยมทำผมชี้โด่เด่ หรือไม่ก็โมฮอว์คไปเลย บ้างก็ทำสีแบบแสบๆ

เอกลักษณ์ของแฟชั่น พังค์ก็คือความอิสระและการแหกกรอบ โดยมันเป็นชุดที่ดูไม่เรียบร้อย(เซอร์) และพลิกแพลงได้หลากหลายตามความชอบของผู้ใส่ นอกจากนี้มันยังสะท้อนภาพของความเป็นชนชั้นล่าง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เสื้อมือสองที่ดูเยินๆ รุ่งริ่ง หรือการตกแต่งชุดด้วยโลหะเงิน เช่น หมุดและโซ่

ปัจจุบันแฟชั่นพังค์ ได้มีวิวัฒนาการไปหลายแนว มีทั้งสายหลักอย่างเช่น Green Day หรือ My Chemical Romance รวมทั้งสายโกธิคและอีโม ที่มีจุดเด่นอาทิ การทาขอบตาดำ และแต่งตัวสีดำทึม

นี่แหละ โฉมหน้าของผู้นำแฟชั่นพังค์ Sex Pistols

**อินดี้! (สวนกระแส)



นี่ถือเป็นคุณสมบัติพิเศษของร็อคสตาร์บางรายที่ยากจะเลียนแบบได้!
อะไรที่มันกำลังดัง กำลังฮิต พวกเขาจะไม่ทำ… พวกเขาจะสวนกระแส ไม่แคร์สื่อ ไม่แคร์ตลาด!

หนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ Nirvana… ในยุค 90 ที่เฮฟวี่ยังครองตลาดเพลงร็อค และเพลงป็อบยังครองชาร์ต จู่ๆ Kurt Cobain กับวงของเขาก็พาแนวดนตรีกรันจ์เข้ามากระชับพื้นที่ แถมยังขย่มบัลลังก์ของคิงออฟป็อบ Michael Jackson ด้วยการนำอัลบั้ม “Nevermind” มาเขี่ยอัลบั้ม “Dangerous” ลงจากอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ด และนี่ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของแนวเพลงอัลเทอร์เนทีฟเลยก็ว่าได้!

Nirvana วงกรันจ์วงนี้แหละ ที่เคยพิชิต Michael Jackson ในชาร์ตบิลบอร์ดมาแล้ว!!

และสำหรับในปัจจุบัน ที่เพลงฮิพฮ็อพกับซาวด์อิเล็กโทรกำลังครองโลก และเพลงร็อคกำลังร่อแร่อยู่นั้น ใครเลยจะคาดคิดว่าวงดนตรีนอกกระแสที่ทำเพลงซาวด์เรโทรละเมียดๆอย่าง Arcade Fire และ Mumford & Sons จะกลายเป็นวงที่ขายดิบขายดี แถมยังได้เชิดหน้าชูตาบนเวที Grammy 2010 จนใครหลายคนต้องทึ่ง! (และเผลอๆหลายคนคงไม่เคยรู้จักสองวงนี้ด้วยซ้ำไป! 55)

ผมเชียร์วงนี้ครับ ‘Arcade Fire’ ของเค้าดีจริง

ในคลิปนี้เป็น MV เพลง “The Suburbs” ที่ได้ ผกก.แนวตัวพ่ออย่าง Spike Jonze มากำกับให้ (และมันก็ได้กลายเป็นหนังสั้นชื่อ ‘Scenes from the Suburbs’ ด้วย!)

อีกเพลงที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดี ได้แก่ “We Used To Wait” ที่พูดถึงการโหยหาความงามของอดีตที่แช่มช้า (โดยนักร้องนำ Win Butler ได้แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงมาจากความหลังครั้งวัยเยาว์ ที่เขาเขียน จม.รักไปแล้วเฝ้ารอการตอบกลับอย่างใจจดใจจ่อ ขณะที่ในปัจจุบันยุค 3-4 G อะไรๆก็เร็วปรู๊ดปร๊าดไปหมด / MV เพลงนี้มี interactive ให้แฟนๆได้ร่วมสนุกด้วยครับ โดยในเว็บนี้ http://www.thewildernessdowntown.com/ เมื่อเราใส่อีเมลของเราเข้าไป ฉากหลังใน MV จะเปลี่ยนไปตามโลเคชั่นจริงของเรา! โดยยึดตามแผนที่ใน Google Map)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s