Just another WordPress.com site

Post-BEATLES>> วันวาน ผันผ่าน… มิลืม มิเลือน… (3)


อาร์ตตัวพ่อ จอมขบถ จอห์น เลนนอน”

(สำหรับคนนี้คงต้องขอเล่า‘เยอะ’เป็นพิเศษหน่อยครับ เพราะนอกจากผมจะชอบเป็นการส่วนตัวแล้ว ชีวิตของจอห์นดูจะมีสีสันที่สุด เรียกว่าเป็นตัวชูโรงก็ว่าได้ และเป็นเหมือนตัวละครที่ทั้งเชื่อมโยงและขับเคลื่อนเพื่อนๆทั้งสามในหลายแง่)

นับตั้งแต่ตอนอยู่บีเทิลส์ จอห์นเป็นคนที่ไม่หยุดนิ่งและชอบทำอะไรสวนกระแสเสมอ บทเพลงของเค้าจึงเป็นที่กล่าวขานโจษจันทั้งในแง่บวกและลบ จอห์นเป็นศิลปินที่มีอุดมการณ์แรงกล้าและถ่ายทอดมันผ่านทางบทเพลงซึ่งเขา เชื่อว่าสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติสังคมได้

ผลงานของ จอห์นหลังยุคเดอะบีเทิลส์ส่วนใหญ่จะอยู่ในแนวทาง ’น้อยแต่มาก’ กล่าวคือภาคดนตรีเรียบง่าย ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น แต่เน้นไปที่เนื้อหาและอารมณ์เพลง

หลายเพลงของจอห์นมีความสดและดิบ ขณะที่บางเพลงก็มีการทดลองแบบสุดขั้วในแนวอะวองท์การ์ด หรือโปรโตพังค์-ที่เป็นต้นแบบของดนตรีพังค์ ตัวอย่างเช่น “Instant Karma!” ที่จอห์นทั้งแต่งและอัดให้เสร็จภายในวันเดียว และมันให้อารมณ์เพลงแบบกระแทกกระทั้น

นอกจากนี้เมียสุดรักของเค้า “โยโกะ โอโนะ” ก็ถือว่ามีอิทธิพลต่อผลงานของจอห์นไม่น้อย (ปกติจอห์นเองก็อาร์ตอยู่แล้ว แต่เมื่อมาเจอกับโยโกะที่เคยเป็นศิลปินสำนักอะวองการ์ด มันก็เหมือนกับ “อาร์ตตัวพ่อโคจรมาเจอกับอาร์ตตัวแม่” 55) ดังจะเห็นได้จากการที่จอห์นชอบดึงเอาโยโกะมาแจมเพลงด้วยเสมอ หรือแต่งเพลงให้เธอเพลงแล้วเพลงเล่า และแม้แต่ตั้งวงซูเปอร์กรุ๊ปเฉพาะกิจอย่าง The Plastic Ono Band ขึ้นมา

อัลบั้มหนึ่งของจอห์นที่ได้รับการกล่าวขานที่สุด ได้แก่ “Imagine” (ค.ศ. 1971) โดยเพลงชูโรงอย่าง Imagine นั้นได้กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ มันมีเพลงรักอ่อนหวานอย่าง Oh My Love และเพลงรักบาดลึกอย่าง Jealous Guy รวมไปถึงเพลงตลกร้ายอย่าง How Do You Sleep? ที่เขาแต่งขึ้นมาเพื่อโต้ตอบเพลง Too Many People ของสหายเก่า‘พอล’โดยเฉพาะ (แต่จอห์นแรงกว่า แขวะกลับไปหลายดอก! 55) เสน่ห์อีกอย่างของเพลงนี้ก็คือการได้สหาย‘จอร์จ’มาช่วยเล่นสไลด์กีตาร์ให้

Imagine…

How Do You Sleep? เพลงที่จอห์นแต่งมาตอบโต้อดีตสหายรักอย่าง “พอล” โดยเฉพาะ (เพลงนี้อินจริงๆ อารมณ์แบบว่าัมาเต็มมากๆ 55)

ท่อนเด็ดท่อนหนึ่ง ไ้ด้แก่ “The only thing you done was yesterday / And since you’ve gone you’re just another day” (สิ่งที่นายทำน่ะก็วนเวียนอยู่แต่กับเมื่อวาน / แล้วพอจากไปนายก็ทำได้แค่อีกวันหนึ่ง) ซึ่งเป็นการล้อเลียนชื่อเพลง YESTERDAY ที่พอลแต่งไว้สมัยบีเทิลส์ ส่วนเพลง ANOTHER DAY ก็เป็นเพลงของพอลตอนเป็นศิลปินเดี่ยวนั่นเอง

และเดือนธันวา 1971 “Happy Xmas (War Is Over)” ก็ได้กลายเป็นซิงเกิลสุดฮือฮา เมื่อจอห์นใช้มันในการรณรงค์ต่อต้านสงครามเวียดนาม พร้อมกับขึ้นป้ายโฆษณาใน 12 เมืองใหญ่ทั่วโลก จนทางการสหรัฐหมายหัวจอห์นในฐานะผู้ปลุกปั่น และมันทำให้เขาต้องถูกระงับกรีนการ์ดนานถึง 5 ปี


ระหว่างบินเดี่ยว จอห์นยังไม่เคยมีเพลงขึ้นอันดับ 1 ในสหรัฐเลย…
จนกระทั่งปี 1974 ที่เค้าจับคู่กับเอลตัน จอห์น ออกเพลงเซ็กซี่อย่าง “Whatever Gets You Thru the Night”

โดยป้าเอลตันท้าพนันลุงจอห์นว่า “ถ้าเพลงนี้ได้ที่หนึ่งล่ะก็…ตัวจะต้องไปเป็นแขกรับเชิญให้กับคอนเสิร์ตของเค้านะ” (และผลลัพธ์ก็คือ จอห์นไปร่วมแจมกับเอลตันในคอนเสิร์ตที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ซึ่งถือเป็นการขึ้นเวทีใหญ่ครั้งสุดท้ายของเค้าด้วย)

ต่อมาในปี 1975 จอห์นช่วยแต่งเพลง “Fame” ให้กับ David Bowie และมันได้อันดับ1

หลังจากนั้นจอห์นก็ทิ้งทวนด้วยเพลง “Stand By Me” ก่อนจะหายจากวงการไปเลี้ยงลูกรักอย่าง “ชอน” นานถึง 5 ปี!

จอห์นหวนคืนสู่วงการในปี 1980 กับอัลบั้ม Double Fantasy…
ที แรกมันมีกระแสแผ่วมาก แต่หลังจากที่เค้าถูกฆาตกรรม มันก็จุดกระแสให้อัลบั้มนี้โด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วโลก โดยเพลง “(Just Like) Starting Over” นั้นขึ้นอันดับ 1 ทั้งในอเมริกาและอังกฤษ ส่วนตัวอัลบั้มนั้นก็กลายเป็นงานเดี่ยวที่ขายดีที่สุดของจอห์นไปโดยปริยาย

(Just Like) Starting Over…
เพลงนี้เป็น เพลงที่ติดหูผมมากที่สุดเพลงหนึ่ง เพราะตอนเด็กมีซีรี่ส์ญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งที่ฉายทางช่อง5 ใช้เพลงนี้เป็นซาวด์แทร็ค เรียกว่าได้ฟังมันทุกวันเลยล่ะครับ 55 (ไม่ค่อยแน่ใจชื่อละคร แต่เรื่องนั้นน่าจะมี ชินโง คาโทริ เล่นกับนางเอกสักคน)


ช่วงนี้ก็ขอคั่นระหว่างบรรทัด…ด้วยเกร็ดชีวิตของจอห์นที่น่าสนใจ

The Lost Weekend

หลัง ตัดสินใจแยกทางกับโยโกะ โอโนะ ในปี 1973 มีช่วงเวลาที่จอห์นเรียกว่า “The Lost Weekend” (วันหยุดยาวที่เผลอพลัดหลง) โดยเขาหันไปคบกับกิ๊กหมวย “เมย์ แปง” เป็นเวลานาน 18 เดือน (และที่มาที่ไปของคู่นี้ออกจะแปลกๆ เพราะทีแรกอาเมย์ทำงานเป็นผู้ช่วยให้กับจอห์นและโยโกะ แต่ ณ ตอนนั้นพอโยโกะแยกทางกับจอห์นแล้ว เธอก็ยุให้เมย์ลองคบกับจอห์นดู โดยบอกด้วยว่า “เค้าน่ะชอบเธอเอามากๆ” )

มันเป็นช่วงที่ จอห์นใช้ชีวิตอย่างสุดแสนอิสระ(ออกจะสำมะเลเทเมา 55) แต่ก็มีเรื่องราวที่ดีๆอยู่ในนั้น โดยเมย์เป็นคนเชียร์ให้จอห์นติดต่อและนัดพบ “จูเลี่ยน” ลูกชายที่เค้าไม่ได้เจอหน้ามานาน 2 ปี และจอห์นยังได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเพื่อนๆในวงบีเทิลส์อีกด้วย

แต่พอครบ 18 เดือนแล้วก็หมดโปรโมชั่น! (เพราะเจ๊โยโกะมาทวงสาละมีตัวดีคืน 55)

และในช่วง Lost Weekend นี้ก็เป็นจังหวะที่ “จอห์น” กับ “พอล” พักรบหลังจากที่เขม่นกันมาได้ 3-4 ปี โดยทั้งคู่ได้มาแจมดนตรีกันด้วย พร้อมกับเพื่อนร่วมวงการหลายคนรวมทั้งสตีวี่ วอนเดอร์ และต่อมามันได้กลายเป็นอัลบั้มบู๊ทเลคที่ใช้ชื่อว่า “A Toot and A Snore in ‘74”

พ่อบ๊าน…พ่อบ้าน


หลังจากที่ จอห์นกลับมาคบกับโยโกะ เธอก็ตั้งท้อง แต่ทีแรกโยโกะยืนยันที่จะเอาเด็กออก เพราะเธอเคยแท้งกับจอห์นมาแล้วถึง 3 หน เธอบอกกับจอห์นว่า “จะยอมมีลูกให้ ถ้า…จอห์นยอมเป็นพ่อบ้าน” ซึ่งจอห์นก็ตกปากรับคำ. . .

และ พอลูกชายคนที่สองของเค้า “ชอน” คลอดเมื่อวันที่ 9 ตุลา 1975 จอห์นก็ถอนตัวจากวงการเพลงนาน 5 ปีเพื่อมาเป็นพ่อบ้านดูแลครอบครัว ตื่นแต่เช้ามาเลี้ยงลูก ว่างๆก็ทำงานศิลปะและงานเขียน ยกเว้นไว้เพลงเดียวคือ “Cookin’ (In the Kitchen Of Love)” ที่เค้าแต่งให้เพื่อนรักอย่าง “ริงโก้” เมื่อปี 1976

การตายอย่างไม่คาดฝัน…

ปี 1980 หลังจากที่จอห์นพึ่งคัมแบ็คได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น… ในคืนวันที่ 8 ธันวาคม ระหว่างที่เค้ากับโยโกะกำลังจะกลับเข้าอพาร์ทเมนท์ในนิวยอร์ก จอห์นถูก “มาร์ค เดวิด แช็ปแมน” ยิงจากข้างหลัง 4 นัด ทั้งที่ในเย็นวันนั้นเค้าเองพึ่งจะเซ็นปกอัลบั้มชุด Double Fantasy ให้กับแฟนเพลงผู้นี้มาหมาดๆ และเพียงชั่วครู่จอห์นก็สิ้นใจที่โรงพยาบาลรูสเวลท์ เค้าด่วนจากเพื่อนๆบีเทิลส์ไปก่อนในวัยเพียง 40 ปี…

วันถัดมาหลังการตายของจอห์น โยโกะกล่าวไว้ว่า “ไม่มีงานศพสำหรับจอห์น… จอห์นรักและสวดภาวนาให้แก่มวลมนุษย์ ได้โปรดภาวนาเช่นเดียวกันเพื่อเค้า”


“พอล” เคยให้สัมภาษณ์ว่าการสนทนาครั้งสุดท้ายของเค้ากับจอห์นเป็นไปด้วยดีฉันท์ มิตร โดยพอลโทรไปหาจอห์นก่อนที่เขากับโยโกะจะออกอัลบั้ม Double Fantasy และจอห์นที่พักงานไปเป็นพ่อบ้านหลายปียังพูดติดตลกกับพอลว่า “แม่บ้านคนนี้อยากมีงานทำ”

อีกเรื่องที่น่าสนใจของทั้งคู่ก็คือ “การพบกันครั้งสุดท้ายของจอห์น-พอล” เมื่อเดือนเมษา ปี 1976

โดยพอลไปเยี่ยมจอห์นที่บ้าน และทั้งคู่นั่งดูรายการ Saturday Night Live ที่พิธีกรปล่อยมุกว่า “จะจ่ายให้ 3,000 เหรียญถ้าสี่เต่าทองกลับมารวมวงกันในรายการนี้!” และทีแรกทั้งคู่นึกสนุกคิดจะไปสตูดิโอจริงๆ แต่บังเอิญว่าเหนื่อยเกินก็เลยเปลี่ยนใจ

เรื่องราวดังกล่าวได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นหนังทีวีของอังกฤษเรื่อง “Two of Us” ด้วย

สำหรับ “จอร์จ” แล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะเลือกข้าง “จอห์น” ในศึกศักดิ์ศรีระหว่างจอห์น-พอล…
แต่ ในช่วงปีท้ายๆก่อนที่จอห์นจะจากไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ค่อยจะราบรื่นนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความชิงชังในตัวโยโกะ โอโนะ ที่มีมายาวนาน (โดยเขาไม่ชอบที่โยโกะเข้ามาก้าวก่ายเรื่องภายในของเดอะบีเทิลส์ และคิดว่าเธอเป็น 1 ในตัวต้นเหตุที่ทำให้บีเทิลส์วงแตก) นอกจากนี้ในปี 1980 จอร์จได้ออกหนังสืออัตชีวประวัติ “I Me Mine” และกล่าวถึงจอห์นแบบผ่านๆเหมือนแกล้งประชด ซึ่งทำให้จอห์นรู้สึกโกรธเคืองมาก (เพราะสมัยอยู่บีเทิลส์ จอห์นคิดว่าเค้าดูแลจอร์จดีไม่แพ้ใครเหมือนเป็นน้องชายแท้ๆ) จอร์จรู้สึกผิดจึงโทรไปฝากข้อความไว้ แต่จอห์นไม่ยอมโทรกลับ และทั้งสองก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย…

จอร์จเคยกล่าวในภายหลังว่า “ตลอดเวลาที่พวกเราผ่านพ้นมาด้วยกัน ผมรู้สึกรักและเคารพในตัวจอห์นมาก ผมรู้สึกช็อคและอึ้ง การปล้นชีวิตเป็นการปล้นที่เลวร้ายบาปกรรมที่สุด”

เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่การล่วงลับของจอห์น…
จอร์จ ได้นำเพลง “All Those Years Ago” ที่เคยแต่งไว้ให้ริงโก้และมีเนื้อหาเกี่ยวกับการย้อนรำลึกอดีตสมัยอยู่บี เทิลส์มาดัดแปลงใหม่ โดยมีการแต่งเติมเนื้อหาเกี่ยวกับตัวตนและอุดมการณ์ของจอห์นเข้าไป ที่สำคัญเพลงนี้ได้เพื่อนๆที่เหลืออย่างพอล และริงโก้ มาร่วมขับขานบรรเลงด้วย


Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s