Just another WordPress.com site

post-BEATLES >> วันวาน ผันผ่าน… มิลืม มิเลือน… (1)


ในฐานะแฟนรุ่นหลังของวงสี่เต่าทอง ตัวผมเอง(และเชื่อว่าอีกหลายคน)ไม่ค่อยจะทราบเรื่องราวและความเป็นไปหลังจาก ที่ทั้งสี่ได้แยกย้ายจากกันไปเท่าใดนัก กระผมก็เลยอยากถือโอกาสนี้เรียบเรียงเรื่องราวของสมาชิกทั้งสี่ ทั้งในแง่ของผลงาน เกร็ดชีวิตคร่าวๆ และทายาท นำมาถ่ายทอดให้กับแฟนาฟุแฟนของ The Beatles หนึ่งในวงดนตรีที่มีผู้คนนิยมชมชอบมากที่สุดในโลก

ในช่วง ปลายยุค60 ซึ่งเป็นช่วงบั้นปลายของวง The Beatles นั้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นไปอย่างลุ่มๆดอนๆมาตลอด พอล แม็คคาร์ทนีย์ซึ่งเป็นเหมือนแกนนำของวงคิดว่าสาเหตุหลักเป็นเพราะพักหลังๆ ทางวงไม่ได้เล่นดนตรีสดร่วมกันเลย 3 ปี (นับตั้งแต่ปี1965) และพวกเขากลายสภาพเป็นศิลปินห้องอัดชนิดต่างคนต่างทำ ตัวใครตัวมัน ดังนั้นหลังจากอัดเสียงชุด “White Album” เสร็จในปี 1968  พอลจึงคิดว่าวิธีที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ในวงและเรียกไฟในการทำงานกลับมาก็ คือ การกลับมารวมวงซ้อมให้เร็วที่สุด และ Back to basic กลับสู่พื้นฐาน โดยเน้นที่การเล่นร่วมกันเป็นวง ใช้เทคนิคห้องอัดและการอัดทับ(overdub)ให้น้อยที่สุด ซึ่งพอลเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆปลุกสปิริตและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว กันเหมือนในสมัยปีแรกๆกลับมาได้

สมาชิกอีก 3 หน่อไม่ค่อยจะปลื้มกับไอเดียของพอลเท่าไรนัก เพราะพวกเขาพึ่งจะใช้เวลาไป 5 เดือนเต็มๆกับอัลบั้มก่อนหน้า และโดยเฉพาะจอร์จนั้นยี้แนวคิดที่จะให้วงกลับไปทัวร์คอนเสิร์ตเป็นพิเศษ เพราะเค้าเหนื่อยหน่ายกับความหฤโหดของการออกทัวร์ในสมัยบีเทิลส์มาเนีย แต่ทั้งเขาและจอห์นต่างก็เห็นชอบในไอเดียสูงสุดคืนสู่สามัญ หลังจากที่พวกเขาได้บรรลุอรหันต์ในสตูดิโอไปแล้วในอัลบั้ม “Revolver” กับ “Sgt. Pepper” ที่มีการใช้เทคนิคสังเคราะห์เสียงอย่างไม่บันยะบันยัง

แต่ ปรากฏว่าพอเอาเข้าจริงๆ แผนการของพอลนั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย โดยเพื่อนๆคิดว่าพอลเจ้ากี้เจ้าการ พอเจอหน้ากันบ่อยๆแล้วแทนที่จะยิ่งรักกัน ก็กลับกลายเป็นว่ายิ่งทะเลาะกันหนักข้อ (เรียกได้ว่ายิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ!) แถมไอเดียการถ่ายทำหนังระหว่างที่ทั้งสี่กำลังเข้าห้องอัดก็กลายเป็นเสมือนเรียลลิตี้โชว์ที่แฉความแตกแยกของพวกเขาไปเสียฉิบ (ว่ากันว่าบางครั้งถึงกับมีการลงไม้ลงมือกัน และภาพเหล่านั้นได้ถูกตัดทิ้งไป) ในการบันทึกเสียงอัลบั้ม “Let It Be” นั้นจอร์จเคยวอล์กเอาต์หายไป 1 อาทิตย์ และจอห์นที่โกรธกันถึงกับเคยเสนอว่า “ให้วงไปดึงเอริก แคล็ปตัน เข้ามาแทนซะ!” แต่อีกสองคนคัดค้าน และในภายหลังจอห์นเองก็ขอลาออกจากวงแบบเงียบๆตั้งแต่ปลายปี 1969

คอนเสิร์ตบนดาดฟ้าของบริษัท Apple ค่ายเพลงของสี่เต่าทองในเมืองลอนดอน เมื่อวันที่ 30 มกรา 1969 ถือเป็นการแสดงสดครั้งแรกในรอบหลายปี รวมทั้งเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของเดอะบีเทิลส์ด้วย พวกเขาได้เล่นไปทั้งหมด 5 เพลง เช่น ‘Don’t Let Me Down,’ ‘I’ve Got A Feeling,’ และ ‘Get Back’ ก่อนที่ตำรวจจะขึ้นมายุติการแสดงครั้งนั้น

อัลบั้ม “Let It Be” ออกเมื่อเดือนพฤษภา 1970 ไล่เลี่ยกับการประกาศแยกวงของเดอะบีเทิลส์อย่างเป็นทางการ…


ทีนี้เราไปดูกันซิว่าหลังจากที่สี่เต่าทองแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางแล้ว พวกเค้าไปทำอะไร มีผลงานอะไรกันบ้าง…

เริ่มต้นกันที่พี่ใหญ่อารมณ์ดี “ริงโก สตาร์”


หลังบินเดี่ยวริงโกประสบความสำเร็จพอสมควรและยังประคองตัวมาได้จนถึงปัจจุบัน (แต่เมื่อเทียบผลงานกับเพื่อนๆที่เหลือแล้ว งานเดี่ยวของริงโก้ดูจะโดดเด่นน้อยที่สุด)

ในช่วงต้นทศวรรษ 70 เพลงของเค้าหลายๆเพลงติดท็อปเท็นในสหรัฐ และมีเพลงอันดับหนึ่งอยู่ 2 เพลง ได้แก่ “Photograph” กับ “You’re Sixteen” แต่ที่น่าขันก็คือเพลงของเค้าไม่เคยติดอันดับหนึ่งที่อังกฤษบ้านเกิดของตัวเองเลย

ความอัศจรรย์ของริงโกก็คือ…
เค้าเป็น เพียงคนเดียวในเดอะบีเทิลส์ ที่สามารถดึงเพื่อนๆที่เหลือทั้งพอล จอห์น และจอร์จ มาทำงานร่วมกับเค้าได้ (ทั้งนี้เพราะริงโก้เป็นสี่เต่าทองที่เพื่อนๆรักมาก เค้าไม่คิดเป็นศัตรูกับใครเลย) โดยอัลบั้มดังกล่าวมีชื่อว่า “Ringo” ออกในปี 1973

สำหรับผม เพลงหนึ่งของริงโก้ที่น่าจดจำที่สุด ได้แก่ “It Don’t Come Easy” (ค.ศ. 1971) ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกในอังกฤษของริงโก้ในฐานะศิลปินเดี่ยว โดยเพลงนี้ได้ “จอร์จ” มาช่วยแต่งและเล่นกีตาร์ให้ด้วย

พอตั้งแต่ปลายยุค 70 เป็นต้นมา ความสำเร็จในฐานะศิลปินเดี่ยวของเค้าก็ค่อยๆถดถอยลง แต่ก็ยังพอถูไถไปได้ด้วยบารมีเก่า ในยุค 80 ริงโก้เงียบหายไปหลายปีดีดักก่อนจะกลับมาพร้อมกับอัลบั้ม “Ringo Starr & His All-Starr Band” ในปี 1990

ซึ่งต่อมา All-Star Band ได้กลายเป็นคณะดนตรีพิเศษของเค้าที่ออกทัวร์มานานกว่า 2 ทศวรรษ โดยมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสมาชิกในวงอยู่ตลอดไม่ซ้ำหน้า (ถึงปัจจุบันมีมาแล้ว 11 ไลน์อัพ)

คลิปนี้เอาโชว์ของวง All Starr Band ไปชมกันครับ
ในเพลง “Yellow Submarine” ซึ่งเป็น 1 ในเพลงเก่งของริงโก้เองตั้งแต่สมัยอยู่บีเทิลส์

ริงโก้น่าจะเป็นสี่เต่าทองที่มีผลงานทางการแสดงมากที่สุด โดยเค้ามีผลงานหลากหลายมาก ทั้งดาราจอเงินจอแก้ว หนังสารคดี ผู้กำกับ พิธีกรทีวี นักพากย์การ์ตูนและรายการเด็ก

ในปี 1981 ริงโก้ได้เป็นพระเอกหนังตลกยุคหินเรื่อง “Caveman” (ซึ่งเป็นผลงานของค่ายหนัง Handmade Films ที่มีสหายจอร์จเป็นโปรดิวเซอร์)


Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s