Advertisements

Just another WordPress.com site

My name is ‘PRINCE’ and I’m FUNKY


I just can’t believe all the things people say (Controversy)
Am I black or white? Am I straight or gay? (Controversy)
Do I believe in God? Do I believe in me? Yeah (Controversy)  

 

ดำหรือขาว? แมนหรือเกย์? นับถือพระเจ้าหรือซาตาน? อัจฉริยะหรือวิตถาร?

เนื้อเพลง Controversy ข้างบนคงจะบ่งบอกตัวตนของหนึ่งเดียวคนนี้ที่มีนามว่า Prince ได้เป็นอย่างดี

ตลอด 3 ทศวรรษนักดนตรีพรสวรรค์ที่เล่นเครื่องดนตรีได้มากกว่า 20 ชิ้นผู้นี้ ได้ฝากผลงานเพลงไว้กว่า 30 อัลบัม และทำยอดขายทั่วโลกได้ถึง 100 ล้านชุด

 

 

 

อาทิตย์ก่อนอยู่ๆผมก็นึกถึงศิลปินขวัญใจสมัยม.ต้นผู้นี้ขึ้นมา หลังจากที่ไม่ได้ฟังเพลงของเค้าเสียนาน…

พอได้กลับมาฟังเพลง ได้ดู MV ของเค้ามากๆเข้า มันก็ถลำลึกและยิ่งอยากค้นหา ความคลั่งไคล้ในวัยเยาว์กลับคืนมา

ก่อนอื่นต้องสารภาพตรงๆว่า… ตั้งแต่หลังปี 1995 มานี้ ผมแทบไม่ได้ติดตามผลงานของเค้าเลย 

ก่อนหน้ารู้อยู่แค่ว่า prince ไปงัดข้อกับค่าย Warner อย่างแรง แล้วผลงานช่วงนั้นของเค้าที่เปลี่ยนชื่อตัวเองจาก prince มาเป็น  ก็แป้กไปพักหนึ่ง เพราะปัญหากับต้นสังกัด และมันเป็นยุคเปลี่ยนผ่านทางดนตรีที่เพลง pop แบบเก่าๆกำลังตาย และมีเพลง hip-hop และเพลง rock แบบใหม่ๆเข้ามาแทนที่

 

พอได้ตามดูตามอ่านไปเรื่อยๆก็ต้องทึ่งครับ!!

หมอนี่เป็นแมวเก้าชีวิตจริงๆ เพราะหลังแป้กไปสี่ซ้าห้าปี ทั้งเปลี่ยนค่ายเปลี่ยนวงแบ็คอัพใหม่

แต่สุดท้ายเค้าก็กลับมาจนได้ แถมกลับมาแบบยิ่งใหญ่และบรรเจิดโดยที่ไม่มีเรื่องวัยมาเป็นอุปสรรค ถึงตัวจะแก่แต่เพลงของเค้าก็ไม่ได้แก่ตาม

(แต่หน้าก็ไม่แก่ด้วยนะ คงจะต้องพึ่งคุณน้องโบท็อกซ์ไม่น้อย Smile with tongue out)

โดยหลังออกจาก Warner เค้าก็ค่อยๆคืนฟอร์มทำผลงานเพลงในแบบที่ตัวเองถนัด และได้สำแดงพลังทางดนตรีที่ล้นเหลืออย่างอิสระ ตัวอย่างเช่นผลงานชุด “Musicology” ที่มีเฉดของความเป็นบลูส์และร็อคแอนด์โรลอยู่เยอะ   “3121” ที่มีแนวดนตรีหลากหลายโดยซิงเกิลหลักอย่าง Te Amo Corazón’ เป็นเพลงแนวสแปนิชโฟล์คแบบเบาๆ และ ‘Black Sweat’ เพลงเต้นแนว pop funk ล้ำๆ ภายใต้คอนเซ็ปต์มินิมัลลิสต์ที่แสนจะโดดเด่นและมีกลิ่นอายแบบฮิปฮ็อปตามสมัยนิยม

   

     http://www.twitvid.com/player/OZSIB

  

  

 เค้าได้แหกกรอบตัวเอง จากที่เคยแต่แ่ต่เพลงให้คนอื่น ก็ลองหยิบยืมเอาเพลงของคนอื่นมาร้องบ้าง โดยหลังแหกคอกออกจากค่าย Warner ได้สำเร็จ ในอัลบัม Emancipation เ้ค้าได้คัฟเวอร์เพลงดังๆอย่าง ‘One of Us,’ ‘I can’t make you love me’ และ ‘La-La Means I Love You’ นอกจากนั้นหลายๆเพลงในชุดนี้เค้าได้แต่งเพื่ออุทิศให้กับลูกที่เสียชีวิตไปหลังจากที่ลืมตาออกมาดูโลกได้แค่ปีเดียว

 

ช่วงปี 2001-2003 เค้าได้ทดลองออกผลงานเพลงแนว Jazz ถึง 2 ชุด ที่ถึงแม้จะล้มเหลวทางด้านยอดขาย แต่บ้างว่านี่ถือเป็นการค้นหาทางจิตวิญญาณของ Prince

 

ในปี 2006 Prince ได้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Happy Feet” นั่นคือเพลง Song of the Heart ที่พิชิตรางวัลลูกโลกทองคำในปีถัดมา

(ย้อนกลับไปในปี 1989 Prince เคยประสบความสำเร็จอย่างมากกับการทำเพลงซาวด์แทร็คให้กับหนัง Batman ภาคแรกภายใต้การกำกับของ Tim Burton การร่วมงานกันของอัจฉริยะเพี้ยนๆทั้งสองถือเป็นการผสมผสานทางเคมีที่ลงตัวอย่างน่าทึ่ง)

  

 http://www.youtube.com/watch?v=E6139eSChNI

 

 

 

 

 

ประเด็นหนึ่งที่น่าศึกษามากๆก็คือเรื่อง “Music Marketing” ที่ต้องยอมรับว่า Prince กับทีมงานการตลาดปรับตัวได้ดีมากๆในยุคที่อุตสาหกรรมดนตรีตกต่ำ

โดยในต้นทศวรรษ 2000 เค้าได้หันไปเล่นกับตลาดออนไลน์ มีการออกเพลงใหม่ๆผ่านทางเว็บ NPGMusicClub ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี รวมไปถึงการตามกระแสจัดจำหน่ายเพลงทาง iTunes แต่แล้วล่าสุดในปี 2010 หลังจากที่ปิดเว็บไซต์ของตัวเองไปได้พักใหญ่ อยู่ๆเค้าก็มาแปลก! โดยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษไว้ว่า “อินเตอร์เน็ตได้ตายไปแล้ว!” โดยในยุคหลังปี 2005 เค้าได้หันมาเน้นการตลาดแบบเข้าถึงตัวแฟนๆ เช่น การจำหน่ายซีดีพ่วงกับบัตรคอนเสิร์ต (ถ้าใครไม่เอาซีดีก็หักเงินส่วนนั้นไป) รวมถึงวิีธีการที่ออกจะดูโลว์ๆอย่างการแถมซีดีกับสื่อสิ่งพิมพ์ดังๆในยุโรป อาทิ Rolling Stone (เยอรมัน), Courrier (ฝรั่งเศส) และ The Mail กับ Daily Mirror (อังกฤษ) แต่วิธีการเหล่านี้ก็ให้ผลตอบรับที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อและมีส่วนช่วยให้อัลบัมของเค้าทำยอดขายได้เกินล้านชุดมาแ้ล้วหลายหน โดยหลังออกอัลบัมใหม่ “20Ten” เค้าได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ผมไม่รู้ว่าทำไมผมจะต้องให้เพลงใหม่ๆกับไอจูนส์หรือใคร พวกเค้าไม่ได้ให้เงินล่วงหน้าแก่ผมเลย แถมยังมีหน้ามาโกรธเมื่อพวกเค้าไม่ได้สตางค์ พวกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดิจิตอลทั้งหลายใช่ว่าจะดีไปเสียหมด พวกมันดีแต่กรอกตัวเลขเข้าหัวคุณและมันไม่ดีสำหรับคุณเลย”    

 

นอกจากนี้เค้ายังขยันออกไปหาสื่อมากขึ้น จากเดิมที่ค่อนข้างจะเล่นตัว…..

ในปี 2006 เค้าไปออก Saturday Night Life เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี

นอกจากนั้นยังไปออกรายการต่างๆเช่น The Tonight Show with Jay Leno และไปแสดงให้กับเกมกีฬายอดฮิตของอเมริกันชนอย่าง Super Bowl ที่นอกจากจะเป็นตัวช่วยพยุงสถานะซูเปอร์สตาร์ของเค้าไว้แล้ว มันยังมีส่วนสำคัญสำหรับเค้าในการโปรโมตทั้งอัลบัมและคอนเสิร์ต โดย Prince นั้นจัดว่าเป็นศิลปินคนหนึ่งที่ทำเงินจากการแสดงคอนเสิร์ตได้เป็นอันดับต้นๆเลยทีเดียว (ในปี 2004 นิตยสาร Rolling Stones เึคยจัดอันดับให้ Prince เป็นศิลปินที่ทำเงินได้มากที่สุด โดยมีรายได้ปีละ 56 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหลักๆเป็นรายได้มาจากคอนเสิร์ต)

 

 

  

Prince กับวงแบ็คอัพคู่ใจตั้งแต่อดีต The Revolution ในยุค80 ตามด้วย New Power Generation ยุค90 และไลน์อัพ ณ ปัจจุบัน

 

  

สำหรับใครที่ไม่เคยรู้จัก Prince มาก่อน…..

เขาคือศิลปินซูเปอร์สตาร์แห่งยุค 80-90 ที่ดังทัดเทียมกับ Michael Jackson และ Madonna

เป็นนักดนตรีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ เป็นนักร้องเจ้าของเสียงทรงพลังที่มีเรนจ์เสียงกว้างมาก และมีเสียงร้องแบบฟัลเซ็ตโต้ที่เป็นเอกลักษณ์ (ฟัลเซ็ตโต้คือการร้องหลบเสียงหรือดัดเสียงของผู้ชายที่ฟังดูแล้วคล้ายเสียงผู้หญิง) 

โดยอัลบัมที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเค้าคือซาวด์แทร็คจากหนังที่ตัวเองเล่นเองร้องเอง “Purple Rain” ซึ่งทำยอดขายไปได้ร่วม 20 ล้านชุด และถือเป็นประวัติการณ์ที่จะมีศิลปินที่สามารถครองอันดับ 1 ในชาร์ทได้ทั้งหนังและเพลงพร้อมๆกันเช่นนี้

 

เขาคือศิลปินผู้สร้างปรากฏการณ์ไว้มากมายทั้งในแง่บวกและลบ

สิ่งที่ทำให้เค้าแตกต่างจากซูเปอร์สตาร์ทั่วไปก็คือ “เค้าเป็นศิลปินที่ทั้งร้องเอง เล่นเอง แต่งเพลงเอง โปรดิวซ์เอง” เรียกว่าเหมาหมดทุกอย่าง

ในวัยเพียง 18 ปี Prince ได้เซ็นสัญญากับค่าย Warner และถือเป็นศิลปินรายแรกๆที่ได้สิทธิ์ในการทำเพลงอย่างอย่างอิสระโดยไม่มีผู้ใดมาก้าวก่าย

 

Prince เป็นผู้บุกเบิกซาวด์ดนตรี Minneapolis

มันคือดนตรีป็อบที่วิวัฒนาการขึ้นมาจากการผสมผสานของแนวดนตรีระหว่างฟังค์, ป็อบ, ร็อค, อาร์แอนด์บี และนิวเวฟ ในช่วงปลายทศวรรษ 1970

 (สำหรับผม จุดสังเกตง่ายๆคือมันเป็นเพลงป็อบที่เน้นท่วงทำนองของฟังค์ ฟังแล้วจะลอยๆวิ้งๆ แต่ตามทฤษฎีเท่าที่อ่านมาคือ มันใช้ซินธิไซเซอร์แทนที่พวกเครื่องเป่า, จังหวะจะเร็วและห้วนกว่าเพลงฟังค์ทั่วไปโดยได้อิทธิพลมาจากเพลงนิวเวฟ, กีตาร์ในท่อนโซโล่จะดิบและดังกว่า, ในพื้นหลัง เสียงเบสจะเบากว่า แต่เน้นที่คีย์บอร์ดกับกลองมากกว่า)  

 

เค้าเป็นศิลปินเพลงผิวสีรายแรกๆถัดจาก Michael Jackson ที่ทำลายพรมแดนทางดนตรีและกำแพงทางสีผิว

โดย MV เพลง ‘Little Red Corvette’ ของเค้าเป็น 1 ในเพลงแรกๆของศิลปินผิวสีที่ได้แพร่ภาพทาง MTV และเค้าเองก็ได้พยายามเล่นกับแนวคิดนี้มาตั้งแต่แรก โดยในวงแบ็คอัพของเค้านั้นเค้าตั้งใจที่จะให้มีสมาชิกต่างสีผิวและหลากหลายเชื้อชาติ

แต่ในขณะเดียวกันเค้าก็เป็นศิลปินจอมอื้อฉาวแห่งวงการ

โดยเฉพาะกับภาพลักษณ์ที่หวือหวาในวัยหนุ่ม และเนื้อหาเพลงที่สองแง่สองง่ามสื่อนัยยะทางเพศ เชื่อไม่เชื่อเค้าเป็น 1 ในตัวการที่ทำให้เกิดระบบเซ็นเซอร์เพลงในสหรัฐ!!! โดยในปี 1984 นาง Tipper Gore (ภรรยาของ Al Gore) พบว่าลูกสาววัย 12 ขวบของตัวเองแอบฟังเพลง ‘Darling Nikki’ ของ Prince จึงได้ก่อตั้งศูนย์ Parent Music Resource Center ขึ้นมาและรณรงค์ให้มีการติดสติกเกอร์ Parental Advisory: Explicit Lyrics สำหรับอัลบัมเพลงที่มีเนิ้อหาล่อแหลมสำหรับเยาวชนได้สำเร็จ (ผลที่ตามมาก็คือมีการเคลื่อนไหวต่อต้านของศิลปินอยู่พักหนึ่ง และศิลปินบางรายวิจารณ์ว่านาง Tipper หัวโบราณ การติดสติกเกอร์ที่ว่ากลับกลายเป็นการกระตุ้นยอดขายให้กับอัลบัมพวกนั้นเสียมากกว่า!)

 

 

หลายคนอาจจะไม่เคยรู้…

ว่าที่จริง Prince กับ Michael นั้น ถึงจะเป็นคู่แข่งแต่ก็เป็นมิตรกันอยู่ในที

โดย Mike นั้นเคยดอดไปพบ Prince ที่หลังเวที เคยไปชมคอนเสิร์ตของ Prince และเคยแม้แต่กระทั่งจะชวน Prince มาแต่งเพลงให้กับเค้าในอัลบัม Bad แต่ Prince ปฏิเสธเนื่องจากสไตล์ที่ต่างกัน (รวมทั้งต่างเป็นศิลปินที่มีอีโก้สูง เหมือนเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้ แต่ที่ผมฮาคือแอบไปเจอคลิปสัมภาษณ์ของ VH1 ที่ถามว่า “ทำไม Prince ถึงไม่ยอมไปร้องเพลง Bad กับ Mike ล่ะ??” ในนั้น Prince ตอบว่า “เพราะถ้าผมเล่น ผมก็ต้องไปเล่นเป็นตัวร้ายแทนที่ Wesley น่ะสิ! แถมประโยคแรกในเพลงนี้คือ Your butt is mine” ฮากระจาย 555 Party smile http://il.youtube.com/watch?v=KHSR06-A-c8 )

ขณะที่ Prince เองนั้นก็เคยช่วยปกป้อง Mike ผ่านทางสื่อในงานแถลงข่าวเมื่อปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่ Mike กำลังมีเรื่องอื้อฉาวอย่างหนัก และในบางครั้ง Prince ยังเคยหยิบยืมเพลงของ Mike มาเล่นในคอนเิสิร์ตของตัวเองเสียด้วย

 

 

 

http://www.youtube.com/watch?v=lHaFj7gOWh4 

คลิปหาดูยาก! Michael กับ Prince ขึ้นเวทีเดียวกัน ในงานของเจ้าพ่อวงการเพลงคนดำอย่าง James Brown เมื่อปี 1983

 

 

 

จุดต่างของทั้งสอง ที่หนึ่งเป็นตำนานที่วายชนม์ไปแล้ว ส่วนอีกหนึ่งเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่

ถ้าไม่นับในเรื่องของความดังที่ Mike กินขาด

ก็คงจะเป็นเรื่องการรับมือกับความกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากการเป็นซูเปอร์สตาร์…

Mike ดูจะอ่อนไหวกับประเด็นปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวเค้า และภาพลักษณ์ที่ใสสะอาดนั้นก็กลับกลายมาเป็นวายร้ายที่เล่นงานเค้าจนอ่วมได้ แถมยังพลอยก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาในหมู่แฟนๆไปอีกด้วย

ขณะที่ Prince นั้นดูจะกร้านโลกและรับมือกับปัญหาได้ดีกว่า(แต่ที่จริง Prince ก็เป็นศิลปินอีกคนที่งานงอกเยอะมาก 55) ด้วยภาพลักษณ์ที่ดู dirty ไม่แคร์สายตาใครอยู่แล้ว เค้าสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการเล่นกับข่าวลือต่างๆและนำมันมาสร้างกระแสให้ตัวเอง เช่น เรื่องผู้หญิง เรื่องผิวสี เรื่องเพศสภาพ ฯลฯ (แต่ในทางกลับกัน ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่าง Prince จะเป็นผู้ที่เคร่งศาสนาอย่างมาก! โดยหลายๆบทเพลงของเค้าได้แต่งเพื่ออุทิศให้กับพระเจ้า)

 

 

ขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยเพลง Gold ก็แล้วกัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเพลงหนึ่งที่ดีที่สุดของเค้าในยุค 90 และสะท้อนตัวตนของเค้าได้ดี… ^ ^

http://www.youtube.com/watch?v=KGy0QRXvjgU

 

 

 

Everybody wants 2 sell whats already been sold
Everybody wants 2 tell whats already been told
Whats the use of money if u aint gonna break the mold?
Even at the center of fire there is cold
All that glitters aint gold, no no

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s