Just another WordPress.com site

อัจฉริยะบันลือโลก




อัจฉริยะบันลือโลก

 

เมื่ออาทิตย์ก่อนได้มีโอกาสมานั่งดูรายการที่ตัวเองแปล

(นั่งดูกันทั้งครอบครัวเลย ตอนแรกเสียงส่วนใหญ่จะดูรายการ "ดาวกระจาย" แต่พอเปิดดูรายการนี้สักพัก ทุกคนไม่ยอมเปลี่ยนช่องครับ นั่งดูกันจนจบเลย ฮา… แลบลิ้น)

รายการที่ว่านี้มีชื่อว่า "Superhuman: Genius" 

(ถ้าใครได้ดูแล้วรู้สึกบทพากย์บางช่วงฟังดูแหม่งๆต้องขออภัยด้วย เพราะบทสนทนาใน script หายไปสัก 30% ผมเลยต้องมานั่งแกะเองงมเอง เข้าเรื่องแล้ว เข้าเรื่อง…)

มันเป็นสารคดีที่ว่าด้วย 5 อัจฉริยะแห่งโลกปัจจุบัน

ซึ่งมีทั้งอัจฉริยะแต่กำเนิด, อัจฉริยะจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม, อัจฉริยะจากความทุพพลภาพ, อัจฉริยะจากการปลูกฝังแต่เด็ก, และอัจฉริยะจากการฝึกฝน

 

คนแรกได้แก่…

ยอดจิตรกรน้อย Akiane Kramarik

 

อัจฉริยะทางด้านการวาดภาพวัย 15 ปี สำหรับเธอผู้นี้จะใช้คำว่าพรสวรรค์ก็คงไม่ผิดนัก!

 

 

 

อาคีอันเน่อเริ่มต้นการวาดภาพตั้งแต่วัย 4 ขวบ โดยเธอกล่าวอ้างว่า "พระเจ้าประทานพรสวรรค์นี้ให้เธอ เธอได้รับนิมิตจากพระเจ้าตั้งแต่ยังเล็กๆ และเธอนำสารเหล่านั้นมาถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบ"

แค่ในวัย 5 ขวบ อาคีอันเน่อก็สเก็ตช์ภาพได้ในระดับฝีมือเหมือนผู้ใหญ่ และพอ 8 ขวบเธอก็วาดรูปพระเยซูลงบนผืนผ้าใบอย่างชำนิชำนาญ (รูปนั้นชื่อว่า "Prince of Peace" ลองหาดูใน google ได้ครับ น่าจะมี clip ตอนเธอกำลังวาดภาพ)

 

ปัจจุบันเธอมีผลงานภาพวาดกว่า 100 รูป และเคยมีนิทรรศการเป็นของตัวเอง

นอกจากนี้สาวน้อยยังกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว โดยเธอสามารถทำรายได้เดือนละกว่า 100,000 ดอลลาร์จากภาพพิมพ์

ส่วนภาพวาดต้นฉบับของเธอที่เคยขายได้ในราคาสูงสุด ได้แก่ภาพ "The Challenge" ในสนนราคา 175,000 ดอลลาร์!

 

บางคนแย้งว่า "พรสวรรค์ของเธอไม่ได้มาจากพระเจ้าหรอก แต่มาจากการฝึกฝนทุ่มเท!!"

ทั้งนี้เนื่องจากเธอเริ่มวาดรูปอย่างจริงจังตั้งแต่ 4 ขวบ

และด้วยการเรียนในแบบโฮมสคูล เธอจะตื่นตั้งแต่ตี 4 อาทิตย์ละ 6 วัน และวาดรูปวันละ 5 ชั่วโมง (ลองคูณเข้าไปกับเวลาร่วม 10 ปี!!)

โดยวิชาโปรดของเธอคือ วาดรูป, การพิมพ์, และกวี แต่เธอเกลียดเลขจึงไม่เรียนมันเลย!

 

 

อัจฉริยะด้านความจำ…

Ben Pridmore

 

หมอนี่ออกจะเพี้ยนๆ แต่ผมชอบที่สุดใน 5 คนนี้เลย!

 

จากในบรรดา 5 คน "เบน" ดูจะแตกต่างกว่าใครเพื่อน…

(จะว่าแบบเก๋ๆก็คือ "เป็นอัจฉริยะ แต่กินไม่ได้" 555 แลบลิ้น)

 

เบนเป็นอัจฉริยะด้านความจำ แต่เค้าไม่คิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ และความสามารถนี้ก็ไม่ได้ติดตัวเค้ามาตั้งแต่เกิด

เบนเริ่มฝึกฝนตัวเองในช่วงวัยยี่สิบกลางๆ โดยเค้าเริ่มจากการหัดจำสำรับไพ่

เบนจะมีความสามารถในการจดจำพวกตัวเลข, เครื่องหมาย, ไพ่, บาร์โค้ด ในเวลาจำกัด ซึ่งเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากๆ! (ตอนดูผมอึ้งเลยครับ เลขบาร์โค้ดเป็นสิบๆตัว พี่แกจำได้หมด ทำได้ไง?? ประหลาดใจ)

 

โดยเบนเป็นเจ้าของสถิติโลกจำไพ่ทั้งสำรับ (52 ใบ) ได้ในเวลาแค่ 24.68 วินาที!!

 

สำหรับเคล็ดลับในการเป็นอัจฉริยะด้านความจำของเค้าน่ะเหรอ…

มันมาจากการฝึกฝนครับ กล่าวคือ โดยปกติคนเราจะใช้ความจำช่วงสั้นในการจดจำสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้า อย่างเช่น "เลขโทรศัพท์" ซึ่งเราจะจำกันได้อย่างมากแค่ 7 ตัว และแค่แป๊บเดียวก็ลืม   แต่สำหรับเบน เค้าจะเปลี่ยนตัวเลขและเครื่องหมายเหล่านั้นให้เป็นข้อมูลภาพซึ่งถูกบันทึกอยู่ในส่วนของความจำถาวร ดังนั้นเค้าจึงสามารถจำได้มากและจำได้นาน! โดยเบนจะใช้เวลาฝึกกับกลุ่มของเค้าที่เป็นชุมชนฝึกสมองเฉพาะด้านในอังกฤษ

 

แต่อัจฉริยภาพของเบนก็ไม่ได้ทำให้เค้าสุขสบาย…

ความสามารถนี้ไม่ได้ทำเงินให้พ่อหนุ่มเนิร์ด และเนื่องจากเค้าได้ลาออกจากงานนักบัญชีเพื่อมาฝึกปรือขัดเกลามัน พอว่างงานหลายปีเข้าตอนนี้เค้าจึงถังแตก! และกำลังหาทางกลับไปทำงานสายในบัญชีอีกครั้ง

 

‘Rain Man’ ตัวจริงเสียงจริง

Kim Peek

 

เขาคือผู้ป่วยออทิสติกอัจฉริยะ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวละครของ Dustin Hoffman ในหนังรางวัลออสการ์เรื่อง Rain Man

 

 

คิม วัย 58 ปี เค้าเกิดมาพร้อมกับโรคซาวองท์ ซินโดรม และสมองเสียหายมาแต่กำเนิด

แต่ถึงแม้จะมีความบกพร่องทางพัฒนาการ เค้าก็ได้พรสวรรค์ด้านความทรงจำติดตัวมาแทน โดยว่ากันว่า เค้าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความจำดีที่สุดในโลก หรือบ้างเรียกเค้าว่า สารานุกรมเดินได้ โดยคิมนั้นเป็นคนที่ถ้าได้อ่านหนังสืออะไรเข้าไปก็จะจำได้หมด โดยเค้าจำหนังสือได้มากกว่า 12,000 เล่ม (คิม จะต่างกับ เบน ตรงที่คิมจะเชี่ยวชาญในเรื่องการจำพวกประวัติศาสตร์, วัน-เดือน-ปี, ข้อมูลรายละเอียด)

 

สำหรับต้นเหตุแห่งอัจฉริยภาพของคิมซึ่งแม้แต่ตัวเค้าเองก็ยังอธิบายไม่ได้นั้น…

ผู้เชี่ยวชาญที่ได้เคยศึกษาสมองของคิม กล่าวว่า สมองของคิมซึ่งได้รับความเสียหายมาตั้งแต่เกิดไม่มีแท่งคอร์ปัส คาโลซัม ที่เป็นตัวเชื่อมโยงสมองซีกซ้ายและขวา นั่นทำให้สมองของคิมมีการเชื่อมโยงวงจรแตกต่างจากคนปกติทั่วไป

 

นักดนตรีอัจฉริยะวัยกระเตาะ

Ariel Lanyi

 

เด็กชายชาวยิววัย 12 ขวบผู้นี้ ก้าวเข้าสู่วงการแจ๊ซตั้งแต่วัย 7 ขวบ และเปิดตัวระดับยุโรปในเทศกาลเพลงแจ๊ซที่อิตาลีตอน 10 ขวบ!

 

 

 

อาเรียล ถือเป็น 1 ในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของแนวคิดอัจฉริยะสร้างได้…

กล่าวคือพ่อแม่ของเค้าได้ปูทางให้เค้าเป็นนักดนตรีมาตั้งแต่เกิด!

กาบี้ พ่อของอาเรียล ซื้อเปียโนมาตั้งไว้รอท่าในบ้านก่อนที่ลูกชายจะออกมาลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ

และให้ลูกน้อยได้ฟังดนตรีตั้งแต่ในวัยทารก (ตามสันนิษฐานที่ว่าทารกสามารถซึมซับเรียนรู้ได้ทุกอย่าง ยิ่งเริ่มเรียนรู้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งได้เปรียบ)

 

ก่อน 3 ขวบ อาเรียลสามารถจำแนกเพลงเปียโนได้ว่าเป็นของศิลปินคนไหนและอยู่ในคีย์ไหน

ตอน 5 ขวบ อาเรียลเริ่มหัดเรียนเปียโนเอง พร้อมกับเข้ารับบทเรียน

พอ 7 ขวบ เค้าก็ได้เล่นเปียโนให้กับวงออร์เคสตร้าของผู้ใหญ่แล้ว

 

แต่บางครั้งการเร่งรัดมากไปก็ไม่ใช่สิ่งดี!

ผมสังเกตได้ว่า แม้อาเรียลจะเป็นเด็กที่ชาญฉลาด มีพรสวรรค์ทางดนตรี และมีความมั่นใจ แต่บางครั้งเขาก็แสดงอาการกดดันออกมาให้เห็นกันแบบชัดๆ โดยเฉพาะตอนหนึ่งในสารคดีที่เขาต้องไปเล่นดนตรีในบาร์ตอนดึก ซึ่งเป็นเวลาที่เด็กอย่างเขาควรจะเข้านอน พอเล่นไปได้พักใหญ่เขาง่วงจนไม่อยากจะเล่นต่อ แต่เพื่อความเป็นมืออาชีพเขาจึงทนฝืนเล่นต่อจนจบ (พ่อของอาเรียลให้เหตุผลว่า ถ้าลูกเขาอยากเป็นศิลปินเพลงแจ๊ซก็ไม่สามารถเลี่ยงสิ่งนี้ได้ เพราะคงจะไม่มีแฟนเพลงแจ๊ซมาดูศิลปินเล่นตอนกลางวัน)

 

นอกจากนี้ อาเรียลไม่ชอบคำว่าเด็กอัจฉริยะ…

เพราะเค้าคิดว่า นักดนตรีเด็กอัจฉริยะหมายถึงคนที่เล่นเป็นเร็ว แต่ไม่เข้าใจดนตรี

แต่เจ้าหนูน้อยนิยามตัวเองว่า ผมเป็นนักดนตรี ไม่ใช่แค่นักเปียโน (อาเรียลมีผลงานประพันธ์เพลง และเล่นเครื่องดนตรีอย่างอื่นได้ด้วย)

เขาแตกต่างตรงที่เข้าใจดนตรีและสามารถวิเคราะห์มันได้ด้วย

 

แต่สำหรับเส้นทางการเป็นนักดนตรีอัจฉริยะของอาเรียลนั้น เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์…

 

 

นักวิทยาศาสตร์จิ๋ว

Ainan Cawley

 

อัจฉริยะน้อยผู้นี้ผ่านการสอบเคมี O-Level ตั้งแต่ตอน 7 ขวบ!!

 

 

 

ทางบ้านของไอนันเริ่มค้นพบว่าหนูน้อยมีความสนใจในทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ตอน 6 ขวบ

โดยป้าของไอนันเห็นเค้าหยิบหนังสือเคมีมาอ่านและท่าทางเข้าอกเข้าใจ ก็เลยหยิบกระดาษข้อสอบโอ-เลเวล มาให้เค้าลองทำ ซึ่งเค้าก็ตอบถูกเสียด้วย

 

พ่อของไอนันพอรู้เข้าก็ส่งเสริมและผลักดันเต็มที่…

โดยไอนันเรียนเคมีด้วยตัวเองทางอินเตอร์เน็ต และผ่านการสอบโอ-เลเวล เมื่อตอน 7 ขวบ

วาเลนไทน์พ่อของไอนัน คิดว่า การเรียนในโรงเรียนภาคปกตินั้นไม่ได้ให้อะไรแก่ลูกชาย นอกจากเพื่อนและเสียงหัวเราะ

ถึงกระนั้นไอนันก็ต้องเรียนมันไปตามหลักสูตรภาคบังคับ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ได้เข้าไปเรียนวิชาเคมีภาคปฏิบัติกับนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปี 3 ด้วย!

 

สำหรับเคสของ ไอนัน นั้นผมคิดว่าอาจมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม

กล่าวคือตัวพ่อของไอนันเองนั้น วาเลนไทน์ ได้ผ่านการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่เคมบริดจ์

และก็เริ่มสนใจในเคมีตั้งแต่ตอน 6 ขวบ ไม่ผิดเพี้ยนไปกับลูกชาย (แต่อาจจะเนื่องด้วยไม่ได้รับการส่งเสริม หรือมีปัญหาอะไรสักอย่าง)

 

ซึ่ง วาเลนไทน์ นั้นได้กล่าวเน้นย้ำว่า เด็กๆมีพรสวรรค์แตกต่างหลากหลาย แต่พวกเค้าไม่ได้รับโอกาสที่จะพัฒนาพวกมันอย่างเต็มที่ แต่กระนั้นเราจะไปบังคับเค้าไม่ได้ เราต้องตามใจเค้า ให้เค้าได้พัฒนาสิ่งที่เค้าชอบไปตามกำลังของตัวเอง

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

Advertisements

2 responses

  1. Rika W

    O_o ขอแบ่งมาสักกะติ๊ดดดดดนึงได้ป่าวเนี่ยะ

    พฤศจิกายน 20, 2009 ที่ 1:57 am

  2. albert

    แบ่งไรจ๊ะ? แบ่งความอัจฉริยะเหรอ? (หรือจะแบ่งหนี้จากนายเบน? ;-P)

    พฤศจิกายน 20, 2009 ที่ 7:48 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s