Just another WordPress.com site

“แผ่นดินเดือด” ตอน “สตูก้า” (2)


สารคดีสงครามโลกครั้งที่2
ชุด "แผ่นดินเดือด" ตอน "สตูก้า" (2)
(Stuka Dive Bomber)
 
 
 
 
Poland 1939 

 

กองทัพเยอรมันที่แข็งแกร่งได้ซ่องสุมกำลังพลบนชายแดนของเยอรมนีและปรัสเซียตะวันออก

 

ฮิตเลอร์สั่งโจมตีฉับพลันบนโปแลนด์ รหัสยุทธการไวท์ กำลังจะเริ่มต้น ในสงครามโลกครั้งที่2

 

เครื่องบินไฟเตอร์200ลำ, บอมเบอร์650ลำ  และสตูก้ากว่า200ลำ บินไปฝั่งตะวันออกผ่านฟ้าสาง เครื่องบินสตูก้า3ลำจากหน่วยฯสตูก้าเกชชวาเดอวัน ประเดิมทิ้งระเบิดในสงครามที่ดวชชัฟ มันคือสตูก้าจากหน่วยฯเอสทีจีทูที่เปิดฉากยิงโจมตีเครื่องบินข้าศึก

 

เป้าหมายหลักของลุฟท์วาฟเฟอะคือการทำลายกองทัพอากาศโปแลนด์ ให้ราพณาสูร  ในการนี้สตูก้าและบอมเบอร์ขนาดกลางบรรลุภารกิจทำลายล้างอย่างราบรื่น

 

ปิดท้ายการรบของวันแรก ลุฟท์วาฟเฟอะสูญเครื่องบินไป14ลำ โปแลนด์สูญทัพอากาศไปครึ่งหนึ่ง

 

ลุฟท์วาฟเฟ่อ[1]ครองอำนาจสูงสุดในน่านฟ้า และสตูก้าสามารถเข้าถึงวิถีอย่างปลอดภัย โจมตีโปแลนด์ทั้งการสื่อสาร, ทางรถไฟ, ถนน, คลังเสบียง และกำลังเสริม

 

การรุดหน้าของเยอรมัน พวกเขาสร้างลานบินอิสระ  ช่วยให้สตูก้าปฏิบัติการอย่างใกล้ชิดจากด้านหลังของแนวหน้า ทุกหน่วยรบหัวแถวจะติดตามโดยนายทหารติดต่อลุฟท์วาฟเฟอะ ที่ใช้วิทยุสื่อสารกับเครื่องบิน

 

  

 

ระดับความซับซ้อนในการประสานงานระหว่างกองทัพและทัพอากาศเป็นเอกลักษณ์ของเยอรมัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น นอกจากสตูก้า เยอรมันยังใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นเก่าเฮนเชล เอชเอส วันทูทรี พวกเขาเชื่อว่าเสียงร้องแผดคำรามจากเครื่องยนต์ของเฮนเชลจะสร้างความกลัวให้แก่ข้าศึกเบื้องล่าง เยอรมันค้นพบอย่างรวดเร็วว่าในการระเบิดเมืองและหมู่บ้าน  ฝูงชนผู้หลบภัยแออัดอยู่หลังแนวรบ เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของกองทัพโปแลนด์  เป้าหมายไม่ใช่ทำลาย แต่ข่มขวัญ

 

วอร์ซอถูกสั่นสะเทือนโดยเยอรมัน แนวรับโปแลนด์ต้านทานอย่างดุเดือดแต่ไร้ผล การระดมยิงระเบิดอย่างดุดัน จากปืนใหญ่หนัก และจากอากาศ ทำลายสิ่งก่อสร้างในเมืองหลวงย่อยยับ และถนนเกลื่อนไปด้วยคนตาย

 

วันที่29กันยายน การต้านทานในวอร์ซอสงบลง และโปแลนด์ในฐานะรัฐ สิ้นสุดลง

 

คำศัพท์ใหม่ได้ถูกบัญญัติเพิ่มในภาษาอังกฤษ บลิทซ์ครีก เยอรมันซึ่งช่ำชองในเทคนิคทรงพลังของบลิทซ์ครีก หรือการรบสายฟ้าแลบ บันดาลชัยชนะอันน่าทึ่ง ความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าในตลอดการรบของริกโทเฟน สตูก้าได้สร้างคุณูปการทดแทนจำนวนที่ขาดแคลน ในแง่การสูญเสียจัดว่าเบาบาง เครื่องบิน31ลำถูกยิงทำลาย  

 

 

พาเหรดฉลองชัยตามมาหลังพิธีมอบเหรียญตราและประดับยศอย่างฟู่ฟ่า  เกอริ่งผู้บัญชาการหน่วยลุฟท์วาฟเฟอะ ก้าวสู่ความรุ่งโรจน์ ตามมาตรฐานใดๆ   ลุฟท์วาฟเฟอะเขยิบฐานะจากองค์กรลับในปี1933 สู่จุดสูงสุดในปี1940 เป็นวีรกรรมโดดเด่น

 

จากข้อห้ามของสัญญาแวร์ซายส์ เครื่องบินรบของเยอรมันอาทิ ยูเคริสท์, เมสเซอร์ชมิดท์, แฮงเคิล และดอนนิเยร์ ถูกสร้างในโรงงานต่างประเทศ

 

ยุงเคอร์- เอทตี้เซเว่นถูกออกแบบในปี1933 โดยเฮอร์มัน โพลแมน ปีกนกนางนวลที่แตกต่างเอื้อให้มีส่วนล่างสั้นที่สุดเพื่อลดแรงต้าน หลังการประกวดออกแบบเครื่องบินดำทิ้งระเบิดในเดือนมกราคม1935 เครื่องบินต้นแบบได้ทะยานสู่ฟ้าเมื่อเดือนกันยายน1935 น่าขบขันที่มันใช้เครื่องยนต์โรลส์ รอยซ์ วี-ทเวลฟ์ เคสเทรล

 

 

>>>>>>>>>>>

 

 France 1940 

 

หลังจากโปแลนด์ ตอนนี้ฮิตเลอร์ต้องรับมือกับบริเตนและฝรั่งเศส ผู้ปฏิเสธการเจรจาสันติ เขาปรารถนาที่จะโจมตีฝรั่งเศสให้เร็วที่สุด แต่กองทัพเยอรมันต้องการเวลาเพื่อที่จะจัดทัพใหม่และฟื้นฟูความแข็งแกร่ง แผนการโจมตีฝรั่งเศส ชื่อยุทธการ เยลโล่ ถูกเลื่อนอย่างซ้ำๆ   ไม่กี่เดือนถัดมา ฝูงบินรบสตูก้ากลับถิ่นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรบครั้งใหม่ เสน่ห์เย้ายวนใจ ของเครื่องบินลำนี้ เชื่อได้ว่าอาสาสมัครจำนวนมาก พร้อมที่จะปวารณาตัว

 

9พฤษภาคม1940 แนวรบตะวันตกปะทุ ยุทธการเยลโล่เริ่มต้น เยอรมันได้วิเคราะห์ความสำเร็จของยุทธการในโปแลนด์อย่างถี่ถ้วน และศิลปะแห่งบลิทซ์ครีกได้พัฒนาสู่ภาวะทีเด็ดทีขาด

 

หัวใจหลักของบลิทซ์ครีก คือการรุกฉับพลันของกำลังพลที่เข้าโอบล้อมโดยที่ข้าศึกไม่ทันคาดคิด

 

ในโปแลนด์ เยอรมันได้ศึกษาผลกระทบที่เกิดจากเสียงของเครื่องบินทิ้งระเบิดในยามโจมตี และตอนนี้สตูก้าได้ติดตั้งไซเรน ซึ่งต่อมาได้สมญาว่าแตรแห่งเจริโค

 

คงจะไม่มีอาวุธใดในประวัติศาสตร์สงครามที่เรียบง่ายแต่ฝังมนต์สะกดความกลัว เสียงกรีดร้องที่แหลมดังสั่นประสานแม้กระทั่งชาวเยอรมันบางคน

 

มันลอยเหนือเสียงครวญครางของคนเจ็บ และเสียงสนั่นของระเบิด กองทัพฝรั่งเศสกำลังจะตกเข้าสู่ห้วงทุกข์ทรมานที่เหนือขีดจำกัด

 

เยอรมันได้ตั้งฐานที่มั่นในดินแดนฝรั่งเศส พร้อมกับรวบรวมกำลัง หน่วยยานเกราะเยอรมันนำทัพขับตะวันตกเข้าสู่ฉาก ทำลายล้างเส้นทางสื่อสารและเสบียง

 

  

 

สตูก้า ออกศึกโดยมีเครื่องบินไฟเตอร์เป็นผู้คุ้มกัน ยึดตำแหน่งหัวแถวอย่างเหนียวแน่น ทิ้งระเบิด, กวาดล้าง และทำลาย ความว่องไวในการเคลื่อนทัพ หมายความว่าสตูก้าต้องบินจากลานบินที่ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างเร่งด่วนแทบทุกวัน รถทรัคดัดแปลงพิเศษจะวางสายโทรศัพท์ได้สูงสุด20ไมล์ต่อชั่วโมง เพื่อให้ฐานทัพใหม่สามารถเชื่อมการติดต่อกับกองบัญชาการ เชื้อเพลิงและอาวุธได้รับการขนส่งอย่างไม่ขาดสายโดยเครื่องบิน ยุงเคอร์ ทรานสปอร์เตอร์ เบื้องหลังแนวรบพันธมิตรสุดแสนยุ่งเหยิง

 

ถนนถูกตัดขาดด้วยเปลวเพลิงซึ่งขัดขวางการเคลื่อนไหวของกองทัพบริติชและฝรั่งเศส

 

บัดนี้ภาพลักษณ์ของสตูก้าซึ่งมีเหลี่ยมมุมโดดเด่นได้สร้างความหวาดผวา

 

การตระหนักถึงความพ่ายแพ้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บริติชตัดสินใจอพยพกองกำลังที่เหลืออยู่ออกจากฝรั่งเศส

 

สตูก้าประสบความสำเร็จสูงในการต่อต้านกองทัพเรือพันธมิตร โดยเฉพาะกับเรือลำที่เล็กกว่า แต่เมื่อระเบิดหล่นบนชายหาด ทรายจะดูดกลืนแรงระเบิด

 

เมื่อเกอริ่งหมายมั่นที่จะกำจัดกองฯรบนอกประเทศบริติชบนชายหาดของดันเคิร์ก เป็นครั้งแรกที่สตูก้าต้องเผชิญกับการโจมตีทางอากาศอย่างหนัก

 

 

คลังยุทธภัณฑ์ของอาร์เอเอฟ[2] ได้ถูกสงวนไว้เพื่อการตั้งรับของบริเตน ตอนนี้ฝูงบินสปิตไฟร์และเฮอร์ริเคนบินข้ามช่องแคบเพื่อสกัดกั้นฝูงบินฯเยอรมันจากเส้นทางบินและจากหัวหาด เครื่องบินรบบริติชได้ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยที่ฝรั่งเศส แต่สามารถค้นพบจุดอ่อนว่าสตูก้าถูกทำลายได้ง่าย เมื่อมันไม่ได้รับการคุ้มกันจาก เมสเซอร์ชมิดท์  4มิถุนายน การถอนกำลังเสร็จสมบูรณ์ สำหรับเยอรมัน ดันเคิร์กเป็นอุปสรรคที่ไม่คาดคิด แต่มันถูกบดบังโดยความยอดเยี่ยมจากการตีแตกพ่ายเหนือฝรั่งเศส ซึ่งได้ยอมจำนนเมื่อวันที่22มิถุนายน

 

ในเยอรมนี การเฉลิมฉลองยาวนานและครึกครื้น และพลบินสตูก้าอยู่ในท่ามกลางวีรบุรุษเลื่องชื่อ

 

มือหนึ่งของสตูก้าได้เลื่อนยศเป็นทหารชั้นสูง

 

ด็อกเตอร์เกิบเบลส์  รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณา ตระหนักถึงคุณค่าแห่งชัยชนะของ บลิทซ์ครีกอย่างรวดเร็ว และไม่ช้าชาวเยอรมันดั่งต้องมนต์ โดยภาพยนตร์พรรณนาอานุภาพฝูงบินสตูก้า และเหล่านักบินผู้หาญกล้า

 

 

แต่แรกผู้ประดิษฐ์ตั้งชื่อให้เครื่องบินว่า ยุงเคอร์เอทตี้เซเว่น และสตูก้า คือชื่อย่อแบบง่ายๆของ สตวร์ซ คัมฟ์ ฟลุกเสิก ซึ่งแปลว่าเครื่องบินดำทิ้งระเบิด

 

แต่ทั้งมิตรและศัตรูต่างคุ้นชื่อสตูก้า นามเดียวที่เชื่อมโยงกับเครื่องบินลำนี้อย่างเหนียวแน่น

 

>>>>>>>>>>>>>>>>>


[1] ลุฟท์วาฟเฟ่อ = ชื่อเฉพาะของกองทัพอากาศเยอรมัน

[2] อาร์เอเอฟ (RAF / Royal Air Force) = กองทัพอากาศของบริติช 

One response

  1. Nattawat

    Junkers JU-87 เป็นเครื่องบินดำดิ่งทั้งระเบิดที่มีชื่อเสียงของเยอรมัน นำมาใช้เป็นครั้งแรกในสงครามปฏิวัติในสเปนของนายพลฟรังโก้ ซึ่งฮิตเลอร์ในฐานะสหายร่วมอุดมการณ์ได้ส่งกองทัพไปช่วย เจ้าเครื่องบินตัวนี้มีชื่อเรียกว่า สตูก้า (Stuka oder Sturchkampf) ซึ่งมีความหมายว่าโจมตีโดยการเอาหัวเครื่องดำดิ่งลงไป พอเอาหัวดำลงไปก็ปลดระเบิด หัวระเบิดก็จะพุ่งลงไปยังเป้าหมายในลักษณะเอาหัวแหลม ๆ ทิ่มลงยังเป้าหมาย ซึ่งต่างกับการทิ้งระเบิดธรรมดาที่เอาลำตัวของลูกระเบิดทิ้งลงแบบเครื่องบินปกติ ไม่แปลกเลยที่ว่าทำไมสตูก้าจึงเป็นที่กล่าวขวัญถึงความน่ากลัวและสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายตรงข้ามได้มาก ยิ่งกว่านั้นเจ้าสตูก้ายังสามารถบรรทุกลูกระเบิดขนาดใหญ่ขนาด 1000 ปอนด์ได้ ซึ่งสร้างความเสียหายให้เป้าหมายได้อย่างมากมาย
     
    สตูก้านั้นมีความเร็วไม่มากเมื่อเทียบกับเครื่องบินโจมตีอื่น ๆ เนื่องจากมีเกราะหนา ลำตัวหนัก เพื่อจะได้ฝ่าดงกระสุนปืนต่อสู้อากาศยานในขณะที่กำลังเอาหัวดำดิ่งลงทิ้งระเบิดไปได้ ซึ่งต่อมาวิธีการรบแบบนี้เริ่มล้าสมัยเนื่องจากอเมริกาได้คิดค้นวิธีการยิงลูกระเบิดโจมตีเป้าหมายแบบใหม่ ซึ่งใช้การยิงจรวดมิสไซล์แทน โดยเครื่องบินเครื่องแรกที่นำมาติดมิสไซล์นั้นคือเครื่อง P-47 Thunderbolt ที่ใช้ในสงครามแปซิฟิกนั่นเอง

    มิถุนายน 10, 2006 ที่ 7:57 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s