Just another WordPress.com site

แผ่นดินเดือด: “แพนเซอร์สำแดงเดช” (3)


แผ่นดินเดือด: "แพนเซอร์สำแดงเดช" (3)

 
The Fox At Bay
 
 
หลายสัปดาห์หลังการรบที่อลาเอลฮาฟา การจัดหากำลังเสริม, ยุทธภัณฑ์ และเสบียง หลั่งไหลเข้าสู่ค่ายพันธมิตร

 
 
 
รถถังขนาดกลาง เชอร์แมน เอ็ม3 ที่บริติชขนานนามว่า’แกรนต์’ เสริมพลังยิงโจมตีด้วยปืน75มม.
มอนต์โกเมอรี่เตรียมการโจมตีที่มั่นของเยอรมันที่แอล อลาเมน แต่เขาตั้งมั่นว่าทหารใต้ปกครอง จะต้องไม่พลีชีพโดยไม่จำเป็น การโจมตีจะเริ่มขึ้นในคืนวันที่23ตุลาคม1942

 

เมื่อการระดมยิงปืนใหญ่1,000กระบอกเริ่มต้นขึ้น บริติชและแนวร่วมมีกำลังเหนือกว่าเยอรมันและอิตาลีเกือบ2ต่อ1ทั้งทหารและรถถัง และทัพอากาศเหนือกว่ามาก

มอนต์โกเมอรี่ กู้หน้าได้ในทันทีด้วยการนำเรือหลวงควบคุมเมดิเตอเรเนียน
รอมเมลพลาด แถมซ้ำร้าย อาฟริกาคอร์ปเหลือเชื้อเพลิงแค่1ใน10ส่วนจากที่ต้องใช้ในตลอดปฏิบัติการ ซึ่งกำลังจะถูกจำกัดในไม่ช้า นอกจากนี้ยังมีโรคระบาดในกองทัพเยอรมัน และรอมเมลเองก็ล้มป่วย ในวันแรกของการรบที่แอล อลาเมน รอมเมลกำลังพักฟื้นในออสเตรีย
แผนแรกของมอนต์โกเมอรี่คือการผลักดันจากทางเหนือร่วมกับการแกล้งโจมตีไปทางใต้ 2วันแรกถูกใช้ในการแหย่เปิดทางสนามทุ่นระเบิด ตามแผนที่มอนต์โกเมอรี่เรียกว่ากระบวนการบดขยี้ ทอนกำลังข้าศึกที่ตั้งรับอยู่ในสนามเพลาะ ตำแหน่งปืนต่อสู้รถถังเยอรมันฟื้นตัวเร็วมาก และความหวังที่จะตีฝ่าเข้าทะเลทรายโล่งไปสู่ด้านหลังเยอรมันไม่สำเร็จ มอนต์โกเมอรี่ผู้ยืดหยุ่นตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ และเมื่อ28ตุลาฯ เขาฝ่าขึ้นเหนือไปสู่ชายฝั่ง การยึดกุมรอมเมลสำเร็จโดยฉับพลัน เยอรมันล้างแค้นด้วยการพังยานเกราะ4คัน มอนต์โกเมอรี่เปลี่ยนแผนอีกครั้ง การบุกครั้งที่3เริ่มขึ้นเมื่อ2พฤศจิกาฯ การต้านทานเป็นไปอย่างดุเดือด ปิดท้ายวันรถถังกว่า200คันพังพินาศ แต่พวกเขาก็เปิดช่องแนวรับเยอรมันได้
2กองพลยานเกราะเข้าปะทะกำลังรบหลักของอาฟริกาคอร์ป ซึ่งตอนนี้เหลือทหารเพียง2,000นาย และรถถัง35คัน 4พฤศจิกายน รอมเมลจำต้องดำเนินการถอนทัพครั้งใหญ่มอนต์โกเมอรี่ชนะการรบที่แอล อลาเมน

 

ดูเหมือนว่าความระแวดระวังของมอนต์โกเมอรี่จะใช้ได้ผล การติดตามผลเป็นไปอย่างเชื่องช้ารีรอ ด้วยส่วนผสมระหว่างฝีมือและโชค กองทัพขนาดเล็กของรอมเมลสามารถหลบหลีกกองทัพบริติชและพันธมิตร

 

8พฤศจิกายน กองทัพบริติชและสหรัฐยกพลขึ้นแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ

รอมเมลทำการโจมตีกลับครั้งสุดท้ายเมื่อ16มีนาคม เขาพยายามที่จะรักษาแนวรบ
มาเร็ธ ในลิเบีย แต่มันถูกโค่นอย่างง่ายดาย หลังจากนั้นไม่นานเขาถูกเรียกกลับเยอรมัน ฮิตเลอร์ผิดหวังในตัวจอมพล แต่เขาจำเป็นต้องมีรอมเมลก่อนที่แผนการทั้งหมดจะล่มสลาย หลังการพ่ายแพ้ต่อเนื่องบนสนามรบ ในบริเตน ชัยชนะที่แอฟริกาเหนือนำมาซึ่งความปลื้มปิติ และเหตุการณ์ส่วนใหญ่ในสมรภูมิเล็กแห่งนี้ ถูกบดบังรัศมีโดยสงครามใหญ่บนแนวรบตะวันออก

 

# # # # # # # # # # # # # # #

 

Hitler Turn East

 

 

หายนะที่สตาลินกราด ทำให้ภาพลักษณ์ของฮิตเลอร์สั่นคลอน กระนั้นรัฐมนตรีการโฆษณาผู้โดดเด่น ดอกเตอร์โจเซฟ โกเบลส์ มองเห็นโอกาสที่จะหล่อหลอมใจประชาชนเยอรมัน ปลุกเร้าพวกเขาด้วยวาทะใหม่แห่งความภักดี และการอุทิศตัวเสียสละ อารมณ์ร่วมของเหล่าทหารนั้นหม่นหมอง แต่ยังฮึกเหิม

 

มีนาคม1943 ฮิตเลอร์ระส่ำ และกองทัพเยอรมันอ่อนแรงห่อเหี่ยวจากการสู้รบที่ยาวนาน จำเป็นที่จะต้องมีการฟื้นฟูกำลังทหารและอาวุธ ไม่นานนักฮิตเลอร์วางแผนยุทธศาสตร์การตั้งรับแบบตั้งมั่น บนแนวรบตะวันออก ขณะที่เยอรมันกำลังฟื้นอำนาจ

 

แต่เขาไม่คุ้นเคยกับความนิ่งเฉย และเมื่อ13มีนาฯเขาลงนามเปิดปฏิบัติการซิทาเดล การรุกครั้งสำคัญในตะวันออก เป้าหมายคือที่มั่นใหญ่ของข้าศึกที่พิกัด120ไมล์แนวนอนและ80ไมล์แนวตั้ง ณ พิกัดดังกล่าว เป็นที่ตั้งของเมืองเล็กในโซเวียตชื่อเคิร์ส
การแย่งชิงเคิร์ส จะนำกองทัพฮิตเลอร์ไปสู่สุดยอดสงครามรถถังแห่งประวัติศาสตร์ ฮิตเลอร์เชื่อว่าการโจมตีใหญ่อีกครั้งอาจจะกวาดล้าง  กองทัพโซเวียตอย่างสมบูรณ์ และความพ่ายแพ้ที่สตาลินกราดจะต้องได้ล้างแค้น

 

15เมษายน การโจมตีที่มั่นใหญ่ได้ถูกสั่งการ และวันที่กำหนดคือ3พฤษภาคม แผนคือการเคลื่อนที่โอบล้อม กองทัพที่9ในตอนเหนือตีลงมาบรรจบกับกองทัพรถถังที่4ซึ่งเคลื่อนขึ้นมาจากทางใต้ พวกเขาจะมาบรรจบกันพอดีที่ตะวันออกของเคิร์ส

 

ในหลายอาทิตย์ถัดมา ยุทธการซิทาเดลถูกเลื่อนซ้ำแล้วซ้ำอีก สาเหตุหลักของความล่าช้าเนื่องจากปัญหาในการผลิตรถถังเยอรมันรุ่นใหม่ ไม่เพียงแต่ฮิตเลอร์ที่ต้องหงุดหงิดกับยานเกราะรุ่นใหม่ซึ่งจำเป็น  สำหรับการเปิดฉากโจมตี

 

ในปี1941 เยอรมันได้รุกรานสหภาพโซเวียตด้วยรถถังอันยอดเยี่ยม แพนเซอร์3และ4 ในฐานะกำลังหลักของทัพยานเกราะ กองทัพรถถังเยอรมัน3,350คันสกัดกองทัพรถถังโซเวียต20,000คัน แต่ในปี1943 ฮิตเลอร์รู้ดีว่าพวกเขาต้องเผชิญกับศัตรูที่เปลี่ยนแปลงในทุกแง่มุม

 

 

เยอรมันต้องพบกับความรู้สึกล้มเหลวในปี1941 เพราะโซเวียตซึ่งครอบครองรถถังขนาดกลางจำนวนน้อย มีเทคโนโลยีเหนือกว่าเยอรมันอย่างเห็นได้ชัด ในหลายๆแง่มุม การออกแบบรถถังโซเวียตที34 ดังที่เห็นนี้ เป็นงานชิ้นเอกที่เรียบง่าย ง่ายกว่ามากในการสร้างเมื่อเทียบกับของเยอรมัน รถถังโซเวียตผลิตได้ในเวลาเพียงครึ่งหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น ที34ง่ายกว่าในการรักษาและการดำเนินปฏิบัติการในสนามรบ ความลาดเอียงของยานเกราะสามารถทนทานต่อการโจมตีที่รุนแรง สายพานกว้างของที34 เอื้อต่อการเคลื่อนไหวบนผืนดินนุ่มซึ่งรถถังเยอรมันไม่เสถียร ที34ทำงานโดยเครื่องยนต์ดีเซล500แรงม้าที่ไว้วางใจได้ ความเร็วสูงสุด32ไมล์ต่อชั่วโมง ติดอาวุธปืนไรเฟิล76มม. ที34ทัดเทียมพลังการยิงของแพนเซอร์4 แต่ดีกว่าในการป้องกัน วิถี และการข้ามภูมิประเทศ เยอรมันเดินหน้าแข่งขันในการพัฒนาและการผลิต 

 

ไม่มีใครกล้าทักท้วงฮิตเลอร์ แต่แพนเธอร์เป็นความตั้งใจที่จะเลียนแบบส่วนดีของที34 แง่มุมที่ลาดเอียงช่วยเพิ่มส่วนหนาของยานเกราะโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนัก มันลอกเลียนล้อขับเคลื่อนขนาดใหญ่ของที34ที่เอื้อต่อการขับข้ามภูมิประเทศ และเครื่องน้ำมันมัยบัค 700แรงม้า เพิ่มแรงเป็น2เท่าตัวของแพนเซอร์4 ถ้าให้เวลาแก่โปรแกรมพัฒนา แพนเธอร์จะต้องเหนือกว่าที34 แต่มันถูกเร่งผลิตก่อนที่หลายๆปัญหาจะได้แก้ไข

 

##########โปรดติดตามตอนต่อไป##########

One response

  1. Nattawat

    กองทัพบกของโซเวียตเป็นอะไรที่อึดทรหดอยู่แล้วในแง่ของการรบ รถถังของโซเวียตก็ได้รับการกล่าวขานถึงความแข็งแกร่ง ทนทานต่ออาวุธและภูมิประเทศ สมรรถนะเยี่ยม อาวุธร้ายกาจ  สมัยนั้นถึงแม้ว่าโซเวียตจะเป็นคอมมิวนิสต์แบบที่ผลักดันบรรดาปัญญาชนไปเป็นชนชั้นกรรมาชีพ ใช้ระบบนารวมจนประชาชนตายไปเป็นหลักล้าน แต่ก็ยังสนับสนุนปัญญาชนบางกลุ่มที่มีความสามารถเป็นประโยชน์ต่อแนวนโยบายของรัฐ โดยให้คนกลุ่มนี้พัฒนาวิทยาการ เทคโนโลยีต่าง ๆ พูดถึงถูมิปัญญาของคนรัสเซียก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนชาติอื่น ๆ ขนาดคนเยอรมันซึ่งไอคิวสูงที่สุดในยุโรปยังยกย่องสติปัญญาของคนรัสเซียว่าไม่ได้ด้อยกว่าตน
     
    ความพ่ายแพ้ที่สตาลินกราดนั้นนอกจากจะมาจากภูมิอากาศอันหนาวเย็นเป็นเวลานานเกือบตลอดทั้งปี ยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดของฮิตเลอร์ ยังมาจากกองทัพบกของโซเวียตที่เกณฑ์คนมาเป็นทหารได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีใครคัดค้าน ทุกคนมีทั้งยินดีและจำใจรบโดยไม่มีใครคัดค้าน ทุกอย่างเป็นไปเพื่ออุดมการณ์คอมมิวนิสต์ของประเทศตน  ซึ่งประชากรโซเวียตนั้นมีจำนวนมากกว่าเยอรมันอยู่แล้ว และกองทัพของเยอรมันก็ล้ามาก อีกทั้งรถถังโซเวียตเป็นอะไรที่ทรหดสุด ๆ แล้ว แถมอาวุธก็ร้ายกว่าเยอรมันอีก โซเวียตเลยได้เปรียบเยอรมันในระยะยาว แล้วก็ตีโต้กลับมายึดเบอร์ลินของเยอรมันได้สำเร็จ ซึ่งพันธมิตรชาติอื่น ๆ ก็ทำไม่ได้
     
    ลองนึก ๆ ดูในกรณีของโซเวียตและประเทศอื่น ๆ ที่เกณฑ์คนมาเป็นทหารได้เรื่อย ๆ ถ้าเมกามันรบกะประเทศนี้เมื่อไหร่จะมีผลเสียในระยะยาว อย่างเช่นในสงครามเวียตนาม หรือในอิรักที่มีกลุ่มกองโจรโจมตีกองทัพเมกาไม่หยุดหย่อน ซึ่งกองโจรกลุ่มนี้ยิ่งปราบยิ่งโต ยิ่งมีคนมากขึ้น ในขณะที่เมกายกเลิกระบบเกณฑ์ทหารไปเป็นร้อยปีแล้ว ใช้ระบบสมัครทหารเข้ามา เมื่อถึงจุดหนึ่งเมกามันก็จะมีทหารเข้ามาน้อยเพราะผู้คนที่ไม่มีแก่ใจจะไปรบก็สามารถเลือกได้ที่จะไม่สมัครทหาร และคนเมกันก็มีความละเอียดอ่อนเรื่องของชีวิตของคนชาติเดียวกะตัวเองมาก ๆ ทำให้เมกายิ่งเสียเปรียบ

    เมษายน 29, 2006 ที่ 2:39 pm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s