Just another WordPress.com site

แผ่นดินเดือด: “แพนเซอร์สำแดงเดช” (2)


แผ่นดินเดือด: "แพนเซอร์สำแดงเดช" (2)

 
Afrika Korps 1941
 
 
 
 
14กุมภาพันธ์ หน่วยรบใหม่แห่งเยอรมัน’อาฟริกาคอร์ป’ เริ่มขึ้นฝั่งที่ทริโปลิ ผู้มาใหม่เหล่านี้เป็นนักรบที่ช่ำชอง พวกเขามาพร้อมกับอาวุธสมัยใหม่ที่น่าทึ่ง พวกเขาอยู่ใต้บัญชาของเอกบุรุษเยอรมันอัจฉริยะแห่งกลยุทธ์สงครามรถถัง นายพลเออร์วิน รอมเมล
 
มาทิลด้าจบสถานะราชินีแห่งทะเลทราย มาทิลด้าและรถถังลาดตระเวนเอไนน์ ต้องพบกับหน่วยรบเยอรมันที่ติดอาวุธฯเหนือกว่า เกราะดีกว่า เร็วกว่า และวิถีดีกว่า
ตอนนี้บริติชต้องเผชิญกับแพนเซอร์2, 3 และ 4
 
 
 
 
แพนเซอร์3 หนักเกือบ47,000ปอนด์ หุ้มเกราะเหล็กกล้า หนา2ถึง3นิ้วครึ่ง มันวิ่งได้เร็วสูงสุด25ไมล์ต่อชั่วโมง และติดตั้งปืน50มม.อันทรงประสิทธิภาพ

โครงร่างของแพนเซอร์3เป็นไปตามแบบดั้งเดิมคือห้องบังคับอยู่ด้านหน้า
ห้องบัญชาการรบตรงกลางลำ และห้องเครื่องที่ด้านหลัง ส่วนประกอบด้านหน้าประจำการโดยพลขับ และพลวิทยุกับพลปืนเล็ก ขณะที่ผบ., พลปืน พลกระสุน ประจำการอยู่ในหอคอยรบ 

 

 
 
แพนเซอร์4 หนักแค่44,000ปอนด์ มีขนาดใกล้เคียงแพนเซอร์3 สมรรถนะและความเร็วพอๆกัน แต่เดิมมันถูกวางไว้เป็นอาวุธเสริมสำหรับหัวหอกอย่างแพนเซอร์3 แต่ขีดจำกัดของปืนใหญ่แพนเซอร์3ขนาด50มม. ทำให้ปืนใหญ่แพนเซอร์4 / 75มม.กลายเป็นอาวุธสำคัญ รถถังเยอรมันทุกคันติดตั้งวิทยุ และมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับตัวต่อสถานการณ์รบที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้เยอรมันยังล้ำหน้าในเรื่องเทคนิคการต่อสู้รถถัง ปืนใหญ่ต่อสู้ฯ 88มม.ที่น่าเกรงขามของพวกเขา แต่เดิมเป็นอาวุธต้านอากาศยาน มันมีความคล่องแคล่วเท่าเทียมกัน และได้กลายเป็นปืนต้านรถถังที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสงคราม 

 

+++++++++++++++++++++

 

The Desert Fox

 

รอมเมลไม่รอช้า ภายใน10วันเขาเริ่มการบุกครั้งแรก และไม่รอการระดมพลจนเต็มอัตราศึก เขาเคลื่อนทัพฉับพลันเข้าต้านกองทัพบริติชที่ไม่เคลื่อนไหว ทำให้พวกเขาปั่นป่วน

บริติชต้องผิดหวังเมื่อลูกปืนใหญ่หนัก2ปอนด์สะท้อนกลับจากยานเกราะเยอรมัน มีการติดตามผลในทันที และในต้นเดือนเมษาฯบริติชจำต้องถอนกำลังออกจากเบงกาซี

โอ’คอนเนอร์ที่พึ่งถูกเรียกตัวกลับ ถูกยึดทัพ การเคลื่อนไหวอันปราดเปรื่องของรอมเมลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่เดือน และสถานการณ์พลิกผันอย่างชัดเจน
โอ’คอนเนอร์ไม่หลงเหลือความได้เปรียบ และอาฟริกาคอร์ปบรรลุภารกิจล้อมกรอบ ที่มั่นข้าศึกในโทบรุก ปลายฤดูใบไม้ร่วง นายพลโอคินเลคทำการโจมตีอีกครั้งในทะเลทราย และพบกับความสำเร็จในชั่วระยะหนึ่ง โดยยึดคืนเบงกาซีได้ในเดือนธันวาคม แต่ก็ตกไปเป็นของเยอรมันอีกครั้งในปี1942 และรอมเมลผลักดันเข้าสู่ฝั่งตะวันออกอีกครั้ง อียิปต์คือเป้าถัดไป

ในตอนนี้ เส้นทางเสบียงของเยอรมันขยายตัวจนเกินขีดจำกัด และรถถังปฏิบัติการจำนวนหนึ่ง สูญสิ้นไปเพราะเส้นทางที่ยาวและลำบาก

 

โอคินเลคบัญชาการตั้งมั่นที่แอล อลาเมน ที่ซึ่งบึงน้ำเค็มขนาดใหญ่ช่วยป้องกัน
ไม่ให้รอมเมลต้อนบริติชไปสู่ใต้ ตลอดเดือนกรกฎาฯ รอมเมลกับแนวหน้าที่อ่อนแรง
ดึงดันโจมตีซ้ำที่มั่นของบริติชรอบๆแอล อลาเมน ทว่าการจู่โจมแต่ละครั้งถูกสวนกลับ ถึงกระนั้นกองทัพบริติชที่8ยังอยู่ในสถานะไม่มั่นคง

รอมเมล ซึ่งได้เลื่อนเป็นจอมพล ขยายผลต่อเนื่องจากการยึดครองโทบรุก พยายามทะลวงแนวรับแอล อลาเมน และวางแผนยึดเชื้อเพลิง เพื่อข้ามไปไคโร สิ่งแรกที่เขาต้องทำ คือการฟื้นฟู และเสริมกำลังกองทัพ

ทั้งที่ได้รับเสบียงและการเสริมกำลังอย่างจำกัด ในปลายเดือนสิงหาคม รอมเมลพร้อมที่จะดำเนินการโจมตี

ในช่วงเดียวกันมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสายบัญชาการของบริติช

 

+++++++++++++++++++++

 

The British Response

 

 

นายพลโอคินเลค ถูกแทนที่ตำแหน่งผบ.สูงสุด โดยนายพลอเล็กซานเดอร์

 

 

ขณะที่นายพลเบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี่บัญชาทัพในสนามรบ มอนต์โกเมอรี่ นายทหารผู้สุขุมรอบคอบ ได้สืบทอดแผนการทรงคุณค่าที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งเยอรมัน สกัดปัจจัยสำเร็จของแผนรบบลิทซ์ครีก  บริติชกระหยิ่มใจในความได้เปรียบทางอากาศยานที่เพิ่มขึ้น และตอนนี้กองทัพที่8มีรถถัง700คัน

มอนต์โกเมอรี่รู้ว่า มีสันเขาที่สำคัญ ในอลาเอลฮาฟา ซึ่งรอมเมลต้องการเข้ายึด ดังนั้นเขาจึงเตรียมการตั้งรับในเชิงลึก เครื่องถอดรหัสของบริติชสามารถแปลสัญญาณข้าศึก และขบวนคอนวอยเยอรมันจากอิตาลีถูกทำลายในเมดิเตอเรเนียน มอนต์โกเมอรี่รู้เท่าทันว่ารอมเมลจะเริ่มการบุกเมื่อใด เมื่อถึงเวลา การรบที่อลาเอลฮาฟารวดเร็ว แนวทุ่นระเบิด สกัดการบุกครั้งแรกของเยอรมัน และเมื่อการโจมตีหลักเริ่มขึ้น เช้าวันต่อมา รถถังเยอรมัน200คันและอิตาลี240คัน ถูกระเบิดโจมตีถล่ม รอมเมลล้มเหลวทั้งการบุกฉับพลันและความเร็ว และอาทิตย์แรกของเดือนกันยายน อาฟริกาคอร์ปย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น

ในบางแง่มุม ทะเลทรายเป็นผืนดินอุดมคติสำหรับสงครามรถถัง มันราบเรียบ มีโค้งและสิ่งกีดขวางธรรมชาติน้อย ที่ๆรถถังที่หยุดนิ่งสามารถอำพรางได้ง่าย แต่การเคลื่อนที่ของรถถัง จำเป็นต้องคุมน่านฟ้าด้วย ทรายฟุ้งไปในอากาศตามรอยทาง ถูกตรวจจับได้ง่ายโดยเครื่องบินข้าศึก และยานยนต์ที่เคลื่อนช้าก็ตกเป็นเป้านิ่งจากเบื้องบนได้ง่าย

ควันพวยพุ่งจากรถถังที่ลุกไหม้จะบอกตำแหน่งของหน่วยรบเป็นไมล์ๆ

 

สำหรับพลรถถัง ชีวิตประจำวันในทะเลทราย ที่พวกเขาต้องทนอยู่ช่างน่ากลัว แมลงสร้างความรำคาญให้เสมอ ความร้อนและเสียงเครื่องยนต์ภายในยากที่จะทานทน ทรายที่ฟุ้งกระจายทำให้เครื่องจักรสะดุดและป้อมปืนขัดข้อง

ทรายแทรกซึมเข้าไปในตีนตะขาบ และยึดติดฝังแน่น เครื่องยนต์กลไกที่ใหญ่และซับซ้อนต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง และเมื่อไม่มีรถถังทหารก็ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของทะเลทราย

ในการรบ แผ่นเกราะของรถถังช่วยป้องกันทหารจากกระสุนไรเฟิลและปืนกล รวมทั้งกระสุนปืนใหญ่ขนาดต่างๆ แต่แม้กระทั่งสุดยอดยานเกราะ ก็ถูกทำลายได้ด้วยการยิงที่ตรงและแรง

สำหรับพลรถถังหลายคนที่สิ้นชีพในทะเลทราย ความตายไม่ได้มาโดยง่าย รถถังที่ถูกโจมตีตรงๆ อาจจะระเบิด แต่ถ้าไม่ แรงอัดจะถูกเปลี่ยนไปเป็นความร้อนถึงขีดสุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มอุณหภูมิอย่างรุนแรงภายในรถถัง การเผาไหม้และขาดอากาศพรากหลายชีวิต หมุดยึดที่นิยมใช้ในการสร้างรถถังบริติชสามารถก่ออันตราย การกระแทกอาจทำให้หมุดยึดพุ่งปะทุเข้าใส่พลรถฯด้วยโลหะร้อน เล่าขานกันว่าเสียงกรีดร้องของคนที่กำลังจะตายในรถถังที่ลุกโชน ผู้ที่ได้ยินไม่มีวันลืมเลือน แม้แต่ผู้ที่สามารถตะกายหนีออกจากรถถังที่ลุกไหม้ในทะเลทรายได้ พวกเขาก็มักจะอยู่ห่างไกลจากสถานพยาบาล และในระหว่างสงคราม น้ำสำหรับทหารและคนเจ็บ ขาดแคลนอย่างสม่ำเสมอ

 

++++++++++โปรดติดตามตอนต่อไป+++++++++++

Advertisements

2 responses

  1. Nattawat

    จะว่าไปแล้วการที่เยอรมันพ่ายแพ้ในการรบที่ซาฮาร่าก็ต้องยกเครดิตให้กับความเก่งกาจของผู้บัญชาการทัพอังกฤษด้วย คือนายพลมอนต์โกเมอรี่ที่อ่านเกมของนายพลแอร์วิน รอมเมลขาด และยิ่งกว่านั้นคือกองพลที่ 8 ของอังกฤษเชี่ยวชาญการรบบนทะเลทรายมากกว่ากองทัพของเยอรมัน เคยอ่านในหนังสือเล่มนึงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ระบุเอาไว้ว่ากองพลที่ 8 ฝึกซ้อมกันดุเดือดและเข้มข้นมาก ก่อนฝึกในตอนเช้าจะให้ทหารดื่มน้ำหนึ่งแก้ว จากนั้นก็ฝึกอย่างหฤโหดตลอดทั้งวันจนกระทั่งฝึกเสร็จจึงได้รับอนุญาตให้ดื่มน้ำอีกหนึ่งแก้ว สรุปคือทั้งวันทหารดื่มน้ำเพียง 2 แก้วเท่านั้น !!! ในขณะที่ทหารเยอรมันไม่ได้รับการฝึกให้ชินกับภูมิประเทศเท่ากับกองพลที่ 8 จึงเสียเปรียบในระยะยาว
     
    และที่ขาดไม่ได้เลยคือการที่เยอรมันตีฐานทัพอังกฤษที่มอลต้าไม่สำเร็จทำให้ขบวนส่งลำเลียงเสบียงจากอิตาลีและกรีซถูกปืนต่อสู้อากาศยานและเรือลาดตระเวณของอังกฤษโจมตีต่อเนื่อง เป็นผลให้เสบียงเริ่มขาดแคลน และเยอรมันก็แพ้ ทั้งนี้เป็นเพราะเยอรมันเน้นยุทธศาสตร์จุดใหญ่แต่ละเลยต่อจุดเล็กที่มีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ไม่แพ้กัน ความไม่ละเอียดรอบคอบในการทำศึกของเยอรมันในครั้งนี้จึงส่งผลให้เยอรมันแพ้ ทั้ง ๆ ที่อาวุธทันสมัย ทหารมีวินัยกว่า
     
    ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ยุทธศาสตร์ก็คลาสสิค เกร็ดความรู้ที่น่าสนใจก็มีมากเพราะสมัยนั้นเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้ามากนัก แต่การรบก็ออกรสออกชาติพอสมควรอีกทั้งกลยุทธ์ในการรบก็หลากหลาย ตัวละครที่เกี่ยวข้องก็มีมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งที่ 2 ซึ่งอ่านแล้วสนุกมิใช่น้อย เหอๆๆๆๆ

    เมษายน 27, 2006 ที่ 10:22 am

  2. Nattawat

    แปลเรื่อง Junkers-JU 87 Sturchkampf Flugzeug (Stuka) เสร็จเร็ว ๆ นะ เพราะสนใจเครื่องบินตัวนี้มาก

    เมษายน 27, 2006 ที่ 4:35 pm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s