Just another WordPress.com site

แผ่นดินเดือด: “แพนเซอร์สำแดงเดช” (1)


แผ่นดินเดือด: แพนเซอร์สำแดงเดช (1)

SCORCHED EARTH: PANZER BATTLES / แปลโดย: albertpotjes

 

 

ในวันเกิดครบ50ปี กองทัพใหม่ของฮิตเลอร์นำหน้าเขาในขบวนสวนสนาม เหตุการณ์ถูกจัดฉากขึ้นเพื่อข่มขวัญโลก ความจริง รถถังส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและติดอาวุธเบา และหลายคันขับวน2รอบเพื่อสร้างภาพให้ดูยิ่งใหญ่ตระการตา แต่มันก็รองรับกุศโลบายของฮิตเลอร์ในการสร้างความพรั่นพรึง และเป็นเครื่องยืนยันการฟื้นอำนาจทหารของเยอรมัน

พิพิธภัณฑ์รถถังโบวิงตั้น ในเมืองดอร์เซ็ต ประเทศอังกฤษ เป็นที่พักผ่อนแหล่งสุดท้ายของรถถังกว่า300คัน อาวุธที่ครั้งหนึ่งเคยก่อหายนะในสงครามโลก สายพานและปืนของพวกมันสงบนิ่ง แม้ตอนนี้จะผ่านเลย50ปีที่พวกมันหยุดเคลื่อนไหว แต่ความโอฬารของพวกมันยังคงแสดงพลังคุกคาม เป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงอาวุธสงครามอันน่าสะพรึงกลัว

 

การรบในช่วงต้นสงคราม กองทัพฮิตเลอร์ได้ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า
ทหารเยอรมันคุ้นเคยกับการเจอคู่ต่อสู้ที่ได้เปรียบ และก็คุ้นเคยกับชัยชนะ

หน่วยรบจักรกลและหุ้มเกราะที่มีเพียงจำนวนน้อย เป็นองค์ประกอบทันสมัยของกองทัพเยอรมันอย่างแท้จริง และเป็นกุญแจแห่งชัยชนะที่เหลือเชื่อ ทหารในหลายๆประเทศคุ้นเคยกับวิทยุ, รถถัง, และเครื่องบินรบ แต่มีเพียงเยอรมันที่รวมองค์ประกอบเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อจัดตั้งหน่วยรบแบบบูรณาการ พร้อมด้วยพลังทำลายที่ยอดเยี่ยม

 

เหล่านายพลของฮิตเลอร์ได้บันทึกตำราพิชัยยุทธขึ้นใหม่

ในโปแลนด์ มันใช้เวลาไม่ถึงเดือนในการกำจัด กองทัพใหญ่แต่ด้อยอาวุธและ
ไร้ระเบียบ ซึ่งยึดติดกับการจัดแนวรบแบบเดิมๆ ในฝรั่งเศส เยอรมันสามารถท้าทายกองทัพที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในยุโรป

ทหารฝรั่งเศสเปลี่ยนกลยุทธ์เล็กน้อยจากสงครามโลกครั้งแรก

เหมือนฝรั่งเศส เหล่านายพลบริติชไม่ได้ถูกฝึกให้คิดเร็วหรือคิดเป็นผลดังเช่นฝ่ายเยอรมัน

ในยุทธการบลิทซ์ครีกหรือ”สงครามสายฟ้าแลบ”  กองทัพบริติชถูกขัดตาทัพ

เพียงแต่ความสำเร็จนี้ถูกบดบังโดยชัยชนะอันเหลือเชื่อของเยอรมันในสงครามต้านลัทธิสตาลินในโซเวียต

มิถุนายน 1941 นำทัพโดยหน่วยรถถัง เยอรมันกวาดฝั่งตะวันออกในการโอบล้อมครั้งใหญ่ รถถังโซเวียตหลายคันถูกทำลาย และทหารโซเวียตนับร้อยนับพันถูกฆ่าหรือจับกุม

ดูเหมือนว่าฮิตเลอร์จะสำเร็จในที่ๆนโปเลียนเคยล้มเหลว ในการยึดมหาอำนาจตะวันออก

 

 

รถถังกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความไร้เทียมทานของเยอรมัน ในความจริง ปัจจัยแห่งความสำเร็จของเยอรมันแทบจะไม่ขึ้นกับความเหนือชั้นในด้านเทคโนโลยีทางทหาร หรือแม้แต่ความเป็นเลิศในแบบแผนการฝึก กองพลแพนเซอร์ส่วนมากจะติดตั้งรถถังเบาแพนเซอร์1และ2 ป้อมปืนของแพนเซอร์1 ได้ถูกแทนที่โดยโครงสร้างพิเศษ  และถูกใช้เป็นศูนย์บังคับ แทบไม่น่าเชื่อว่ารถถังที่เล็กและหุ้มเกราะบาง จะสามารถเป็นหัวหอกในยุทธการทำลายล้างบลิทซ์ครีก

เบื้องหลังความสำเร็จ มาจากความรวดเร็วและการร่วมแรงร่วมใจ มันเป็นวิถีใหม่ในการทำสงคราม ซึ่งเป็นงานหนักสำหรับศัตรูของเยอรมัน บังคับให้พวกเขาต้องคิดปรับแผนการรบกันยกใหญ่ ผ่านบทเรียนที่ได้เรียนรู้อย่างช้าๆ  และในที่สุดคำตอบต่อบลิทซ์ครีก ก็ปรากฏ

 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>

 

North Africa 1940

 

การสู้รบในทะเลทราย เริ่มขึ้นเมื่ออิตาลีเข้าสู่สงครามในปี1940 ทัพบริติช
ที่ปักหลักในอียิปต์และซูดาน ต้องเผชิญหน้ากับทัพอิตาลีที่ใหญ่กว่า บนแนวรบ2ฝั่ง  แต่บริติชกระหยิ่มใจในความได้เปรียบ

 

รถถังอุ้ยอ้ายหนัก26ตันนาม “มาทิลด้า” ที่ได้ชื่อนี้เพราะมันดูคล้ายตัวการ์ตูนเป็ดชื่อดังของยุคนั้น มันเหนือกว่ารถถังเอ็ม11และเอ็ม13 ที่อิตาลีใช้งาน

มันเชื่องช้า เคลื่อนที่ได้แค่8ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ติดอาวุธหนัก และไร้เทียมทาน ยกเว้นกับอาวุธหนักต่อสู้รถถัง มันได้รับการติดตั้งปืนใหญ่ฯยิงเร็ว น้ำหนัก2ปอนด์ และปืนกล 

 

 

ก่อนถูกโยกย้ายโดยฝ่ายบัญชาการที่ไร้วิสัยทัศน์ พลจัตวาโฮบาร์ท มีส่วนมากในการสร้างกองทัพหุ้มเกราะอันยอดเยี่ยม เทียบเคียงได้กับการจัดแนวรบของเยอรมัน และในนายพลโอ’คอนเนอร์ บริติชมีแม่ทัพที่มีวิสัยทัศน์โดดเด่นและเก่งกาจ 

 

 

วันที่9ธันวาคม 2กองร้อยรถถัง’มาทิลด้า’ภายใต้การนำของนายพลโอ’คอนเนอร์ สามารถเข้าจู่โจมฉับพลันได้สำเร็จ และโจมตีฐานที่มั่นของอิตาลีที่ซีดี้ บารานี่
โดยปราศจากการเปิดฉากระดมยิงตามธรรมเนียม
10นาฬิกาป้อมปราการถูกยึด รถถังอิตาลีทุกคันถูกกำจัด และบริติชมีนักโทษ2,000คนที่ต้องจัดการ

มาทิลด้าถูกค้นพบว่ามันสามารถรับการโจมตีโดยตรงกว่า40ครั้ง และเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง

ตามมาด้วยยุทธการล้อมกรอบ  ผลักดัน500ไมล์ไปฝั่งตะวันออก ในระหว่างที่10กองพลอิตาลีถูกทำลายอย่างราบคาบ พร้อมด้วยการยึดรถถังและปืนนับร้อย ทหารของนายพลโอ’คอนเนอร์เสียชีวิตน้อยกว่า2,000ราย ขณะที่อิตาลีมียอดทหารบาดเจ็บล้มตายรวมกว่า100,000นาย และกว่า130,000นายถูกจับกุม การดูแลนักโทษอิตาลีโดยไม่มีค่ายกักกัน การพลาธิการเพื่อจัดการเชลยจำนวนมาก ได้สร้างอุปสรรคอย่างใหญ่หลวง

กุมภาพันธ์ 1941 โอ’คอนเนอร์ฮึกเหิมเตรียมการ ในการรุกเข้าทริโปลิ เพื่อกำจัดทัพข้าศึกที่เข้ามาในแอฟริกา แต่เชอร์ชิลตัดสินใจว่ากองพลที่แข็งแกร่งของโอ’คอนเนอร์ ควรจะถูกส่งไปกรีซอย่างเร่งด่วน ภายใน2เดือน การครองทะเลทรายของบริติชได้พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

 

>>>>>>โปรดติดตามตอนต่อไป<<<<<

2 responses

  1. Nattawat

    กองทัพเยอรมันได้สร้างรูปแบบการรบแบบใหม่ที่ประเทศอื่นในยุโรปไม่เคยทำมาก่อน
     
    1. ขณะที่ประเทศอื่นเน้นการตั้งรับแบบป้อมค่ายและเน้นการเข้ายึดพื้นที่ทีละจุด รบแบบค่อยเป็นค่อยไป เยอรมันกลับเน้นการรบแบบ "จู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว รุกรบโดยไม่คาดคิด" ทั้งยังลดขั้นตอนในการบัญชาการทัพเพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อน ในขณะที่ประเทศอื่นนั้นยังคิดและกระทำอย่างล่าช้า เยอรมันเลยได้เปรียบในช่วงต้น
     
    2. ความอ่อนแอทางกำลังทหารของประเทศมหาอำนาจซึ่งได้แก่อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ทำให้เยอรมันรุกคืบขึ้นมาอย่างน่ากลัวและชนะมาได้เรื่อย ๆ
     
    แต่เยอรมันก็มีข้อเสียดังนี้
     
    1. เยอรมันเน้นความคล่องตัวในการบุก จนไม่ได้คำนึงถึงขนาดของอาวุธ อย่างเช่น เครื่องบินทิ้งระเบิดมีแค่เครื่องบินขนาดเล็กและขนาดกลาง แต่ไม่มีเครื่องบินขนาดใหญ่ ซึ่งการโจมตีทางอากาศก็ไม่ได้สร้างความเสียหายให้อังกฤษจนพ่ายแพ้ราบคาบ ทำให้อังกฤษตั้งตัวได้และโต้กลับโดยดึงอเมริกาเข้ามาร่วม และใช้กำลังทหารอันมากมายของอเมริกาในการตีโต้คืนจนเยอรมันแพ้
     
    2. กองทัพของเยอรมันยังมีจุดอ่อนตรงกองทัพเรือ เนื่องจากกองทัพเรือของเยอรมันมีขนาดไม่ใหญ่ เรือรบผิวน้ำขาดใหญ่ที่พอจะเป็นตัวกำหนดชัยชนะให้แก่กองทัพมีไม่มากถึงจะมีประสิทธิภาพสูงแต่ข้อจำกัดด้านปริมาณทำให้เยอรมันสนับสนุนการรบภาคอากาศจนทำให้กุมชัยชนะเด็ดขาดต่ออังกฤษไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นมิติทางการรบก็ไม่หลากหลาย คู่ต่อสู้ตีโต้ได้
     
    3. เยอรมันเน้นยุทโธบายทางทหารเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ ทำให้รบยืดเยื้อไม่เป็น เวลาเยอรมันบุกโจมตีฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ในเวลาจำกัดก็จะไม่คุมพื้นที่ รักษาจังหวะการรบ แต่กลับจะดื้อดึงบุกโจมตี ทำให้สิ้นเปลืองอาวุธ สิ้นเปลืองเสบียง ขวัญทหารตกต่ำ และฝ่ายตรงข้ามก็ตีโต้กลับได้ง่าย เห็นได้จากการรบกับโซเวียตซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่ อากาศหนาวเป็นเวลานาน ไม่มีทางยึดได้ในเวลาอันรวดเร็ว พอเยอรมันบุกไม่ได้ก็จะดันทุรังบุกโดยดึงกำลังทหารจากแนวรบด้านฝรั่งเศสเข้าไปที่ทางตะวันออกด้วย ผลก็คือโดนอังกฤษกับอเมริกาตีโต้กลับ ทำให้ต้องถอนกำลังจากโซเวียต ประกอบกับโซเวียตตีโต้คืนด้วย เลยมีสภาวะเหมือนถูกบีบและแพ้ไปในที่สุด
     
    โอยเหนื่อย แต่ขอบคุณมาก ๆ ที่ได้คอมเม้นท์ที่บล็อกกู ไว้กูจะเอาเรื่องมาลงอีกเรื่อย ๆ
     
    บายยยยยยยยยย

    เมษายน 26, 2006 ที่ 3:39 pm

  2. Nattawat

    ส่วนอิตาลีเป็นตัวถ่วงของเยอรมันขนานแท้เพราะทหารวินัยเลวมาก ขาดความเข้มแข็ง เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อสุด ๆ ขนาดทหารในกระโจมค่ายพักยังใช้เครื่องใช้มีราคา ผ้าม่านในกระโจมก็เป็นผ้ากำมะหยี่กะผ้าลูกไม้สวิส แถมยังไม่ยอมให้ฝุ่นทรายเข้ามาในกระโจมอีก แทนที่จะอยู่แบบง่าย ๆ นอนคลุกฝุ่นคลุกทราย เพื่อให้ชินกับสภาพภูมิประเทศ ถ้าอย่างงั้นแม่งไปรบบนทะเลทรายหาหอกอะไรวะ ถ้ายังอยู่แบบราชาอย่างเงี้ย สุดท้ายเยอรมันก็ต้องเทกำลังทหารมาช่วยซึ่งก็เปลืองแรงไปอีก แทนที่จะเทกำลังไปตะวันออกเพื่อประชันกะรัสเซียรวมทั้งทิ้งระเบิดอังกฤษให้ราบกว่าเดิมในตอนนั้น
     
    ยิ่งกว่านั้นช่วงต้นของสงคราม อิตาลียังรบแพ้แม้กระทั่งกรีซ ทำให้เยอรมันต้องออกโรงเอง
     
    สงครามโลกครั้งที่ 1 เองก็มีตัวถ่วงซึ่งก็คือออสเตรีย เพราะออสเตรียกำลังทหารไม่เข้มแข็ง ขาดแม่ทัพที่เก่งกล้าด้านการบัญชาการรบ รวมทั้งจักรพรรดิฟร้านซ์ โยเซฟที่ 2 ก็ชรามาก อ่อนแอ ไม่เข้มแข็งเหมือนแต่ก่อนทำให้ออสเตรียรบกะใครไม่ชนะ เป็นตัวเริ่มสงครามโดยบุกเซอร์เบียยังเอาชนะไม่ได้ ต้องให้เยอรมันลงทุนเอง นี่แหละทำให้เยอรมันรับศึก 2 ด้าน
     
    สงครามโลกทั้ง 2 ครั้งถึงแม้ว่าตัวละครจะต่างกันแต่พล็อตเรื่องไม่ต่างกันมาก

    เมษายน 27, 2006 ที่ 4:50 pm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s