Just another WordPress.com site

“หควิ” (Haqawi)


ไม่ได้เขียนเรื่องมานานแล้ว อยู่ๆเกิดมีไฟขึ้นมาในรอบปี ลองๆอ่านกันดูแล้วกัน

เรื่องต่อไปมี plot แล้ว รออ่านเร็วๆนี้

 

นิทาน(ของ)กู: เรื่องที่ 1

 

"หควิ" (Haqawi) 

 

วันนี้วันพระ ปล่อยนกปล่อยปลามั้ยคร้าบ? ได้บุญเยอะนะ!”

พ่อค้าผู้หากินกับชีวิตสัตว์ ร้องเรียกลูกค้าที่เดินผ่านไปมา

 

ในขณะเดียวกัน เด็กน้อยชาลีที่กำลังเดินมากับพ่อ หยุดยืนมองด้วยความสนอกสนใจ เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้แม้จะยังไม่รู้จักคุณค่าของชีวิตน้อยๆดีนัก แต่ก็ชอบสะสมสัตว์เลี้ยงเป็นชีวิตจิตใจ สายตาของเขาไปสะดุดที่นกประหลาดตัวหนึ่ง ซึ่งดูโดดเด่นและแตกต่างจากนกในกรงทั่วๆไป ลำตัวของมันใหญ่มาก ขนสีแดงเพลิง แม้จะถูกจองจำอยู่ในกรงและมีร่องรอยการบาดเจ็บ แต่นัยน์ตาของมันช่างดูเด็ดเดี่ยวและหยิ่งทนงนัก

 

พ่อๆ ดูนกตัวนี้สิ! สวยจัง ผมไม่เคยเห็นนกแบบนี้มาก่อนเลย

ชาลีกล่าวไปพลางฉุดยื้อแขนเสื้อพ่อ ด้วยอาการตื่นเต้นเหมือนกำลังจะได้ของเล่นชิ้นใหม่

 

อืม นกตัวนี้แปลกดีจริงๆ นกอะไรขนสีแดง ตัวเบ้อเริ่ม ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

พ่อตอบรับ

 

พ่อผมอยากได้นกตัวนี้จัง พ่อซื้อให้หน่อยได้มั้ย?

ชาลีคะยั้นคะยอ พร้อมๆกับฉุดดึงมือของพ่อเป็นจังหวะ

 

เอ๊ะ เรานี่ ที่นี่เค้าให้ปล่อยนก ไม่ใช่ให้ซื้อนกไปขังกรงเลี้ยง ที่บ้านก็มีเข้าไปตั้งกี่ตัวแล้วห๊ะ?

ไอ้นกตัวก่อนที่เคยเลี้ยงไว้ก็ปล่อยมันหลุดกรงหนีไป

พ่อปฏิเสธอย่างมีอารมณ์ อย่างไรก็ตามเจ้าเด็กน้อยยังไม่ยอมละความพยายาม

 

นะ นะ นะ…. คราวนี้ผมสัญญาว่าจะเลี้ยงดูมันอย่างดีเลย

แล้วผมสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนให้ดีกว่าเทอมที่แล้วด้วย นะครับพ่อ!”

ชาลีอ้อนอย่างเต็มที่ จนพ่อใจอ่อน ยอมแพ้ลูกตื๊อ

 

แน่ใจนะ สัญญาต้องเป็นสัญญานะ ไม่งั้นคราวหน้าพ่อจะไม่ให้อะไรเราอีกเลย

 

ครับ ผมสัญญา

ชาลีตอบ

 

เอ้า พ่อค้า นกตัวนี้ถ้าจะขอซื้อต่อ ขายเท่าไหร่?

พ่อหันไปถามพ่อค้ากรงปล่อยสัตว์

 

ปกติถ้าปล่อยนกก็กรงละ 100 แต่ถ้าจะขอซื้อ ผมขายไม่แพง คิดเฮีย 600 บาทขาดตัว

พ่อค้าบอกเสนอราคา ขณะที่เด็กน้อยชาลียืนลุ้นใจตุ๊มๆต่อมๆ

 

500 แล้วกันน่า… นะ

พ่อต่อรองราคา

 

เอ้า หยวนๆ 500 ก็ 500

 

งั้นตกลงซื้อเลย ขอกรงใหม่ให้ด้วยนะ

พ่อพูดพร้อมๆกับควักแบงค์ม่วงออกจากกระเป๋า

 

เย่! คุณพ่อใจดีจังเลย

ชาลีดีใจสุดตัว พ่อเบื่อหน่ายแบบปลงๆ ขณะที่พ่อค้ายิ้มกระย่อง

 

และแล้วเจ้า หควิ ก็ได้ออกจากกรงหนึ่งไปสู่อีกกรงหนึ่ง จากแผงลอยจำหน่ายสัตว์ข้างวัดไปสู่ใต้ชายคาเรือนมนุษย์ สถานที่จองจำอิสรภาพแห่งใหม่ของมัน

 

>>>>>>>>>>

 

ก่อนที่จะมาหมดท่าอยู่ในกรงสี่เหลี่ยม หควิผู้รักสันโดษกำลังบินท่องเที่ยวเพียงลำพัง เป้าหมายของมันคือบินไปเรื่อยๆจนกว่าจะสุดโลก

 

และในวันหนึ่งขณะที่มันร่อนลงหยุดพักที่ลานสนามหลวง ประเทศไทย หควิก็เสียท่าให้กับลูกยิงจากหนังยางที่พุ่งเข้ากระแทกปีกซ้ายของมันอย่างจัง เป็นฝีมือของลูกชายพ่อค้าแผงลอยปล่อยสัตว์ข้างวัดจอมแม่นเป้านั่นเอง

หควิที่กำลังบาดเจ็บพยายามจะหนีอย่างสุดชีวิต แต่ก็ไม่รอดพ้นจากตะกร้อที่ตามมาตะครุบซ้ำ

 

ฮือๆ มนุษย์ใจร้าย! …..

หควิพร่ำรำพัน ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด มันต้องสูญเสียอิสรภาพเพราะความประมาทไว้ใจมนุษย์ คงเป็นเพราะที่แห่งนี้มีนกพิราบเต็มไปหมด และมีคนให้อาหารมากมาย ทำให้มันเข้าใจว่าที่นี่น่าจะปลอดภัย และมนุษย์น่าจะใจดี แต่กลับตรงกันข้าม…

 

>>>>>>>>>>

 

แม้บ้านแห่งใหม่จะมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ และมีคนคอยดูแลเอาใจใส่ แต่สำหรับนกอย่างหควิ การถูกจองจำชีวิตอยู่ในกรง ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้ายิ่งนัก

 

ยามที่ข้าโบยบินอยู่เหนือฟ้า ทุกสิ่งบนพื้นโลกดูเล็กกระจ้อยร่อย

แต่เมื่อลงต่ำสู่ผืนดิน ข้าก็เป็นเพียงแค่สัตว์น้อยด้อยค่า

หควิรำพึงรำพัน ทอดถอนใจ การเปลี่ยนสถานะจากจ้าวเวหามาเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆในกรงทำให้มันรู้สึกสูญเสียศักดิ์ศรี ความหยิ่งทะนงที่มันเคยมี ตอนนี้แทบไม่หลงเหลือ

 

ในช่วงแรกๆ หควิได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเด็กชายชาลีเป็นอย่างดี ตามประสาเด็กเห่อของใหม่ แต่เนื่องด้วยสันดานลบของมนุษย์ที่เบื่อง่ายและไม่รู้จักพอ ไม่นานนักหควิก็กลายเป็นของเก่า เมื่อชาลีได้นกขุนทองตัวใหม่มาเลี้ยง มันทั้งสวยงาม ฉลาด ฉอเลาะ แถมยังเลียนเสียงคนได้ จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจของเด็กน้อยและผู้คนในบ้านยิ่งนัก

 

กรงของหควิและขุนทองอยู่ใกล้กัน ในยามที่มนุษย์ไม่อยู่ทั้งคู่ก็จะสนทนากัน โดยขุนทองนั้นมักจะชอบคุยข่มโอ้อวดอยู่เสมอๆ

 

เจ้านี่ช่างน่าเบื่อจริงๆ เป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้ความเอาซะเลย

ดูข้าซิ พูดภาษาคนก็ได้ ร้องเพลงก็ได้ ใครๆต่างก็ชื่นชอบข้ากันทั้งนั้น!

หงอยๆอย่างนี้ ระวังเถอะซักวันจะโดนวางยา ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ขุนทองเย้ยหยัน

 

หุบปากเถอะน่า เจ้านกปากมาก สำหรับข้าแล้วการที่นกอย่างพวกเราต้องมาถูกขังอยู่ในกรงแบบนี้ ก็เท่ากับว่าศักดิ์ศรีและอิสรภาพได้หมดสิ้นลงแล้ว เจ้ารู้ตัวบ้างมั้ย? ว่าเจ้ากับข้าน่ะกำลังเป็นทาสชีวิตให้กับมนุษย์

หควิโต้ตอบ

 

หควิ เจ้านี่ช่างมองโลกในแง่ร้ายเสียจริงๆ ข้าว่าชีวิตในตอนนี้แสนจะสุขสบาย ได้อยู่ในที่อบอุ่น มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ แถมยังมีคนมาคอยดูแลเอาใจใส่ให้อีก สวรรค์ชัดๆ!”

 

ก็แล้วแต่เจ้าจะคิดแล้วกันนะขุนทอง ข้าขี้เกียจจะมาต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าแล้ว

สำหรับข้าที่นี่มันไม่ใช่ที่ของเรา มันไม่ใช่ที่ๆพวกเราควรจะอยู่

 

>>>>>>>>>>

 

ผืนโลกแม้จะอบอุ่นแต่ก็เต็มไปด้วยภยันตราย

กาลเวลาวันผ่านไป นกทั้งสองก็ยังคงเป็นคู่กัด ต่อล้อต่อเถียงกันทุกวัน จนกระทั่งในยามพลบค่ำของวันหนึ่ง เจ้าขุนทองร้องโหวกเหวกโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์สำเนียง เข้าใจว่ามันคงจะทะเลาะกับหควิอีกแล้ว แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่…..

 

เป็นคราวเคราะห์ของนกทั้งสอง เมื่อ ใจสิงห์ แมวพันธุ์ทางจอมเจ้าเล่ห์บุกรุกเข้ามาในบ้านยามที่ไม่มีคนอยู่ มันคอยแอบจ้องเจ้านกสองตัวนี้อยู่นานแล้ว และเมื่อสบโอกาสมันจึงไม่พลาดที่จะเข้าจัดการเหยื่อ

 

แมวๆ ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้ช่วยด้วย!!”

ขุนทองร้องตะโกนเป็นภาษามนุษย์ แต่ ณ วินาทีนั้นไม่มีใครหน้าไหนที่จะช่วยมันได้ ใจสิงห์พุ่งกระโจนลงมาจากต้นไม้สอยกรงนกตกลงมากองกับพื้น มันค่อยๆเอามือบรรจงแง้มเปิดประตูกรงอย่างช้าๆ แม้ขุนทองจะดิ้นรนสู้สุดชีวิต แต่ด้วยความที่มันเป็นนกบ้าน สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดต่ำ ทำให้มันไม่สามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือแมวมัจจุราชไปได้ หควิได้แต่เฝ้ามองด้วยความสงสารและหวาดกลัว คิดในใจว่ามันคงจะเป็นรายต่อไป

 

ใจสิงห์ทึ้งขุนทองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสิ้นลม ร่างที่หมดลมหายใจของขุนทองเปรอะไปด้วยเลือด ขนสีดำขลับของมันกระจุยกระจายไปทั่วกรง เมื่อแมวโฉดหนำใจกับเหยื่อรายแรกแล้ว มันก็กระโจนเข้าหากรงของหควิด้วยอาการตระกรุมตระกราม มันพังประตูกรงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

ใจสิงห์พุ่งมือขวาเข้าตะปบ แต่หควิก็พุ่งหลบได้ทัน ทั้งคู่ต่อสู้แลกอาวุธกันอย่างดุเดือด ฝ่ายหนึ่งจ้องจะเอาชีวิต ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งพยายามจะเอาชีวิตรอด หควิแม้จะเป็นนกที่คล่องแคล่ว แต่การอยู่ในกรงก็ทำให้มันเสียเปรียบไม่น้อย ลำตัวของมันถูกกรงเล็บแมวข่วนถลอกปอกเปิกหลายแผล

 

และในที่สุดหควิก็พลาดท่า ใจสิงห์ใช้ 2 มือตะปบตัวของหควิเอาไว้ได้อย่างแน่นหนา พร้อมๆกับยื่นหน้าเข้ามาหวังจะใช้ฟันขม้ำเข้าที่ซอกคอเหยื่อ ลมหายใจฟืดฟาดกระชั้นเข้ามาเป็นระยะๆ จนกระทั่งถึงระยะอันตราย หควิรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายใช้จงอยปากอันแหลมคมฉกเข้าที่ตาของใจสิงห์อย่างจัง ความเจ็บปวดทำให้เจ้าแมวผงะและเผลอปล่อยมือทั้งสองออก เมื่อมีจังหวะ หควิจึงรีบพุ่งหนีออกจากกรงอย่างรวดเร็ว มันบินทะยานขึ้นไปอย่างไม่คิดชีวิต เลือดของมันไหลหยดติ๋งๆร่วงหล่นเป็นทาง และแล้วมันก็ได้อิสรภาพคืนมาอีกครั้ง

 

ทั้งๆที่กำลังบาดเจ็บ แต่หควิก็บินทะยานสูงขึ้นไปๆอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สำหรับมันแล้ว แม้อากาศข้างบนจะหนาวเหน็บเพียงใด แต่มันกลับรู้สึกอุ่นใจมากกว่า มันบินทะยานเหนือเมฆขึ้นไปอย่างไม่หยุดหย่อน ราวกับว่ามันกำลังจะบินทะลุชั้นบรรยากาศหลบหนีออกไปให้พ้นจากโลกนี้ แต่เมื่อมาถึงขีดจำกัดแล้ว มันก็ทำได้แค่บินตะเกียกตะกายอยู่กับที่ซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลานานแสนนาน จนกระทั่งเครื่องบินลำหนึ่งซึ่งแล่นผ่านมาอย่างรวดเร็วชนกระแทกหควิเข้าอย่างจัง เจ้านกที่พึ่งจะชื่นชมเวลาแห่งอิสรภาพได้ไม่นานนัก ก็หมุนดิ่งร่วงผล็อยลงมาสิ้นใจอยู่บนพื้นดิน

               

พั่บๆ ……

แม้ในวาระสุดท้าย ปีกของมันก็ยังคงขยับเหมือนว่ามันกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า

 

อิสระ……….

คือคำพูดสุดท้ายก่อนที่ตาของมันจะค่อยๆหรี่ลง

 
………………………………………………
story by albertpotjes

11 responses

  1. นีบัว

    เขียนได้ดีนะน้อง หวิค น่าสงสารจัง …..แล้วจะมาอ่านใหม่

    มกราคม 11, 2006 ที่ 7:48 pm

  2. PiYaCHaT

    ยาวจังง่ะเด๋วมาอ่านต่อเน้อ^^’

    มกราคม 12, 2006 ที่ 5:35 am

  3. sasiwan

    I visit this blog for the first time and have already read your enjoyable story, also your diary. I really understand what you talked about. Keep going and keep writing. Wish you the best of luck!

    มกราคม 12, 2006 ที่ 2:34 pm

  4. PiYaCHaT

    up space แล้วน้า..ว่างๆๆไปเยี่ยมกันหน่อยนะค่ะเอ้า..ฮุย เล..ฮุย!!!^^’

    มกราคม 13, 2006 ที่ 2:55 pm

  5. Nanako

    sorry (- -; )i don’t understand what you wrote.but anyway keep going!try hard!

    มกราคม 13, 2006 ที่ 11:13 pm

  6. PiYaCHaT

    งึมๆๆๆๆชาลีนี่น้องแน๊คอ๊ะป่าว…ว่าแต่ย่อหน้าท้ายๆเล่าซะระทึกยังกะหนังบู๊เลยง่ะ

    มกราคม 15, 2006 ที่ 4:38 am

  7. albert

    อ่ะ เงาะ คือมันเป็นตัวละครสมมติน่ะ 555ชื่อเหมือน คาแร็กเตอร์มีส่วนเหมือน ประมาณนั้นเราว่านักเขียนส่วนใหญ่มักจะหยิบเอาตัวเอง หรือคนใกล้ตัวมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวละครในเรื่องเกือบทั้งนั้นแหละ คือแบบอย่างเวลาเราเขียน (ทัศนะของนักเขียนสมัครเล่นนะ) เราก็จะคิด plot ก่อน แล้วพอเวลาเขียนจริง มันก็จะไหลของมันไปเรื่อย ประมาณว่าคิดอะไรได้ แล้วมันไม่ขัดกับทิศทางของเรื่อง ก็จะเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยล่ะนะ อย่างเรื่องนี้ plot หลักตอนแรกของเราก็คือ "นก" กับ "อิสระ" ตอนแรกก็ไม่ได้กะจะให้จบแบบนี้หรอก แต่ตอนเขียน อารมณ์มันพาไปน่ะ 5555 แหมแต่ว่าตอนท้ายโหด พูดซะหยั่งกะต้มยำกุ้ง หรือ องค์บาก หยั่งงั้นล่ะ 555

    มกราคม 15, 2006 ที่ 6:43 am

  8. kitsada

    นกไม่นก นกก็ต้องระวังหน้าเหลี่ยมจับขังกรง ทรท. ด้วยข้อกำหนด 90 วันด้วยนะ

    มกราคม 16, 2006 ที่ 2:31 am

  9. Alice In Oz

    Hi ya,can’t read it! (><)ohave a good day

    มกราคม 18, 2006 ที่ 1:40 pm

  10. Piyachai

    พึ่งได้มาอ่านครับ ……. ชอบมากเลยอ่ะคับ ฝีมือสุดๆ (นี่ไม่ได้ยอแต่อย่างใด) น่าจะทำเป็นหนังสั้นคงสนุก น่าติดตาม และได้ข้อคิดแถมจบซึ้งด้วยอ่ะ
     
    ปล. ตัวละคร พ่อ + ชาลี + ใจสิงห์ …… อ่านแล้วเห็นภาพเลยอ่ะ 555555

    เมษายน 21, 2006 ที่ 3:40 pm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s