Just another WordPress.com site

ล่าสุด

จุดต่างของ ‘Vintage’ กับ ‘Retro’


#PowerUp #English
#พูดอังกฤษติดสำนวน

หนังสือ IDIOM เล่มใหม่ออกแล้วนะครับ กับสำนักพิมพ์ SE-ED Smart Language ในชื่อว่า…
“POWER UP Your English – พูดอังกฤษติดสำนวนให้ฟังเริ่ด!”

ตอนนี้มีวางขายแล้วที่ #งานหนังสือ ศูนย์สิริกิติ์
#บูธซีเอ็ด V-12 โซนพลาซ่า
(ผังบูธ https://pubat.or.th/archives/361)

นายเบอทขอฝากหนังสือเล่มนี้ไว้ด้วยนะครับ ตั้งใจทำมาก เก็บข้อมูลมา 3-4 ปี ก่อนจะตีพิมพ์ทั้งผู้เขียนและสำนักพิมพ์ก็ช่วยกันตรวจแล้วตรวจอีก

มิตรรักแฟนเพจที่แวะไปงานหนังสือ แวะไปดู ไปอุดหนุนกันได้นะครับ ที่บูธซีเอ็ด V12

= = = = = = = = = =

= = = = = = = = = =

 

vintage&retro2

เพื่อนสมาชิก #มิตรรักแฟนเพจ ยิงคำถามน่าสนใจว่า “Vintage ต่างกับ Retro ยังไง?” นายเบอทเลยหาข้อมูลมาแชร์กัน

ถ้าให้สรุปสั้น ๆ ในบรรทัดเดียว…
= vintage คือ เก่าแท้ |ส่วน| retro คือ เก่าเทียม
(#เทียม ในที่นี้ไม่ได้สื่อว่าเก๊ แต่สื่อถึงการทำเสมือน)
>
>
นิยามแบบสรุปย่อ ๆ
#Vintage (วินเทจ) 
– เป็น #ของดั้งเดิม
– เก่าขึ้นหิ้ง มีอายุ 20-30 ปีขึ้นไป (โดยนิยาม vintage มักจะหมายถึงสิ่งที่มาจากทศวรรษ 1920 – 1980 เช่น แฟชั่นยุค 60’s รถเต่ายุค 70’s เป็นต้น)
– แต่จะมีอายุไม่ถึง 100 ปี เพราะถ้าเกินนั้นไป จะนับเป็น antique หรือของโบราณ
– ผลิตภัณฑ์นั้น เป็นของมือสอง หรือว่าใช้วัสดุเก่า หรือผลิตด้วยฝีมือช่างดั้งเดิม หรือใช้แพทเทิร์นแบบเดิม ๆ (เน้นความ #เป๊ะ)
>
#Retro (เรโทร)
– เป็น #ของใหม่สไตล์ย้อนยุค (หรือ ของเก่า #จำแลง)
– ได้แรงบันดาลใจจากของในยุคเก่า ๆ
– ดู #คล้าย ของเก่า แต่ #ไม่เหมือนเป๊ะ
– หยิบยืมสไตล์ รูปทรง หรือ reference มาจากของเก่า แล้วนำมาประยุกต์ให้ดูร่วมสมัยขึ้น ใช้วัสดุใหม่ ๆ
– #ผลิตขึ้นใหม่ (ถ้าให้ระบุยุค มักจะเป็นของที่ผลิตตั้งแต่ยุค 90’s เป็นต้นไป)
>
>
#ตัวอย่าง จากในรูป…
นายเบอทนำมาเปรียบเทียบกัน
– Vintage (รูปบน) คือรถสกู๊ตเตอร์ดั้งเดิม ที่มาจากยุคนั้นจริง ๆ แฟชั่นก็เป็นยุคนั้นจริง ๆ (ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนจากยุค 50’s – 60’s จริง ๆ อาจจะเป็นคนยุคปัจจุบันแต่หารถเก่ามาขับ หรือหาชุดเก่า ๆ มาใส่ก็ได้)
>
– Retro (รูปล่าง) คือรถสกู๊ตเตอร์รุ่นใหม่ ผลิต ณ ปัจจุบัน รูปทรงสีสันได้แรงบันดาลใจมาจากรถรุ่นเก่า เช่นเดียวกับแฟชั่น จะเห็นได้ว่า หนุ่มสาวทั้งคู่แต่งตัวแบบย้อนยุค แต่เป็นแฟชั่นแบบ retro ที่มีการประยุกต์ให้ทันสมัยขึ้น
>
>
#ศัพท์
# vintage หมายถึง
– เหล้าองุ่น, การหมักบ่มเหล้าองุ่น
– ผลิตภัณฑ์คลาสสิค, ขึ้นหิ้ง
– ยุคสมัยหนึ่ง ๆ (ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว)

ถ้าจะว่าไป ของวินเทจทั้งหลาย ก็คงเปรียบเสมือนเหล้าองุ่น ที่ยิ่งเก่าก็ยิ่งกลมกล่อม ยิ่งมีค่า

# retro
– ย้อนยุค
– รำลึกอดีต
(อย่างวงดนตรีไทย Retrospect ที่เรารู้จัก ชื่อวงแปลว่า การรำลึกอดีต หรือ การรื้อฟื้นวันวาน)
>
>
#ตัวอย่าง1

vw-kafer-new-old-04

รถเต่าเหมือนกัน แต่ต่างกันในรายละเอียด
– ขวามือ vintage เป็นรถเต่าดั้งเดิม (อาจจะทำสีใหม่ หรือทำเครื่องใหม่ แต่เน้นความคลาสสิค ดั้งเดิม)
– ซ้ายมือ retro เป็นรถเต่ารุ่นใหม่ (หยิบยืมสไตล์มาประยุกต์ แต่ผลิตใหม่ ใช้วัสดุใหม่ ดีไซน์ดูทันสมัย [modern] ขึ้น)

#ตัวอย่าง2

lana-del-rey-obsession-5

ศิลปินสาว Lana Del Rey เธอชอบทำเพลงแนวย้อนยุค รวมไปถึงแต่งตัวแบบย้อนยุคด้วย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า สไตล์ของเธอเป็นแบบ vintage ที่เน้น #ความเป๊ะ ทั้งในแง่ของเสื้อผ้าหน้าผม หรือแม้แต่พร็อพประกอบฉาก (เช่น เครื่องโทรศัพท์ข้างหลัง เป็นของจากยุคเก่าจริง ๆ)

#ตัวอย่าง3 

6-ariana-grande-style-inspirations

อันนี้ก็ค่อนข้างชัด ศิลปินสาวร่างเล็ก Ariana Grande เพื่อน ๆ จะเห็นว่าเดรสสีชมพูลายจุดของเธอมันดูย้อนยุคดี ฝรั่งเขาก็ทำ reference ไว้นะฮะ ว่าเป็นแฟชั่นที่หยิบยืมสไตล์มาจากยุคเก่า (รูปขาวดำ) คือได้รับแรงบันดาลใจมา มีความคล้าย แต่ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะ
>
>
ขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://www.differencebetween.net/miscellaneous/fashion-beauty/difference-between-retro-and-vintage/
http://www.pollybland.com/2011/10/difference-between-retro-vintage-and.html
http://rockmetoday.blogspot.com/2013/06/vintage-vs-retro.html

RETRO vs. VINTAGE FASHION

Advertisements

Final Fantasy X : retrospect


final-fantasy-remaster

หลังจากที่ไปขุดเกม Final Fantasy X มาเล่นเมื่อเดือนก่อน นี่เพิ่งจะเคลียร์ไปเมื่อต้นสัปดาห์ สิริรวมใช้เวลาเล่นไปราว ๆ 110 ชม. หรือ 1 เดือนเต็ม (ยังไม่รวมไอ้ที่เล่นพลาดแล้ว Game Over อีกหลายชั่วโมง 555)

ณ จุดนี้เกมในซีรี่ส์ FF ที่ได้เล่นไปแล้ว ได้แก่ III, IV, V, VI, VII, VIII, IX, X, Tactics (และเกมมือถือ Final Fantasy Record Keeper)

ตอนที่ FFX ออกใหม่ ๆ จำได้ว่าตอนนั้นมันมาพร้อมกับเครื่องเล่น PS2 น่าเสียดายที่เป็นช่วงเรียนจบหางาน และไม่มีตังค์ซื้อ PS2 ก็เลยได้แต่อ่านพรีวิวใน Mega และจำได้ดีว่าร้านเกมตามห้างจะชอบเปิดฉากเลิฟซีนของ Tidus กับ Yuna (ซึ่งสมัยนั้นกราฟฟิกของ PS2 ถือว่าล้ำที่สุดแล้ว และจำได้อีกว่า ณ พ.ศ. นั้นเคยไปสัมภาษณ์งานตำแหน่ง games specialist กับ Sony เสียดายที่ไม่ได้ 55 ไม่งั้นคงได้เล่น FFX ไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว)

สิ่งที่จุดประกายให้ขุด FFX มาเล่น ก็คือ เกม Record Keeper นั่นแหละ เพราะเพลงเพราะมาก เวลาเล่นตัวละครใน FFX เราจะชอบ Tidus กับ Auron เป็นพิเศษ แถมพอไปหาเรื่องย่อมาอ่าน เรื่องที่ Tidus เป็นเทพบุตรแห่งความฝัน และเรื่อง Sin ไหนจะผลโหวตต่าง ๆ ที่มักยกให้ FFX เป็น 1 ใน All-time best RPG ก็ทำให้ความเสี้ยนยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ (ประกอบกับอยากหาอะไรมาฆ่าเวลาแก้เซ็ง ฆ่าไปฆ่ามา กลายเป็นติดงอมแงม 555)

#ความรู้สึก หลังเล่นจบ
– ก็สมคำร่ำลือนะ ภาคนี้เราว่าเนื้อเรื่องอาจจะดีงามที่สุดในซีรี่ส์แล้ว แต่เรื่องระบบการเล่นหรือการดำเนินเรื่องก็มีข้อบกพร่องบ้าง

– ที่ว่า #เนื้อเรื่องดีงาม นั้น เราว่า FFX มันมีโลกแฟนตาซีเฉพาะตัวที่น่าทึ่ง โดย Spira เป็นโลกของน้ำและจิตวิญญาณ

– สิ่งที่น่าสนใจก็คือเกมหลายเกมที่ออกมาในยุคนั้น (เช่น FFVII, X หรือ Resident Evil และ Parasite EVE) มักจะนำเสนอโลกอนาคตแบบ dystopia ในเชิงที่ว่าวิทยาศาสตร์(ที่ถูกใช้ในทางที่ผิด)นำภัยร้ายมาสู่โลก ซึ่งใน FFX นั้นสงครามจักรกลทำให้เมือง Zanarkand ต้องกลายเป็นซากปรักหักพัง และในเวลาต่อมาจักรกลได้กลายเป็นสิ่งต้องห้าม (ในขณะที่ผู้มีอำนาจแอบใช้มันเพื่อประโยชน์ส่วนตัว)

– ชอบตรงที่โลกของ FFX มันมีความเป็นตะวันออกสูงมาก มีการนำแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณ หรือการเวียนว่ายตายเกิดแบบพุทธมาประยุกต์ นางเอกของเรา Yuna เป็นทั้งผู้อัญเชิญเทพอสูร (Summoner) และเป็นผู้ส่งดวงวิญญาณไปสู่สุคติ (ดวงวิญญาณที่ไม่ได้ถูกส่ง หรือ Unsent ส่วนใหญ่จะกลายเป็นภูติผี หรือ Fiends แต่ในขณะเดียวกันก็มี Unsent บางคนที่ยังอยู่ในร่างมนุษย์เพราะมีห่วง) เรื่องวงจรอุบาทว์ของ Sin ก็มีส่วนใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่องวัฏสงสาร

– ภาคนี้การผูกปมเนื้อหาดีสุด ๆ DRAMA ขั้นเทพ เนื้อเรื่องมันค่อย ๆ คลายปมตัวละครว่ามีที่มาหรือแรงขับอย่างไร อย่างเช่น พวก Al Bhed ที่ทีแรกถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนร้าย ขยันวางแผนชั่วกันเสียจริง! (แต่จริง ๆ แล้วทำไปด้วยเจตนาดี) หรือการผูกปม Oedipus ระหว่างพ่อลูก Jecht และ Tidus ที่พอเฉลยว่าทำไมท่านพ่อถึงกลายเป็น Sin แล้วก็ทำให้ใคร ๆ เกลียดเขาไม่ลง (ประเด็นหนึ่งที่ทำเอาเราทึ่ง คือ มันมาเฉลยตอนท้าย ๆ ว่า จริง ๆ แล้ว Auron ก็เป็น Unsent เหยดดด นี่มัน The Sixth Sense ชัด ๆ !! 555) แล้วโลกใน FFX มันก็เป็นโลกที่เอาจริงแล้วโคตรหม่นหมองและสิ้นหวังเลย แต่ตัวละครอย่างเช่น Tidus หรือ Yuna เป็นคนมองโลกในแง่บวก ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้มีหวัง

– #ที่สำคัญ romance หรีอความรักในภาคนี้มันโคตรยิ่งใหญ่อะ ความรักระหว่าง Tidus กับ Yuna มันมีทั้งส่วนประกอบของความเสียสละ และความรักที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งถ้าใครเล่นเกมไปและเสพเนื้อเรื่องไปควบคู่กัน ทั้งจาก cut scene และบทสนทนาแล้ว โอ้โห คือมันพีคเสียจนน้ำตาไหล (ทำเอารักโรแมนติกใน FFVIII นี่ดูเหมือนเด็กอมมือไปเลย)

– แล้วก็นะ #ฉากอัศจรรย์ (ตามภาพ) คือเฮ้ย… โคตร EPIC!!
เต็ม 10 ให้ 10 คือมันไม่โป๊เลย แต่วาบหวามมาก ฉากจุมพิตและกอดก่ายกันในน้ำของคู่พระนางนั้น มันทำให้เราจิ้นไปถึงไหนต่อไหน แถมได้เพลงประกอบโคตรเพราะอย่าง ‘Suteki da ne’ คลอไปอีก

– พูดถึง ‘Suteki da ne’ ดนตรีมีกลิ่นอายแบบโอกินาวานิด ๆ เข้ากับโลกแห่งน้ำอย่าง Spira นอกจากนี้ใน FFX มันมี rendition เพลงแบบหลากหลายมาก มีตั้งแต่ ballad (เพลงเปิด Zanarkand นี่โคตรเพราะพริ้ง) ไหนจะ blues (เพลงประจำตัว Auron กับ Jecht) มีดนตรีจังหวะคึกคักแบบ electronica (เช่นเพลงในเมือง Besaid หรือฉากแข่ง Blitzball) ที่โหดสัสคือมี Metal หนัก ๆ แถมเข้ากับอารมณ์ในฉากต่อสู้ได้อย่างดีเยี่ยม (พอหาข้อมูลต่อ เห็นว่าเป็นผลงานของ The Black Mages ที่เป็นวงเฉพาะกิจของ Nobuo Uematsu นักประพันธ์เพลงขาประจำของ FF คือจำได้ว่าเพลงร็อคใน FFVIII มันจะเป็นซาวด์แบบ progressive rock แต่ใน FFX นี่เป็น Metal ดิบขนาด Rammstein กันเลยทีเดียว)

– พูดถึง #นางเอก คือเมื่อก่อนผมถือหาง Rinoa (FFVIII) มาตลอดนะ แต่พอได้มาเล่น FFX แล้ว ก็ยกให้ Yuna ชนะเลิศไปเลย คือเป็นคาแร็กเตอร์ที่สวยมีเสน่ห์ และเด็ดเดี่ยวมาก (แถมมีตาสองสี และที่สำคัญ #อึ๋ม!! 555) ปกติผมไม่ค่อยอินกับแนวคิด IDOL 2D/3D เท่าไหร่ แต่ทั้ง Yuna กับ Rinoa นี่ทำให้ผมตกหลุมรักแบบเต็มเปาเลย

– พูดถึงระบบการเล่น ข้อดีมันก็มีเยอะนะ เช่น การ rotation ตัวละครเข้ามาสู้ในฉากรบได้ทุกตัว การสร้างแผนที่โลกแบบต่อเนื่องสมจริง หรือการวางผัง Sphere สำหรับพัฒนาตัวละคร แต่ไอ้ทั้งหมดที่ว่ามานี้มันก็กลายเป็นข้อเสียในตัวมันเอง เช่น ไอ้ผัง Sphere นี่กว่าเราจะเก็ท concept มันก็ปาไปครึ่งเรื่องแล้ว

นี่เหมือนจะเป็นปัญหาของ FF ภาคหลัง ๆ เลยที่มักจะขาดความสมดุล ตอนช่วงแรก ๆ ตัวละครจะ level up ช้ามาก สู้กับศัตรูนี่หืดจับ แต่พอตอนหลังนี่โตเร็วจนแทบไม่ต้องลุ้น สู้กับศัตรูหวานหมู สู้กับบอสนี่เบบี๋ไปเลย ตัวละครตอนแรก ๆ ก็เหมือนจะเกลี่ยบทดี แต่ตอนหลัง ๆ พวกเพื่อนพระเอกนี่เหมือนกลายเป็นตัวประกอบไปเลย แถมไอ้ระบบ turn-based แบบเล่นได้ทุกตัวนี่บางทีก็น่ารำคาญ (แล้วตัวละครบางตัวนี่จะถูกใช้น้อยกว่าใครเพื่อน ของผมคือ Kimahri กับ Rikku)

แล้วภาคนี้การเดินเรื่องมันค่อนข้างเป็นเส้นตรง บังคับให้เราเล่นไปตามคอร์สของมัน กว่าจะออกนอกลู่นอกทางได้ก็เป็นช่วงบั้นปลายแล้ว แถมไอ้ mini-game บางอย่างของภาคนี้ก็โคตรจะน่ารำคาญ (เราว่าของภาค VIII กับ IX สนุกกว่าเยอะ) ไอ้เกม Blitzball นี่ตอนแรกบั่นทอนเรามาก เล่นไม่เป็นเลย แต่พอเล่นเป็นแล้วโคตรดีด 555 แบบกวาดแชมป์ทุกทัวร์นาเมนต์ (พอจับจุดได้ มันจะมี trick บางอย่างที่ make sense ในเกมฟุตบอล เช่น การถ่ายบอลไปยังพื้นที่ว่าง ดึงคู่ต่อสู้ และการวางแท็กติกชูจุดแข็งและกลบจุดอ่อนของผู้เล่นในทีมเราเอง)

แล้วก็สำหรับแฟนเก่า ๆ ก็คงจะบ่นเรื่องการเดินทาง ซึ่งในภาคก่อน ๆ เราสามารถบังคับเรือเหาะได้ มีอิสระกว่าภาค X เยอะ

– จะว่าไปแนวคิดเรื่อง Sphere หรือ Dream World นี่มันก็มีมาในซีรี่ส์ FF ตั้งแต่ภาคแรก ๆ แล้วนะ แต่ด้วยพัฒนาการของ Graphic ทำให้ภาพที่ปรากฏใน FFX มันดูทั้งน่าตื่นตาตื่นใจและน่าขนลุกไปในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะการที่โลก Spira เป็นดินแดนที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยความฝัน และการเนรมิตรดินแดนที่ดับสูญอย่าง Zanarkand ให้คงอยู่ ถ้ามองในมุมของการสร้างโลกเสมือนจากความทรงจำของมนุษย์ มันเป็น Sci-Fi Fantasy ที่โคตรล้ำเลย

#SILENCE ศรัทธาไม่เงียบ (แต่ถ้าไม่เงียบก็ไม่รอด!)


ในฐานะแฟนหนังของ Martin Scorsese และในฐานะคริสตชนโดยกำเนิด ตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังเรื่องนี้ ก็จองคิวดูไว้นานแล้ว (แต่ อห รอบและโรงน้อยเหลือเกิน)

21752909_10154677927405807_6819080234498096333_o

ในฉากการประจักษ์ (Apparition) นั้น Scorsese ได้แรงบันดาลใจภาพใบหน้าพระเยชูจากภาพวาดของ El Greco 
http://www.everypainterpaintshimself.com/article/el_grecos_saint_veronica_c.1580

Silence เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกัน (ชื่อภาษาญี่ปุ่นคือ 沈黙 – ชินโมคุ) ผลงานเขียนของ Shusaku Endo ในปี 1966 (เท่าที่หาข้อมูลมา Silence เป็นโปรเจ็คที่ Scorsese ตั้งใจจะทำมานานแล้ว เขาได้อ่านเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 89 ตอนที่ไปรับเล่นหนังเรื่อง Dreams ให้กับ Akira Kurosawa ที่ญี่ปุ่น แล้วก็เริ่มพัฒนาโปรเจ็คมาตั้งแต่ทศวรรษ 90’s แต่ก็เลื่อนไปเลื่อนมา เปลี่ยนดาราคนแล้วคนเล่า [ว่ากันว่าดราฟท์หนังเมื่อปี 2010 เขาวางตัวให้ Daniel Day-Lewis เล่นคู่กับ Benicio del Toro] แต่กว่าโปรเจ็คจะได้ลงเอยจริง ๆ ก็ในปี 2014 และได้ lineup นักแสดงหลักที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ได้แก่ Andrew Garfield, Adam Driver และ Liam Neeson)


เรื่องย่อ Silence เป็นบทประพันธ์ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง โดยมีฉากหลังเป็นประเทศญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 17 คณะมิชชันนารี “เยซูอิต” เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ตามหัวเมืองของเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมืองนางาซากิ ซึ่งในยุครุ่งเรืองนั้น ว่ากันว่าเคยมีจำนวนคริสตชนถึงหลักแสน แต่แล้วสถานการณ์ก็พลิกผัน เมื่ออยู่ ๆ ทางการเห็นว่าศาสนาคริสต์เป็นภัยต่อความมั่นคง และดำเนินการกวาดล้างชาวคริสต์อย่างหนัก ทางคณะเยซูอิตที่ยุโรปได้ข่าวมาว่า บาทหลวง Ferreira (Liam Neeson) ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของงานแพร่ธรรมในญี่ปุ่นยอมละทิ้งศาสนาไปแบบดื้อ ๆ ลูกศิษย์ชาวโปรตุเกสของเขาทั้งสอง Rodrigues (Andrew Garfield) และ Garupe (Adam Driver) รู้สึกข้องใจ เพราะไม่เชื่อว่านักบวชที่มีศรัทธาแรงกล้าอย่าง Ferreira จะทรยศต่อศาสนจักร พวกเขาจึงอาสาออกเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อค้นหาความจริง และกอบกู้ชื่อเสียงให้กับ Ferreira แต่เมื่อพวกเขาไปถึงที่นั่น ก็พบว่าภารกิจนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งกำลังคุกรุ่น ทางการหมายหัวมิชชันนารีและไล่กวาดล้างชุมชนชาวคริสต์ นักบวชหนุ่มทั้งคู่ต้องเผชิญกับบททดสอบต่าง ๆ นานาที่คอยสั่นคลอนศรัทธา และพร้อมจะคร่าชีวิตพวกเขาได้ทุกเมื่อ

21741149_10154677929025807_2626575867495381374_o

พูดถึงตัวหนัง เราให้ 4/5 ดาวเลย ทำได้ตามมาตรฐาน Scorsese น่าสนใจตรงที่เราว่า Scorsese เป็นคนดัดแปลง #หนังสือเป็นหนัง ได้ดีมาก แถมยังสามารถทำให้หนัง drama ที่มีประเด็นเรื่องศาสนา มีกลิ่นอายลึกลับ ลุ้นระทึกแบบ thriller ตามแนวถนัดได้ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ งานภาพทรงพลังตั้งแต่ฉากเปิดตัว ขณะที่การกำกับการแสดงก็ทำได้ดี มีหลายฉากที่บีบคั้นอารมณ์ สร้างความตึงเครียด หรือแม้แต่ทำให้เราร้องให้ตามตัวละครไปได้ อีกอย่างที่ชอบมาก ๆ ก็คือ casting ฝั่งญี่ปุ่นนี่เลือกมาแต่ละตัว จี๊ด ๆ ทั้งนั้น เช่น Yōsuke Kubozuka, Tadanobu Asano, Issey Ogata, Shinya Tsukamoto และ Nana Komatsu

631866146

เราว่าบท ‘คิชิจิโร’ ของ Yosuke ที่เป็นเสมือน #ยูดาสญี่ปุ่น คุ้มดีคุ้มร้าย นี่เด่นสุด ๆ เรียกว่าฉีกเสียจนเราลืมลุคสมัย he เป็น idol เมื่อตอนยุค 2000 นู้นไปเลย (ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ โลเคชั่นหลักของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ประเทศ #ไต้หวันไม่ใช่ญี่ปุ่น)

สำหรับ #ชื่อเรื่อง Silence นั้น เราตีความได้ 2 แง่ คือ
1) การแอบนับถือศาสนา เป็นศาสนิกแบบลับ ๆ ประกอบพิธีแบบเงียบ ๆ เพื่อความอยู่รอด (ซึ่งจะว่าไป #การปิดปากเงียบ ขัดกับหลักศาสนาคริสต์ที่เน้นย้ำว่าศาสนิกต้องสำแดงตนและเผยแพร่ความเชื่อ)

2) ความเงียบงันของพระเจ้า ในหลาย ๆ ฉากที่ Rodrigues ตกอยู่ในคราวคับขัน หรือชาวบ้านถูกทรมานทรกรรมอย่างแสนสาหัส แต่เสียงภาวนาของพวกเขาก็ไม่ได้รับการตอบรับจากพระเจ้า (ซึ่งล้อไปกับช่วงพระมหาทรมานของพระเยซู)

เป็นคำถามที่ท้าทายศรัทธา และชวนให้เราขบคิด ว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เราจะเลือก “รักษาความเชื่อ-หรือ-รักษาชีวิต” (แต่ตัวหนังก็พยายามสะท้อนความเป็นมนุษยนิยมออกมา โดยชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจ apostasy หรือละทิ้งความเชื่อของ Ferreira นั้นทำไปเพื่อช่วยเหลือชีวิตคน รวมไปถึงย้อนถามว่าความดื้อดึงของ Rodrigues นั้นเป็นการทำเพื่อยืนยันความเชื่อ-หรือ-เพื่อสนองอีโก้ของตัวเองกันแน่?)


จริง ๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยตามประเด็นเรื่องศาสนาในญี่ปุ่นช่วงยุคเซนโกคุมาบ้างนะ และเท่าที่อ่านเรื่องย่อดู นิยาย Silence ของ Shūsaku Endō ยืนพื้นจากชีวประวัติของมิชชันนารีที่มีตัวตนจริง ๆ บาทหลวง Ferreira ที่ละทิ้งความเชื่อ (มีชื่อญี่ปุ่นว่า Sawano Chūan : 沢野忠庵) ภายหลังเขาได้หันมานับถือพุทธนิกายเซน และมีลูกมีเมีย แถมยังกลายเป็นผู้ช่วยทางการญี่ปุ่นตรวจตราศาสนวัตถุที่กลายเป็นวัตถุต้องห้าม ในบั้นปลายร่างของเขาถูกฌาปนกิจแทนที่จะฝังศพตามธรรมเนียมคริสต์

ขณะที่บาทหลวง Rodrigues นั้น ผู้ประพันธ์จินตนาการแต่งเติมจาก Giuseppe Chiara มิชชันนารีชาวอิตาลีที่มาตามหา Ferreira ในญี่ปุ่น โดยเขาเข้ามาในช่วงการก่อกบฎชิมาบาระ (1637-1638) ที่ชาวคริสต์นับพันถูกสังหารเหี้ยม ในภายหลัง Chiara ถูกจับกุมพร้อมกับทรมาน ซึ่งเขาก็ละทิ้งความเชื่อไปเหมือนกัน และได้ชื่อใหม่ว่า Okamoto San’emon (岡本三右衛門)

(ซ้าย) หนังสือต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น (กลาง) ซ้ายมือของ Scorsese คือผู้ประพันธ์ Shusaku Endo (ขวา) หนังสือฉบับแปลภาษาอังกฤษ)

>

เอาจริง ๆ แล้ว เรื่องศาสนาที่ญี่ปุ่นในยุคนั้นมีความเชื่อมโยงกับการเมืองสูงมาก โดยนักบุญ Francis Xavier ที่ตระเวนเผยแพร่ศาสนาไปทั่วเอเชีย เป็นผู้ที่เข้ามาบุกเบิกปักธงศาสนาคริสต์ในประเทศญี่ปุ่นทางตอนใต้ (เกาะคิวชู) ในช่วงทศวรรษ 1550 ซึ่งช่วงนั้นญี่ปุ่นก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะเล็งเห็นผลพลอยได้ในแง่ของการค้าขาย การแลกเปลี่ยนวิทยาการ และการนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่

21742822_10154677929840807_8034598306444963064_n

นักบุญ Francis Xavier ผู้บุกเบิกภารกิจเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่น

ในช่วงเวลาดังกล่าว โอดะ โนบุนางะ ผู้ยิ่งใหญ่ก็กำลังผงาดขึ้นมาพอดี เขาเป็นคนหัวสมัยใหม่ เปิดกว้าง อ้าแขนรับศาสนาคริสต์ และที่สำคัญที่สุด #อาวุธปืนจากโปรตุเกส มีส่วนในการปฏิวัติการทหาร จนโนบุนางะกลายเป็นไดเมียวที่เกือบจะสามารถรวบรวมประเทศญี่ปุ่นที่แตกแยกให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ

และโนบุนางะนี้เองที่เคยถูกจับตามองว่าให้ท้ายศาสนาคริสต์ ซึ่งกลายเป็นข้ออ้างหนึ่งที่ศัตรูคู่อริมักจะนำมาเล่นงาน อีกทั้งวีรกรรมการกวาดล้างกบฎอิคโค อิคิ (一向一揆) ซึ่งมีกลุ่มพระสงฆ์นิกายโจโดชินชูเป็นหัวหอกนั้น ในการปิดล้อมเทือกเขาฮิเออัน มีการเผาทำลายเมืองและวัดซึ่งคร่าชีวิตคนไปเป็นหมื่น ๆ ทำให้โนบุนางะถูกประณามว่าเป็นมารศาสนา

ขณะที่ศาสนาคริสต์รุ่งเรืองในยุคของโนบุนางะ แต่ก็เริ่มเสื่อมถอยในยุคของฮิเดโยชิ (ซึ่งเป็นลูกน้องมือขวาของโนบุนางะเองแท้ ๆ) เพราะเขาเริ่มมองเห็นว่าการงอกงามของศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่นเป็นภัยคุกคาม และการกีดกันทางศาสนาก็มาถึงขั้นสุดในยุคของโตกุกาวะ ทำให้ศาสนาคริสต์ต้องเผยแพร่กันลับ ๆ ใต้ดินจนเป็นที่มาของ “คะกุเระคิริชิตัง” หรือคริสตังลับ

ภาพวาดการทรมานชาวคริสต์ที่ญี่ปุ่น ในช่วงศตวรรษที่ 17

>

ฉะนั้นในมุมมองของรัฐ หรือทางการญี่ปุ่นในสมัยนั้น ศาสนาคริสต์จึงไม่ได้เป็นแค่ภัยต่อความมั่นคง #จากภายนอก เท่านั้น (ความหวาดกลัวต่อลัทธิอาณานิคมตะวันตก) แต่มันยังมีนัยยะถึงภัยต่อความมั่นคง #ภายในเนื่องจากแนวทางการรวมศูนย์อำนาจของโชกุนโตกุกาวะที่พยายามจะหลอมรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นเนื้อเดียวกันให้ได้นั้น #ความต่าง จากรัฐจึงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ ศาสนาคริสต์จึงกลายเป็นสิ่งแปลกแยกไป (ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือเคสของโนบุนางะนั่นแหละ ถ้าเกิดมีไดเมียวคนไหนที่คิดต่าง หรือเมืองไหนนับถือคริสต์ขึ้นมา ในมุมมองของรัฐ นั่นเท่ากับพวกเขาไม่ยอมสวามิภักดิ์ และอาจจะลุกขึ้นมาแข็งข้อกับศูนย์กลางเมื่อไหร่ก็ได้ หรือไม่ก็หวั่นเกรงว่าจะมีการสอดไส้ทัศนคติต่อต้านอำนาจรัฐเข้าไปในบทสวดหรือพิธีกรรมทางศาสนา)

นอกจากนั้น Silence ยังได้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ครั้งหนึ่งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ที่มีการเสียเลือดเสียเนื้อสังเวยความเชื่อเหมือนกัน ออกดอกออกผลงดงามในยุโรปหรืออเมริกาใต้ (ซึ่งเป็นทวีป) แต่กลับมาถูกบอนไซหรือชะงักงันในญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นเกาะ)

วรรคทองที่น่าจดจำคือฉากที่ผู้การญี่ปุ่นโต้ตอบบาทหลวง Rodrigues ว่า “Father, it was not by us that you were defeated, but by this mudswamp, Japan.” (Mudswamp หรือ #บึงโคลน ในที่นี้สื่อถึงความหลักลอย ไม่เอื้อแก่การหยั่งราก ซึ่งสะท้อนถึงความคิดของผู้ประพันธ์ Shusaku ที่มองเห็นช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกกับตะวันออก และคนญี่ปุ่นเองก็มีแนวทางเฉพาะตัวในการตีความศาสนาคริสต์ ดังเช่นคำกล่าวของบาทหลวง Ferreira ที่ว่า “Even in the glorious missionary period you mention, the Japanese did not believe in the Christian God, but in their own distortion.” หรือคำปรามาสของตัวผู้การที่ว่า “In the cultural mudswamp of Japan everything gets distorted and transformed.”)
>
>
ปล.1 เพิ่งรู้ว่าหนังเรื่อง Silence เคยทำมา 3 เวอชั่นแล้ว มีเวอชั่นญี่ปุ่น (1971) / สเปน (1997) / และล่าสุดฮอลลีวูด (ปี 2016 โดย Scorsese)

ปล.2 เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เรากลัวว่าจะเขียนไม่จบ เลยขอตัดจบแค่นี้ แต่ให้ link ไว้แล้วกัน เผื่อใครสนใจอยากไปอ่านต่อ

ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่น

ประวัติบาทหลวง Cristóvão Ferreira

ประวัติบาทหลวง Giuseppe Chiara 

ทริปแสวงบุญเลยที่นางาซากิ

การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในคิวชู

กบฎชิมาบาระ

รีวิวหนังสือ Christ’s Samurai

การค้นพบโครงกระดูกของบาทหลวง Sidotti ที่โตเกียว
(เรื่องนี้น่าสนใจสุด ๆ ครับ เพราะตามประวัติศาสตร์ Sidotti คือ 1 ใน 2 มิชชันนารีชาวอิตาลีในยุคนั้น อีกคนก็คือ Giuseppe Chiara นั่นเอง)

ขยายความวลี mudswamp, Japan 

ความล้มเหลวด้านรายได้ของ Silence
หนังเรื่องนี้ได้กล่องแต่ไม่ได้เงินครับ คะแนนรีวิวดีมาก เช่น rotten tomatoes ให้ 84% ใน imdb ได้ 7.2 แต่รายได้นี่ เก็บมาได้แค่ 20 กว่าล้านดอลล์ ไม่ถึงครึ่งของเงินลงทุน (ราว ๆ 50 ล้านดอลล์) ไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้ได้ลุ้นในญี่ปุ่นมั้ย? เพราะ the last samurai ของ Tom Cruise นี่เคยทำรายได้ถล่มทลายที่ญี่ปุ่น

หนังอิงศาสนาคริสต์ที่เคยประสบความสำเร็จใน box office คือ The Passion of the Christ ของ Mel Gibson ที่ทำรายได้รวมกว่า 600 ล้านดอลล์ (ทุนสร้าง 30 ล้านดอลล์)

ดราม่าฟ้องร้องกับนายทุนฯ
หนังเรื่องนี้มีดราม่าเกี่ยวกับทุนสร้างด้วย เพราะตัว ผกก. Scorsese เองนั้นแกเคยไปขอทุนมาจากนายทุน แต่แกไม่ยอมสร้างหนังเสียที เลยถูกฟ้องร้อง (Scorsese เกิดไอเดียแล่น เลยสร้างหนังเรื่องนู้นนี้นั้นลัดคิวไปเรื่อย ๆ ที่วางแพลนไว้ตั้งแต่ปี 90 กว่าจะมาได้สร้างจริง ๆ ก็ 30 ปีผ่านไปนู้น)

มุมมองของคณะเยซูอิตต่อหนัง Silence 
‘The film does not sugarcoat the brutal nature of this chapter of Jesuit history.’
น่าสนใจตรงที่ ตัวผู้พูด Fr. William Johnston ที่เคยทำงานแพร่ธรรมในญี่ปุ่นนั้น เขาเป็นเพื่อนสนิทกับผู้ประพันธ์ Shusaku Endo เสียด้วย

การใช้โลเคชั่นถ่ายทำที่ไต้หวัน
ใครอยู่วงการหนัง เรื่องการใช้โลเคชั่นที่ไต้หวันก็น่าสนใจครับ

21731268_10154677928210807_6312233132409011229_n

Arya Stark หมาป่าสาวเดียวดาย กับบัญชีแค้นของเธอ!


#GOT #GirlofThrones

1499124598-arya

Arya Stark เป็นอีก 1 ตัวละครหญิงใน Game of Thrones (GOT) ที่แฟน ๆ เอาใจช่วยมากที่สุด นับจากวิบากกรรมในซีซั่นแรกของครอบครัว Stark ที่ทำให้เธอต้องพลัดพรากจากครอบครัว และระเหเร่ร่อน การที่เราได้เห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่น่าสงสารแต่ขณะเดียวกันก็ต่อสู้กับชะตากรรมอย่างเข็มแข็งโดยมีไฟแค้นเป็นแรงผลักดัน ทำให้เส้นเรื่องของเธอมีเสน่ห์มาก ตั้งแต่ซีซั่น 1-6 เราได้เห็น Arya ฝึกวิชาดาบ ผจญภัยเสี่ยงชีวิต ข้ามน้ำข้ามทะเลไปฝึกวิชาไร้ลักษณ์ที่วิหารแห่งพหุพักตรเทพ ก่อนจะบินเดี่ยวเพื่อสะสางบัญชีแค้นในซีซั่น 7

ต่างจาก Sansa ที่มีนิสัยรักสวยรักงาม และใฝ่ฝันจะเป็นเหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยาย Arya บุตรสาวคนเล็กของ Ned เป็นสาวห้าว รักอิสระ และเด็ดเดี่ยว เธอปฏิเสธค่านิยมกุลสตรีที่สังคมตีกรอบไว้ และเลือกที่จะจับดาบแทนเข็มเย็บปักถักร้อย (แต่ดาบของเธอก็ชื่อ Needle น่ารักซะ) ในบทประพันธ์ต้นฉบับ เคยมีคำบรรยายว่า Arya มีบุคลิกลักษณะคล้าย ๆ กับ Lyanna Stark น้องสาวของ Ned และด้วยนิสัยแบบคู่ตรงข้ามเช่นนี้ ทำให้สองศรีพี่น้อง Arya และ Sansa ไม่ค่อยจะกินเส้นกัน

#ประเดิมวงการกับGOT
Maisie Williams ผู้รับบท Arya Stark ในตอนแสดงซีรี่ส์ GOT ซีซั่นแรก เธอเพิ่งจะอายุได้ 12 ปี และต้องบอกว่าเธอโชคดีสุด ๆ เพราะ GOT ถือเป็นผลงานแสดงเรื่องแรกของเธอ ที่ทำให้ Maisie กลายเป็นดาราดังชนิดที่ตัวเธอเองก็ยังไม่เชื่อด้วยซ้ำ โดยทีแรกเธอมักน้อย คิดแต่เพียงว่าจะนำเงินที่ได้จากซีรี่ส์ไปซื้อแล็ปท็อปเครื่องใหม่ (พ่อเลี้ยงของเธอบอกว่า “คงจะซื้อแล็ปท็อปได้สัก 2 เครื่อง”) แต่ผลลัพธ์ก็คือ Maisie ไม่เพียงแต่จะสามารถช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวเท่านั้น เพราะปัจจุบันเธอกลายเป็นดาราจอแก้วแถวหน้าที่มีค่าตัวแพงระยับ

c3c2d9372efd161f55fdb6a3a8eba023--ned-game-of-thrones-game-of-thrones-series

#ถ้าไม่ได้เป็นนักแสดง
Maisie เกิดในเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ เป็นน้องคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 4 คน ชื่อ Maisie มาจากคาแรกเตอร์เด็กผู้หญิงจอมแก่นในการ์ตูนคลาสสิค ‘The Perisher’ และถ้าเธอไม่ได้เล่น GOT เธออาจจะยึดอาชีพเป็นแดนเซอร์ก็ได้ โดย Maisie เคยให้สัมภาษณ์ว่า
“ถ้าฉันไม่ได้เล่น GOT ล่ะก็ ฉันคงจะแชร์ห้องกับเพื่อน ๆ อยู่ในลอนดอน หาทางเป็นแดนเซอร์ และอยู่แบบไส้แห้ง ถ้าฉันได้ทำงานในวงการเต้นรำ ฉันอาจจะทิ้งงานแสดงไปเลยก็ได้”

#ชีวิตวัยรุ่น
การเป็นดาราตั้งแต่อายุน้อย ทำให้เธอสูญเสียชีวิตวัยรุ่นไป Maisie ต้องลาออกจากโรงเรียน เพราะมีเวลาเรียนไม่พอ และมีปัญหาในการปรับตัวเข้าสังคม (สมัยอายุ 13 เธอเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่อง Cyberbully) ก่อนจะย้ายมาเรียนด้านการแสดงโดยตรงที่สถาบัน Bath Dance College ซึ่งในชีวิตจริงของ Maisie เธออาจจะคล้าย ๆ กับ Arya ตรงที่เป็นสาวหัวขบถ เมื่อย้อนมองอดีตแล้วเธอก็รู้สึกว่าหงุดหงิดทุกครั้งที่ถูกผู้คนวิจารณ์เรื่องต่าง ๆ นานา เช่น เรื่องการแต่งตัว การเจาะจมูก หรือสูบบุหรี่นอกกองถ่าย ลามไปถึงเรื่องครอบครัว แต่พอโตขึ้น Maisei ก็เพิกเฉยกับคำวิจารณ์เหล่านั้น ซึ่งเธอคิดว่ามันเป็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่ต่างก็เคยไขว้เขว ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยเฉพาะสำหรับเธอที่ต้องแบกรับแรงกดดันจากการแสดงในซีรี่ส์ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างเช่น GOT ซึ่ง Maisie กล่าวว่า
“ฉันอาจจะมีไลฟ์สไตล์ที่ผิดเพี้ยน ไม่ไปโรงเรียน อยู่แต่ในกองถ่าย แต่นั่นเป็นทางเลือกของตัวฉัน เมื่อฉันก้าวเข้าสู่วงการนี้ ฉันเป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าผู้คนสามารถบิดเบือนสิ่งที่คุณพูดได้ นั่นเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ”

 

 

#นอกจอของAryaกับSansa
ต่างจากในจอ Maisie เป็นเพื่อนสนิทกับ Sophie Turner นับตั้งแต่การออดิชั่น GOT ครั้งแรก ๆ พวกเธอทั้งคู่โตมาในกองถ่ายด้วยกัน และเข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดี โดย Maisie เรียกความสัมพันธ์เช่นนี้ว่า ‘Litlle girl gang’ หลังจากซีซั่นแรก แม้ว่าทั้งคู่จะถ่ายทำกันคนละโลเคชั่น แต่สองสาวก็แวะเวียนไปหากันตลอดในช่วงพักร้อน เราจึงได้เห็นรูปคู่ของพวกเธอบนสื่อโซเชียลอยู่บ่อย ๆ โดย Maisie กล่าวว่า “มันตลกดีที่พวกเราต้องมาทะเลาะกันในจอ เพราะเธอไม่เหมือนกับ Sansa ในชีวิตจริงเลย เธอเป็นเพื่อนที่ดี และพวกเราชอบอะไรคล้าย ๆ กัน” ขณะที่ Sophie บอกว่า “ตั้งแต่ซีซั่นแรก เราไม่ได้ทำงานด้วยกันอีก แต่ทีมงานปักหลักอยู่ที่เบลฟาสต์ เราจะนอนค้างด้วยกันเมื่อพวกเราอยู่ในเบลฟาสต์พร้อมกัน เธอเป็นเพื่อนสนิทของฉัน เธอเป็นโซลเมต ฉันรักยัยนั่นมาก”

landscape

#กับบทบู๊ในGOT
จุดเด่นประการหนึ่งของ Arya Stark คือเธอเป็นนักดาบถนัดซ้าย ซึ่งเกร็ดที่น่าสนใจก็คือในระหว่างการฝึกฟันดาบของ Maisie นั้น เธอเป็นคนเลือกที่จะใช้มือซ้ายเอง เนื่องจากเคยได้ยินคำกล่าวว่า การฟันดาบด้วยมือซ้ายเป็นข้อได้เปรียบ เพราะคนส่วนใหญ่คุ้นเคยที่จะรับมือกับผู้ถือดาบด้วยมือขวามากกว่า โดยก่อนหน้า GOT เธอไม่เคยมีพื้นฐานด้านการต่อสู้มาก่อน แต่เคยเรียนยิมนาสติก ซึ่งต้องใช้แขนขาทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน เธอจึงต้องการจะท้าทายตัวเองด้วยการฟันดาบมือซ้าย และปัจจุบันเธอยังรู้สึกแปลก ๆ เมื่อลองจับดาบด้วยมือขวา

Maisie เล่าว่าเธอประทับใจกับการถ่ายทำที่ Bravos เป็นพิเศษ โดยเฉพาะฉากการไล่ล่าของ Arya กับศิษย์พี่แห่งสำนักพหุพักตรเทพ (แสดงโดย Faye Marsay) ซึ่งเป็นฉากที่ทั้งสนุก ท้าทาย และรีดเค้นศักยภาพ โดยเธอบอกว่ามันรู้สึกดีมากหลังถ่ายทำเสร็จในแต่ละวัน เพราะมันทำให้เธอหมดเรี่ยวแรงทั้งทางกายและทางใจ จนลืมเรื่องต่าง ๆ ไปทั้งหมด ซึ่ง Maisie กล่าวว่า
“มันตื่นเต้นดี ฉันรักงานแสดงเมื่อฉันได้ใช้ร่างกายทั้งหมด ไม่ใช่แค่การแสดงออกทางสีหน้าและการถ่ายทอดอารมณ์ มันสนุกดีที่ได้วิ่งพล่านไปทั่วเหมือนกับเด็ก ๆ”

4a082117b7c3fcc538cd62f31a9da8a6

#อนาคตหลังGOT
Maisie ในวัย 20 กล่าวว่าเธอรู้สึกตื่นเต้นสำหรับการเตรียมปิดฉาก GOT ซึ่งเธอพยายามจะมองโลกในแง่บวก และก้าวเดินต่อไปในวงการบันเทิงโดยไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม ๆ เธอบอกว่า “หลังจากนี้ไปฉันจะทำอะไรก็ได้ ฉันอาจจะไปท่องเที่ยวสักปีก็ได้นะ”
สำหรับบทสรุปของ Arya นั้น Maisie กล่าวว่า อยากให้ Arya ได้กลับมาพบกับครอบครัวอีกครั้ง และหวังว่าตระกูล Starks จะร่วมแรงร่วมใจกันได้
และอย่างที่แฟน ๆ ทราบกันดี ในซีซั่น 7 นี้มีศิลปินเพลงเบอร์หนึ่งของอังกฤษ Ed Sheeran มาเป็นนักแสดงรับเชิญ ซึ่งโปรดิวเซอร์ David & Dan ก็ตั้งใจนำ Ed มาเซอร์ไพรส์ Maisie ที่เป็นแฟนเพลงตัวยงของเขา โดยเพื่อนสาว Sophie Turner แย้มว่า
“มันสนุกดี เพราะ Maisie นางชอบ Ed Sheeran อะนะ และ David กับแดนก็ตั้งใจนำเขามาเซอร์ไพรส์เธอโดยเฉพาะ พวกเขาไม่ได้บอกเธอเลย แต่ฉันนี่แหละที่เผลอบอกเธอ!” (ขณะที่ Sophie เป็นแฟนตัวยงของ Justin Bieber และเธอก็ชอบพูดเปรยบ่อย ๆ ว่าอยากให้ Bieber มาเข้าฉากบ้าง 555)

game-of-thrones-ed-sheeran-arya

 

This slideshow requires JavaScript.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล
https://www.theguardian.com/…/game-of-thrones-maisie-willia…
http://www.hbo.com/…/epi…/1/08-the-pointy-end/interview.html
http://time.com/…/game-of-thrones-maisie-williams-arya-sta…/
https://en.wikipedia.org/wiki/Maisie_Williams
http://gameofthrones.wikia.com/wiki/Arya_Stark

http://www.huffingtonpost.com/…/heres-the-reason-why-arya-s…
https://www.nytimes.com/…/sophie-turner-and-maisie-williams…
https://www.nytimes.com/…/sophie-turner-and-maisie-williams…
http://www.businessinsider.com/arya-stark-kill-list-whos-…/…
http://www.telegraph.co.uk/…/Game-of-Thrones-Maisie-William…
http://uk.businessinsider.com/sophie-turner-maisie-williams…
https://www.youtube.com/watch?v=aqsL0QQaSP4

#ซีรี่ส์ #GameofThrones

♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦

บัญชีแค้นของ Arya Stark 
– Cersei Lannister
– Ilyn Payne
– Melisandre
– Beric Dondarrion
– Thoros of Myr
– Polliver
– Joffrey Baratheon
– Rorge
– Gregor “The Mountain” Clegane
– Sandor “The Hound” Clegane
– Tywin Lannister
– Meryn Trant
– Walder Frey 

TALISA “แม้จะต้องแลกกับสิ่งไหน Robb ยอม”


#GOT #GirlofThrones

รักระหว่างรบของ Robb Stark เกิดขึ้นเมื่อเขาได้พบกับพยาบาลสาวผู้เด็ดเดี่ยว Talisa Maegyr หลังจากที่กองทัพแคว้นเหนือที่นำธงโดยตระกูล Stark เอาชนะกองทัพของตระกูล Lannister ได้ที่สมรภูมิ Oxcross ความงามและความโอบอ้อมอารีของเธอพิชิตใจกษัตริย์แห่งแดนเหนือ จนทำให้เขาต้องยอมตระบัดสัตย์ในเวลาต่อมา และนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกชะตากรรมของตระกูล Stark

Robb_and_Talisa

สาวนัยน์ตาโต ใบหน้าเรียวยาว ผู้รับบท Talisa Stark มีนามว่า Oona Chaplin เกิดในครอบครัวศิลปินที่กรุงมาดริด แม่ของเธอ Geraldine Chaplin เป็นนักแสดง และพ่อของเธอ Patricio Castilla เป็นช่างภาพ เธอผู้นี้มีศักดิ์เป็นหลานสาวของดาวตลกในตำนาน Charlie Chaplin (ชื่อของเธอถูกตั้งตามคุณย่า ซึ่งเป็นภรรยาคนสุดท้ายของ Charlie) นอกจากจะได้ดวงหน้าของคุณปู่มาแล้ว เธอน่าจะได้ความคมเข้มมาจากคุณพ่อชาวชิลีที่มีเชื้อสายอินเดียนแดงเผ่ามาปูเช

แต่การเป็นลูกหลานของตระกูล Chaplin ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป Oona บอกว่านามสกุลนี้เป็นเหมือนพรพิเศษ แต่ในขณะเดียวกันเธอเองก็เคยเกือบเปลี่ยนนามสกุลตอนเข้าวงการมาแล้ว เพราะเกรงจะถูกครหาว่าพึ่งใบบุญปู่ แต่แม่ของเธอทักท้วงว่าให้เธอพิสูจน์ตัวเองด้วยฝีมือดีกว่า ถ้าเธอตั้งใจทำงานหนัก ก็จะไม่มีใครมาว่ากล่าวได้

หลังจากที่ Oona สำเร็จการศึกษาที่สถาบันการแสดงชั้นนำของอังกฤษ Royal Academy of Dramatic Art เธอได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์อังกฤษและสเปนหลายเรื่อง รวมทั้งเคยเป็นนักแสดงรับเชิญในซีรี่ส์ Sherlock จนกระทั่งได้มารับบท Talisa ในซีรี่ส์ Game of Thrones (GOT) ในปี 2012 ซึ่ง ณ ตอนนั้นเธอไม่คาดคิดเลยว่ามันจะประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้ และรู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตำนาน แต่ Oona เปิดเผยว่า ทีแรกเธอคิดว่า “สีผิว” อาจจะทำให้เธอชวดบทนี้ก็ได้ เนื่องจากในฐานะนักแสดงลูกเสี้ยว เธอไม่ขาวพอที่จะรับบทเป็นคนอังกฤษแท้ ๆ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้คล้ำพอที่จะรับบทเป็นคนกลุ่มชาติพันธุ์ Oona กล่าวถึงตอนออดิชั่น GOT ว่า…
“เอเยนต์หางานให้ฉัน ฉันไปออดิชั่นมา 2 ครั้ง ฉันคิดว่าฉันคงไม่ได้บทแน่ ๆ เพราะฉันไม่ได้มีผิวขาวตามแบบฉบับสาวอังกฤษที่ปรากฏบนจอทีวีส่วนใหญ่ แต่ทีมงานกล้าหาญและฉลาดกว่านั้น และพวกเขาคิดว่าฉันเหมาะกับบทนี้ ฉันกรี๊ดดังลั่นเลยเมื่อฉันได้รับแจ้งข่าวทางโทรศัพท์”

Oona ยังกล่าวถึงเคล็ดลับความสำเร็จของซีรี่ส์ GOT ที่มีแฟน ๆ ไปทั่วโลกว่า…
“ส่วนหนึ่งที่ผู้คนหลงรักละครแฟนตาซีเรื่องนี้ก็เพราะมันมีความเป็นสากลและความสมจริงอยู่ มันมีบางอย่างที่ตอบสนองความต้องการของทุกคน มันตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในแง่ของฉากเปลือยและความรุนแรง และมันหยอกล้อกับความเป็นจริงของโลกในปัจจุบัน กับการแสวงหาพลังอำนาจ หลาย ๆ คนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจวาสนา และขัดข้องหมองใจกับสถานะดังกล่าว ฉะนั้น GOT จึงเป็นช่องทางในการระบาย และเติมเต็มจินตนาการด้วยมังกรและสาวงามในร่างเปลือยเปล่า”

talisa-stark-1920

Oona เป็นสาวรักอิสระ การเติบโตในครอบครัวศิลปินเป็นที่มาของวิถีชีวิตแบบชีพจรลงเท้า โดย Oona เกิดในมาดริด และใช้ชีวิตวัยเยาว์ในประเทศต่าง ๆ เช่น อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ และคิวบา เธอพูดได้ถึง 4 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี

Oona กล่าวว่า “รักแรกของฉันคือการเต้นรำ” เธอเคยเรียนบัลเลต์ ซัลซา และฟลามิงโก และเคยคิดจะเอาดีในสายอาชีพนี้ จนกระทั่งได้รับบาดเจ็บที่สะโพกเมื่อตอนอายุ 14 ปี และต้องยุติเส้นทางฝันนั้นลง

การเติบโตในคิวบาทำให้ Oona มีทัศนคติเปิดกว้างในเรื่องความรัก โดยเธอกล่าวว่า…
“ฉันชอบตกหลุมรักบ่อย ๆ กับใครหลาย ๆ คน ฉันตกหลุมรักแทบทุกวันเลยล่ะ ในคิวบาที่ฉันเติบโตมามันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าวันไหนฉันเดินบนถนนแล้วไม่มีหนุ่ม ๆ มาทักชมล่ะก็ วันนั้นคงจะต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ ฉันก็เลยมีทัศนคติแบบผ่อนคลายเหมือนชาวคิวบา แต่ที่อังกฤษมันแตกต่างออกไป ที่นี่ผู้คนจริงจังกว่า ฉันไม่อึดอัดที่จะบอกว่า “ฉันรักเธอ” กับชายหนุ่มที่ฉันเพิ่งพบพานเลย แต่ถ้าคุณทำแบบนั้นกับหนุ่มชาวอังกฤษล่ะก็ เขาคงจะเผ่นแน่บ ที่นี่มีความรู้สึกหวาดระแวงต่อเรื่องความรัก”

“แต่ฉันก็เคยมีความรักแบบใส ๆ นะ มันเกิดขึ้นเมื่อตอนฉันอายุ 15 กับหนุ่มคนหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ เราเขียนจดหมายหากันอย่างออกรสชาติ แต่พอเราได้มาเจอกันจริง ๆ เรากลับไม่กล้าแม้แต่จะสบตากันด้วยซ้ำ มันก็เลยเป็นความรักแบบเพ้อฝันไปเสีย แต่ฉันก็ยังเก็บจดหมายไว้อยู่เลยนะ”

a4f8e1da3ddeff197451b495ea733754

สำหรับรักในจอระหว่าง Talisa กับ Robb Stark นั้น เธอเคยกล่าวถึง Richard Madden ที่รับบทเป็น Robb ว่า เขาเป็นคนที่จูบเก่งขั้นเทพ ขณะที่ Richard กล่าวว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Oona เธอเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมและเฉลียวฉลาด การแสดงที่ทรงพลังของเธอและ Michelle (รับบทเป็น Catelyn) ทำให้โศกนาฎกรรมของครอบครัว Stark เศร้าสลดแบบทวีคูณ

หลังจากผลงานใน GOT เส้นทางนักแสดงของ Oona กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ในปี 2014 เธอได้รับบทนำเป็นพยาบาลในซีรี่ส์ย้อนยุคเรื่อง ‘The Crimson Field’ ในปี 2015 เธอได้ร่วมแสดงในหนังโรแมนติกเรื่อง ‘The Longest Ride’ ในต้นปี 2017 เธอได้ประชันบทบาทกับ Tom Hardy ในซีรี่ส์ดาร์ก ๆ เรื่อง ‘Taboo’ และล่าสุด Oona ได้รับการวางตัวให้รับบทนำในหนังมหากาพย์เรื่อง ‘Avatar’ ของ James Cameron ภาคต่อทั้ง 4 ภาค (ภาคแรกจะออกฉายในปี 2020)

This slideshow requires JavaScript.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล
https://www.bigissue.com/…/oona-chaplin-satisfies-desires-…/
http://www.birminghammail.co.uk/…/charlie-chaplins-granddau…
http://www.telegraph.co.uk/…/the-lo…/oona-chaplin-interview/
http://ew.com/…/2017/06/20/avatar-four-sequels-oona-chaplin/
http://www.hbo.com/…/29-the-r…/interview/richard-madden.html
http://metro.co.uk/…/oona-chaplin-game-of-thrones-was-the-…/
http://nerdist.com/oona-chaplin-tom-hardy-taboo-incest/

#ซีรี่ส์ #GameofThrones

Brienne องครักษ์หญิงเหล็ก


#GOT #GirlofThrones

Brienne-of-Tarth-image-brienne-of-tarth-36722527-1280-720

ทุกครั้งที่มีการจัดอันดับ 10 สุดยอดนักดาบแห่ง Game of Thrones (GOT) มักจะมีชื่อของ Brienne of Tarth ติดอยู่ในโผด้วยเสมอ อัศวินหญิงที่เก่งกาจผู้นี้ เคยดวลเดี่ยวชนะ The Hound มาแล้ว แถมยังเป็นผู้ถือดาบ Oathkeeper ที่สร้างจากเหล็กวาเลเรียน นอกจากนี้ การสร้างปมเรื่องให้ตัวละครที่จงรักภักดีถูกโชคชะตากลั่นแกล้งจนต้องกลายมาเป็นบ่าวหลายนาย หรือความสัมพันธ์ในเชิงโรแมนติกระหว่างเธอกับเพื่อนร่วมทาง Jaime Lannister ที่พัฒนาจาก ‘คู่กัด’ มาเป็น ‘คู่จิ้น’ ในภายหลัง เหตุผลทั้งหมดนี้ทำให้ Brienne กลายเป็น 1 ในตัวละครที่แฟน ๆ GOT เอาใจช่วยมากที่สุด

ในซีรี่ส์ GOT ตัวละคร Brienne มีปมด้อยจากการเป็นผู้หญิงร่างใหญ่เหมือนยักษ์ปักหลั่น และทำให้ในวัยเด็กเธอถูกล้อเลียนว่า “บริแอนโฉมงาม” (Brienne the Beauty) ซึ่งปมด้อยนั้นได้ถูกคลี่คลายลงโดย Renly Baratheon ที่ให้การยอมรับนับถือในตัวตนของเธอ และ Brienne ก็ตอบแทนเขาด้วยการรับใช้อย่างถวายหัว

ในชีวิตจริงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ นักแสดงสาว Gwendoline Christie ที่มีรูปร่างสูงถึง 1.91 เมตร (หรือ 6 ฟุต 3 นิ้ว) ก็เคยรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองมาก่อน สาวที่ถือกำเนิดในเวสต์ซัสเซกซ์ ประเทศอังกฤษ อาจจะได้เป็นนักยิมนาสติกมืออาชีพไปแล้วก็ได้ ถ้าเธอไม่มีอาการบาดเจ็บที่หลังเมื่อตอนอายุ 11 ขวบเสียก่อน และ Gwendoline ได้ตัดสินใจเบนเข็มไปสู่เส้นทางนักแสดง โดยมี Marilyn Monroe (จากหนังเรื่อง ‘Bus Stop’) เป็นแรงบันดาลใจ

แต่เส้นทางสู่วงการของเธอก็มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ นอกจากพ่อแม่จะเคยทักท้วงแล้ว อาจารย์สอนการแสดงที่ Drama Centre London ก็เคยปรามาสว่านักแสดงที่ตัวสูงปรี๊ดอย่างเธอคงไม่มีทางรุ่งหรอก แต่ก็เป็นสถาบันนี้แหละที่เคี่ยวเข็ญ และถ่ายทอดเทคนิคการแสดงแบบ Method ไว้เป็นวิชาติดตัวแก่ Gwendoline นอกจากนี้การที่เธอได้ร่วมงานถ่ายภาพนู้ดกับช่างภาพชื่อดัง Polly Borland เมื่อปี 2008 ถือเป็นการท้าทายมายาคติของความเป็นหญิง และมีส่วนช่วยเธอในการทำใจยอมรับกับรูปร่างของตัวเอง (แต่เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เธอก็คงจะไม่กล้าทำแบบนั้นอีกแน่ ๆ)

#เกิดมาเพื่อบทนี้
ในช่วงเริ่มต้นอาชีพการแสดง Gwendoline มีงานละครเวทีอย่างต่อเนื่อง แล้วโอกาสทองก็มาถึง เมื่อซีรี่ส์ GOT มีการเปิดคัดเลือกนักแสดง เพื่อน ๆ หลายคนเชียร์เพราะเห็นว่าเธอมีหน่วยก้านเหมาะสม และ Gwendoline ได้เข้าร่วมการออดิชั่นในบท Brienne of Tarth เมื่อปี 2011 ซึ่งหลังจากที่ได้อ่านบทประพันธ์ต้นฉบับ ‘A Song of Ice and Fire’ แล้ว เธอรู้สึกอินกับตัวละคร Brienne ที่มีปมชีวิตคล้าย ๆ กัน และคิดว่าจะต้องคว้าบทนี้มาครองให้ได้ จากหญิงสาวที่รักสวยรักงาม ชอบไว้ผมยาวและรักการแต่งตัว เธอลงทุนหั่นผม แต่งตัวแบบยูนิเซ็กซ์ และฟิตร่างกายเพื่อการนี้โดยเฉพาะ โดย Gwendoline กล่าวว่า
     “พอได้อ่านหนังสือ ฉันรู้สึกประทับใจในการสำรวจตัวตนของผู้หญิงร่างใหญ่ ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนชายขอบในสังคมที่ตัดสินผู้คนจากรูปลักษณ์ภายนอก ฉันเติบโตมาด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน ในช่วง 10 ปีหลัง สถานการณ์เปลี่ยนไปมากในแง่ของการยอมรับ และอินเตอร์เน็ตได้ขยายทัศนคติของเราอย่างกว้างขวาง แต่ตอนที่ฉันยังเรียนการแสดงเมื่อสัก 15 ปีก่อน ทุกอย่างที่คุณเห็นอยู่บนหน้าจอจะต้องเป๊ะไปหมด ดารามีส่วนสูงกำลังดี มีรูปร่างผอมเพรียว ถ้าคุณมีรูปลักษณ์ที่ดูดีตามมาตรฐาน คุณก็จะมีแต้มต่อในอาชีพการแสดง”

1445020163-hbz-gwendoline-christie-index

#กับเจ้าของบทประพันธ์ George R. R. Martin
เมื่อ Gwendoline ได้พบกับ George เธอเคยถามเขาตรง ๆ ว่า Brienne เป็นอย่างไร และเป็นคนขี้เหร่หรือไม่? ซึ่งเขาตอบแบบตรงไปตรงมาว่า Brienne เป็นผู้หญิงอัปลักษณ์ และเขาตั้งใจจะล้อเรื่องราวความสัมพันธ์ของ Jamie กับ Brienne ตามสูตรคู่รักต่างขั้วของเทพนิยายเรี่อง Beauty and the Beast แบบมุมกลับ แต่ในขณะเดียวกัน Gwendoline ก็ชื่นชมในตัวละคร Brienne ตรงที่เธอเป็นคนมีจิตใจงดงาม และมีดีที่การตัดสินใจมากกว่าการเป็นผู้หญิงร่างยักษ์ที่ตีรันฟันแทงชนะผู้ชาย เธอเป็นตัวละครหญิงที่มีมิติ แหกขนบเดิม ๆ และมีความเป็นมนุษย์สูง

3904045-9151343373-Brien

#กับบทบู๊ใน GOT
เพื่อความสมจริงสมจังในการสวมบท Brienne of Tarth นี้ Gwendoline ต้องเรียนฟันดาบ ขี่ม้า และคิวบู๊ และสวมใส่ชุดเกราะหนักร่วม 30 ปอนด์ (ราว ๆ 13 กก.) และสำหรับฉากดวลอันดุเดือดระหว่าง Brienne กับ The Hound นั้น ทั้ง Gwendoline และ Rory McCann ต้องฝึกคิวบู๊นานถึง 2 เดือน (ใช้เวลาถ่ายทำจริง 3 วัน) และทั้งคู่ต้องมาถ่ายทำบนโลเคชั่นสุดหฤโหด ณ ยอดเขาของประเทศไอซ์แลนด์ ท่ามกลางอากาศร้อนระอุ และภูมิประเทศขรุขระ เต็มไปด้วยก้อนหิน

rehost2016913035e03a9-90cc-47cc-8444-71b9bc160427

#กับคู่จิ้น Jaime Lannister
การจับคู่ให้ตัวละครต่างขั้ว Brienne มารับภารกิจคุ้มครอง Jaime ที่เธอเกลียดขี้หน้าในซีซั่น 3 เป็นซับพล็อตที่สร้างสีสันให้กับ GOT จนทำให้พวกเขากลายเป็นคู่จิ้นอีกคู่หนึ่งที่แฟน ๆ แอบลุ้น ซึ่ง Gwendoline รู้สึกชื่นชมในการทำงานของทั้งผู้ประพันธ์ ผู้กำกับ และเพื่อนนักแสดง Nikolaj Coster-Waldau ที่ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาเป็นที่น่าประทับใจ

สำหรับความเป็นไปได้ที่ความรักของทั้งคู่จะสมหวังกันนั้น Gwendoline ตอบว่า โลกของ GOT นั้นยากจะคาดเดาอยู่แล้ว แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้คำตอบเลย นอกจากนี้ เธอเองก็ไม่แน่ใจหรอกว่าอยากให้พวกเขาลงเอยกันหรือไม่ เพราะทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดและเป็นสายสัมพันธ์ที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ เขากลับมาเพื่อช่วยชีวิตเธอ นั่นเป็นการแสดงออกที่ยิ่งใหญ่ และนั่นทำให้เราได้ย้อนกลับมาสำรวจเกี่ยวกับแง่มุมความรัก และทึ่งไปกับอานุภาพของมัน (ส่วนทางฝั่ง Nikolaj เองก็เคยแสดงทัศนะว่า “ความรักของทั้งสองยากจะลงเอย ไม่มีทางที่ Jaime จะยอมรุก และต่อให้เขาทำ เธอคงจะตบเขาแน่ ๆ Brienne ไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่าย ๆ”)

ขณะที่ความสัมพันธ์นอกจอนั้น Gwendoline เผยว่ามีส่วนคล้ายคลึงกับในจอมาก เพราะ Nikolaj เป็นคนขี้แกล้ง และชอบแหย่เธอเสมอ เธอตกเป็นเหยื่อของเขาประจำ

Nikolaj+Coster+Waldau+Gwendoline+Christie+IOHnac429ktl

#อนาคตการแสดง
ผลงานเด่นเรื่องอื่น ๆ ของ Gwendoline ได้แก่ การร่วมแสดงในภาพยนตร์ The Hunger Games (รับบทเป็น Commander Lyme) และ Star Wars (รับบทเป็น Captain Phasma) สำหรับโปรเจ็คในฝันนั้น เธอบอกว่าอยากลองเล่นบทที่ท้าทาย อย่างเช่น บทสาวนักล่าแต้ม ทนายความ นักการเมือง หรือนักข่าวจอมฉาว และถ้าได้ร่วมงานกับผู้กำกับเจ๋ง ๆ อย่างเช่น Thomas Anderson, Christopher Nolan, Jane Campion และ David Lynch ก็คงจะดีไม่น้อย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://www.stylist.co.uk/peop…/gwendoline-christie-interview
http://www.rollingstone.com/…/game-of-thrones-q-a-gwendolin…
http://www.vogue.com/…/gwendoline-christie-game-of-thrones-…
http://gameofthrones.wikia.com/wiki/Brienne_of_Tarth
https://en.wikipedia.org/wiki/Gwendoline_Christie
http://www.telegraph.co.uk/…/jaime-and-brienne-are-in-love…/

#GameofThrones

#Daenerys Targaryen ราชินีสายเลือดมังกร ผู้พร้อมทวงคืนบัลลังก์เหล็ก


#GirlofThrones #GOT

เธอผู้นี้เพียบพร้อมด้วยศักดิ์และสิทธิ์แห่งบัลลังก์เหล็ก Daenerys ทายาทหญิงของกษัตริย์คลั่ง Aerys II Targaryen สาวน้อยร้อยฉายา ไม่ว่าจะธิดาวายุ (Stormborn) คาลิซี (Khalisee) ผู้ไม่มอดไหม้ (The Unburnt) แม่มังกร (Mother of Dragons) และมีซา (Mhysa)

4fb8f6f5c29f5598b87556ae731cb089--girl-crushes-mother-of-dragons

Daenerys Targaryen เป็นอีก 1 ตัวละครที่ผู้ชมได้ติดตามการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเธอ จากหญิงสาวผู้ไร้อำนาจ สู่ราชินีผู้เรืองอำนาจ ตอนเปิดฉากซีซั่น 1 Daenerys เป็นเพียงเครื่องมือต่อรองของพี่ชาย Viserys ที่จับเธอคลุมถุงชนกับ Khal Drogo หัวหน้าเผ่าโดธรากี ตามแผนการฟื้นฟูตระกูล Targaryen ก่อนที่ Daenerys จะเกิดใหม่จากเปลวเพลิง พร้อมปลุกชีพมังกรทั้งสาม ตลอด 6 ซีซั่นที่ผ่านมาเธอและไพร่พลร่วมกันฟันฝ่าจนสามารถปลดแอกทาสในหัวเมืองต่าง ๆ และกลายเป็นราชินีผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรตะวันออก Essos ผู้ครอบครองกองทัพที่น่าเกรงขามทั้งพลหอก Unsullied และกองทัพม้า Dothraki รวมไปถึงแสนยานุภาพของมังกร

นอกจากความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว อิทธิปาฎิหาริย์ และเสน่ห์มัดใจชายแล้ว ความได้เปรียบอีกอย่างของ Daenerys อยู่ตรงที่การได้คนเก่ง ๆ มาเข้าพวก ล่าสุดการได้ยอดกุนซืออย่าง Tyrion Lannister และ Lord Varys รวมไปถึงการได้ 2 พี่น้องตระกูล Greyjoy มาเป็นพันธมิตร ก็น่าจะทำให้การยาตราทัพไปสู่ดินแดนตะวันตก Westoros เพื่อทวงคืนบัลลังก์เหล็กมีลุ้นมากขึ้น

daenerys-dragon-gameofthrones-2

ในการสวมบทบาท Daenerys นั้น ดาราสาวชาวอังกฤษ Emilia Clarke ที่มีผมสีน้ำตาลเข้มโดยธรรมชาติ จะต้องสวมใส่วิกผมสีทองให้ตรงตามบทประพันธ์ ซึ่ง Emilia เผยว่ามันเป็นงานช้างอย่างหนึ่งในกองถ่าย เพราะเธอจะต้องใส่วิกผมยาวอยู่ในทะเลทรายที่ร้อนอบอ้าวของประเทศโมร็อกโกตลอดทั้งวัน แต่มันก็ช่วยให้เธอรู้สึกมั่นใจและมีพลังแบบแปลก ๆ Emilia กล่าวว่า
“ทุกคืนที่วิกถูกถอดออก ฉันรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงมันหายไปแบบดื้อ ๆ เลย”

ก่อนจะกลายมาเป็นดาราจอแก้วค่าตัวแพงระยับ (ตอนละราว ๆ 2 ล้านปอนด์) สาวที่เกิดในลอนดอน และเติบโตในเบิร์กเชียร์ ได้แรงบันดาลใจในการแสดงมาจากการได้ดูละครเพลงเรื่อง Show Boat ที่คุณพ่อของเธอรับหน้าที่เป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์ หลังจบการศึกษาที่โรงเรียนการแสดง Drama Centre London ในปี 2009 Emilia ก็ได้รับงานแสดงต่าง ๆ มากมาย ทั้งละครเวที หนังสั้น โฆษณา และละครทีวี จนสื่อยกให้เป็นดาราอังกฤษแห่งอนาคต


สำหรับการเริ่มต้นการแสดงในซีรี่ส์ Game of Thrones (GOT) ในปี 2010 นั้น ว่ากันว่า Emilia ถูกเรียกให้มาแคสต์บท Daenerys แทนเพื่อนนักแสดงอังกฤษ Tamzin Merchant ที่ถูกเทโดยไม่เปิดเผยสาเหตุ นอกจากนี้ ในระหว่างการทดสอบบท Emilia ยังได้เต้นท่าไก่กะต๊าก และท่าหุ่นยนต์!

ในการพบปะกันครั้งแรกของ Emilia กับ Jason Momoa ผู้รับบทเป็น Khal Drogo ในซีซั่นแรก เกิดขึ้น ณ ล็อบบี้ในโรงแรมของเมืองเบลฟาสต์ Emilia เพิ่งเดินทางมาเหนื่อย ๆ พร้อมกระเป๋าหนัก ๆ แล้วอยู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มร่างยักษ์ตะโกนเรียกเธอแต่ไกลว่า “เมียจ๋า!” (Wifey!) เขาพุ่งเข้าสวมกอดเธอจนล้มทั้งยืนเหมือนกับการแท็คเกิ้ลในกีฬารักบี้!

637283

ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Rolling Stone นั้น Emilia ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเฟมินิสต์ไว้อย่างน่าสนใจ ถึงแม้ตัวเธอจะเคยถูก Esquire ยกให้เป็นผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดแห่งปี 2015 หรือถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการเปลือยกายในบทบาทการแสดงในซีรี่ส์ GOT แต่เธอกล่าวว่า
“มันก็ไม่ได้หยุดฉันจากการเป็นเฟมินิสต์สักหน่อย ใช่ ฉันชอบแต่งหน้า แล้วฉันก็ยังเป็นคนมีไอคิวสูง สองสิ่งนั้นสามารถไปด้วยกันได้ ผู้หญิงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ และสำหรับการได้เล่นบทผู้นำหญิงเช่นนี้ ฉันว่าฉันโคตรโชคดีเลย สำหรับใครที่คิดว่ามันไม่จำเป็นหรอก ให้ลองดูสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เราอาศัยอยู่ตอนนี้สิ คุณคงจะเปลี่ยนใจและบอกว่า ไม่นะ จำเป็นสิ จำเป็นอย่างยิ่งเลย”


นอกจากผลงานจอแก้วแล้ว Emilia สามารถพิสูจน์ตัวเองกับวงการจอเงินได้อย่างสมภาคภูมิ ด้วยผลงานหนังที่ประสบความสำเร็จ ทั้งบทบู๊ใน Terminator Genisys และบทโรแมนติกใน Me Before You และยังได้รับการวางตัวให้แสดงในโปรเจ็คหนังเรื่อง Han Solo (หนังภาคแยกของ Star Wars ที่คาดว่าจะออกฉายในปี 2018)

สำหรับแฟน ๆ GOT แล้ว Emilia แย้มเป็นนัย ๆ ว่า
“เส้นเรื่องของ Daenerys จะดำเนินไปจนถึงตอนสุดท้าย (ซีซั่น 8) แน่ ๆ และในซีซั่นนี้ฉันได้ใช้เวลาถ่ายทำที่เบลฟาสต์นานเป็นพิเศษ มันจะเป็นซีซั่นที่น่าลุ้น พล็อตเรื่องบางส่วนจะต้องทำให้คุณอุทานว่า “คุณพระช่วย ฉันลืมไปแล้วนะเนี่ย”

เธอเสริมว่า
“สำหรับนักแสดงในซีซั่น 7 มันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และฉันได้ร่วมงานกับนักแสดงที่ฉันรู้จักมาตั้งแต่ซีซั่น 1 เสียที”

This slideshow requires JavaScript.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล
https://en.wikipedia.org/wiki/Emilia_Clarke
http://gameofthrones.wikia.com/wiki/Daenerys_Targaryen
https://www.youtube.com/watch?v=BXJ3sebNGeU
https://winteriscoming.net/…/interview-emilia-clarke-daene…/
https://www.youtube.com/watch?v=QgocRr_SxqU
https://www.youtube.com/watch?v=NBov-5gP1Vs
http://www.rollingstone.com/…/game-of-thrones-cover-story-e…
http://www.glamour.com/story/emilia-clarke-cover-interview
http://winteriscoming.net/…/game-of-thrones-as-myth-daener…/
http://www.express.co.uk/…/Game-Of-Thrones-Emilia-Clarke-HB…
http://www.gamenguide.com/…/game-of-thrones-season-7-update…
http://www.goldderby.com/…/emilia-clarke-game-of-thrones-i…/
https://winteriscoming.net/…/interview-emilia-clarke-tease…/
http://www.elle.com/…/emilia-clarke-game-of-thones-hair-wig/
http://www.thisisinsider.com/game-of-thrones-emilia-clarke-…

#GameofThrones