Just another WordPress.com site

ล่าสุด

รีวิวหนัง Batch ’81


batch-81

เมื่อวานได้ดู Batch ’81 ในโปรแกรมหนัง Restoration Asia
เป็นหนังฟิลิปปินส์ แต่ดันมีหอหนังเอเชียที่สิงคโปร์เป็นผู้บูรณะ

หนังเสียดสี fraternity ที่ใช้ hazing หรือวิธีการรับน้องแบบใช้ความรุนแรง โดยเท่าที่อ่านข้อมูล ที่ฟิลิปปินส์ในยุคนั้นมีปัญหาเรื่องการรับน้องเยอะมาก แม้แต่โปรดิวเซอร์หนังเอง ลูกชายเธอก็เคยถูกซ้อมจนฟกช้ำ และลูกชายของเพื่อนก็ถูกทารุณกรรมจนถึงกับต้องเข้ารับการผ่าตัดสมอง (นอกจากนี้หนังตีความได้ 2 ชั้น โดยแอบสอดแทรกประเด็นการเมือง จะเห็นได้ว่าฉากสุดพีค #เก้าอี้ไฟฟ้า นั้น มีการตั้งคำถามว่า “กฎอัยการศึกดีหรือไม่ดี?” และในบรรดาสมาชิกก็ไม่มีใครตอบได้ ซึ่งในปี ’81 ที่หนังถ่ายทำนั้น ปธน. มาร์กอส เพิ่งจะยกเลิกกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้มานานถึง 9 ปี)

ในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นหนุ่ม ๆ เข้า fraternity (หรือบ้าน) ที่ชื่อว่า Alpha Kappa Omega และเช่นเดียวกับการรับน้องตามมหา’ลัยในบ้านเรา ที่พวกเขาต้องผ่านการทดสอบ ฝ่าด่านอรหันต์ต่าง ๆ เพื่อให้รุ่นพี่ยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ซึ่งสมาชิกบางคนเชื่อว่าจะทำให้พวกเขามีแต้มต่อในสังคมในภายภาคหน้า ทั้งที่การรับน้องที่เกิดขึ้นนี้เต็มไปด้วยความรุนแรง และความไร้เหตุผล และรุ่นน้องต้องพยักหน้า ห้ามเถียง ห้ามถาม ตามสไตล์อำนาจนิยม ซึ่งหนังก็ถ่ายทอดออกมาได้แบบสด ๆ ดิบ ๆ ทรงพลังอย่างยิ่ง กราฟของหนังตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนจะมีแต่ขึ้น ๆ ๆ ความป่าเถื่อน ความไร้เหตุผลทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงจุดที่อยู่เหนือการควบคุม คนที่เคยตั้งคำถามก็ไม่มีชีวิตให้มาถามต่อ ส่วนคนที่ไม่กล้าตั้งคำถามก็สยบยอมต่อไป คนที่เคยเชียร์ก็ตกอยู่ในภาวะหลวมตัว เลยตามเลย เพราะรู้สึกเสียดายที่อุตส่าห์ทุ่มเทลงแรงไป สุดท้ายแล้ว “ผู้ถูกกระทำ” ก็ผันตัวไปเป็น “ผู้กระทำ” วนลูปกันไป เฮ้อ…

Advertisements

รีวิวหนัง Ladybird


lady-bird-v1-0010_lb_00000-1-_preview_wide-fd0c9e9890abf9ad9d9452e703a67bd80b60f2e7-s900-c85

แหม่… นึกว่าจะไม่ได้ดู Ladybird ซะแล้ว
พอเห็น House เอากลับมาฉาย ผมนี้รีบไปจัดเลย (เมื่อวานก็ลังเล เพราะเวลาเดินทางกระชั้นมาก สุดท้ายตัดสินใจไปดู ตอนเดินเข้าโรงหนังฉายไปแล้ว 3-4 นาทีได้)

เป็นหนัง coming of age ที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจดี หนังเล่าเรื่องของเด็กสาวก๋ากั่นที่ชอบให้คนอื่นเรียกชื่อเธอว่า ‘Ladybird’ นางมีปมที่ค่อนข้างซับซ้อน คือเป็นเด็กสาวที่กำลังอยู่ในวัยค้นหาตัวเองนั่นแหละ และมีนิสัยเสียคือเป็นคนเพ้อฝ้น ไม่อยู่ในโลกความจริง (จนนำไปสู่นิสัยขี้โกหก) ทีนี้ปัญหาหลักอยู่ที่ “แม่” ซึ่งที่จริงก็รักลูกแหละ แต่เป็นคนไม่ชอบแสดงออก และด้วยความหวังดีก็เลยเข้มงวดกับลูกสาวเสียจนกลายเป็นความกดดัน ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับ ไม่เคยดีพอสำหรับแม่

หนังเรื่องนี้สะท้อนปัญหาครอบครัวและชีวิตวัยรุ่นของผู้คนในเมืองเคร่งศาสนาได้ค่อนข้างดี (ฉากหลังของหนังคือเมืองคาทอลิกในซาคราเมนโต) ตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องมีความเว้าแหว่งทางจิตใจมากน้อยแตกต่างกันไป ที่จริงบางประเด็นมันก็หนักหน่วงนะ แต่หนังนำเสนอแบบกำลังดี ไม่ฟูมฟาย อย่างคู่แม่ลูก Ladybird นั้น ทั้งคู่เหมือนจะมีปัญหาในการแสดงออก (แบบที่พ่อบอกว่า แม่ลูกคู่นี้แรงทั้งคู่) ลูกสาวเป็นคนเจ้าอารมณ์ ขี้วีนขี้เหวี่ยง และพูดจาขวานผ่าซาก ส่วนแม่นั้นในหน้าที่การงาน เธอเป็นจิตแพทย์ที่อ่อนโยนกับคนไข้ แต่ในชีวิตครอบครัว เธอกลับไม่ยอมผ่อนปรนให้ Ladybird ไม่พยายามเปิดใจรับฟังลูกสาวที่กำลังก้าวข้ามจากช่วงวัยรุ่น

ส่วนตัวรู้สึกว่าหนังดีมาทั้งเรื่อง แล้วมาพลาดนิดหน่อยตอนจบ คือโอเคแหละ ว่าหนังมันสอนใจให้เรารู้จักพอใจในตัวเอง และอยู่กับความเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกันรู้สึกเสียดายตรงที่ว่าบทสรุปแบบนี้ ที่เหมือนจะแอบเทศนาเล็ก ๆ ถึงวิถีปฏิบัติที่ถูกต้องดีงาม เหมือนมันไป corrupt มุมมองแบบเข้าใจโลก ไม่ตัดสินใคร ที่หนังคุมโทนไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงบั้นปลายไปแบบดื้อ ๆ เลย (ในหนังจะชอบมีคำเปรียบเปรยทำนองว่า “นางเอกเป็นคนที่ชอบนอกลู่นอกทาง” และเป็นขบถที่พยายามหลุดออกจากการตีกรอบของสังคม แต่สุดท้ายแล้วเหมือนเธอก็เริ่มคิดได้ว่า การใช้ชีวิตในกรอบก็โอเคนะ และน่าจะเป็นทางเลือกชีวิตที่ดีกว่า)

ปล. รักนะ น้องโรแนนนนนนนนนนนนนนน ❤️❤️❤️

รีวิวหนัง The Shape of Water


screen-shot-2017-09-14-at-9-49-54-am1

เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ผมรอดูเลยล่ะ เพราะชอบผลงาน Pan’s Labyrinth ของ ผกก. Del Toro (ตอนนั้นที่ดูปุ๊บ ก็โคตรทึ่งเลยกับความกล้าที่จะนำเสนอหนังแฟนตาซีเด็กแบบดาร์ก ๆ)

สำหรับ The Shape of Water นั้น ถ้าจะให้พูดถึงพล็อตสั้น ๆ แล้วมันเป็น #หนังน้ำเน่า ด้วยซ้ำ เป็นเรื่องราวความรักของหญิงใบ้กับอสุรกายใต้น้ำ หรืออาจจะพูดว่า Beauty and the Beast #เวอร์ชั่นโหดหน่อยหน่อย ก็ว่าได้ (ถ้าใครเคยดู Pan’s ให้ลองนึกภาพว่า Del Toro เอาไอ้ตัวประหลาดในเรื่องนั้นมาเป็นพระเอกในเรื่องนี้นี่แหละฮะ 555)

ถ้าให้เทียบกับ Pan’s แล้ว ต้องบอกว่างานเก่าดีกว่า และมีจังหวะในการเล่าเรื่องดีกว่า ส่วน Water นี่สไตล์การเล่าเรื่องจะเนิบนาบหน่อย ๆ แต่ที่ #ดีงามนั้นแน่นอนคือ การคุมโทน
และงานภาพวิจิตร ที่ทำให้เราเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแฟนตาซีสีมรกตที่มีฉากหลังเป็นช่วงยุค 60’s

แรงบันดาลใจของ Del Toro คือการ #บูชาครู โดยการนำหนังในดวงใจเรื่อง Creature from the Black Lagoon ที่เขาเคยดูในวัยเด็กมาเล่าใหม่ แต่ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ Del Toro ต้องการให้พรายน้ำ Gill-man ได้สมหวังกับนางเอก Julie Adams (เวอร์ชั่นเก่านั้น Gill-man เป็นผู้ร้ายและตายตอนจบ ถถถ)

creature-from-the-black-lagoon-blu-ray

#สิ่งพิเศษ ก็คือ หนังเรื่องนี้ได้สอดแทรกประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 2-3 เรื่อง ได้แก่
– “คนชายขอบ” จะเห็นได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นที่รวมของตัวละครที่เหมือนไม่มีตัวตน หรือเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม เช่น คนใบ้ (ที่น่าจะเป็น metaphor ของคนไม่มีสิทธิมีเสียง), คนผิวสี, เกย์, คนต่างชาติ ต่างอุดมการณ์, หรือแม้แต่ตัวมนุษย์น้ำ ที่เป็นดุจเทพเจ้าของชาวอเมซอน แต่ในสายตาของผู้มีอำนาจแล้ว เขากลับกลายเป็นสัตว์ประหลาด เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต้องถูกกำจัด (ซึ่งเท่าที่อ่านบทสัมภาษณ์คร่าว ๆ ผกก. Del Toro เองต้องการที่จะสอดแทรกเรื่อง Otherness ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนของสหรัฐฯ ในยุค ปธน. Trump โดยเขามีกุศโลบายว่า ถ้าหากนำประเด็นดังกล่าวมานำเสนอผ่านเรื่องเล่าที่มียุคสงครามเย็นเป็นฉากหลัง ก็จะทำให้คนดูเปิดใจรับสารที่เขาต้องการจะสื่อมากขึ้น)

– “สงครามเย็น” ผมชอบ fiction หลาย ๆ เรื่องที่ถ่ายทอดเรื่องราวในยุคนี้ มันดูมีเสน่ห์ดี อย่างในหนัง Water พรายน้ำเป็นอสุรกายที่ค่ายเสรีนิยม (อเมริกา) กับสังคมนิยม (โซเวียต) พยายามจะแย่งชิงมาครอบครอง แต่เป็นอเมริกาที่ช่วงชิงมาได้ จนโซเวียตต้องส่งนักวิทยาศาสตร์มาสอดแนม หนังมีการพูดถึงสงครามอวกาศที่ทั้ง 2 ค่ายเคยแข่งขันกันสร้างผลงานชนิดไม่มีใครยอมใคร (ซึ่งภายใต้หน้าตาของมหาอำนาจนั้น ก็เต็มไปด้วยความอัปลักษณ์และฉ้อฉล)

– “เสียดสีอำนาจนิยม และ American Dream” ตัวละครอย่างเช่น Strickland เป็นตัวแทนของสายเหยี่ยวที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ (คาแรกเตอร์นี้มีทั้งลักษณะของอำนาจนิยม และชายเป็นใหญ่ ซึ่งส่วนตัวเดาว่าหมอนี่อาจจะเป็นภาพล้อเลียนของ Trump ก็ได้) เขาเป็นคนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนใจเรื่องคุณธรรมหรือไม่แคร์ว่ามันจะทำร้ายใครบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้ามองในแง่ของ function หรือการทำหน้าที่แล้ว เขาอาจจะกลายเป็นคนดีขึ้นมาทันทีเลยก็ได้ เพราะทุกสิ่งที่เขาทำ ก็ล้วนแต่ทำไปเพื่อชาติ (รัฐ) และเพื่อครอบครัว จะว่าไปแล้วความก้าวหน้าที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งอย่าง Strickland ใฝ่หาก็คือ American Dream ซึ่งในหนังได้นำเสนอแบบเสียดสีผ่านภาพของโฆษณา pop art ในยุค 60’s ที่มักจะสอดแทรกค่านิยมของชีวิตในฝันลงไป (ฉากที่รถโก้เก๋ Cadillac Coupe DeVille ของ Strickland ถูกชนจนพังยับเยิน อาจจะสื่อถึง ความฝันที่พังพินาศลง)

เป็น 2 ชั่วโมงเต็มที่ได้เพลิดเพลินไปกับโลกแฟนตาซีสุดบรรเจิดของ Del Toro ซึ่งแฟน ๆ หนังอาร์ตน่าจะชอบอยู่แล้ว สำหรับแฟน ๆ ทั่วไป ถ้าไม่ติดใจเรื่องความเนิบนาบของหนัง และอยากลองชมหนังรักรสชาติใหม่ ๆ แบบ Greeny Valentine ก็ขอแนะนำเลยฮะ

ปล. สำหรับหนุ่ม ๆ อย่าตัดสินคนที่ภายนอก (นางเอกซ่อนรูปมากฮะ ฮา….. 🤣)

4739931

รีวิวหนัง Samui Song


samuisong_04

หนังโรงเรื่องที่ 9 ของเป็นเอก
ให้พูดกันตรง ๆ เหมาะกับแฟนหนังเป็นเอก และคนที่ชอบความท้าทาย ชอบดูหนังแล้วต้องครุ่นคิดหน่อย ๆ (สำหรับใครที่ดูตัวอย่างมา #หนังไม่ตรงปก ฮะ 555)

พล็อตสั้น ๆ นางเอกหนังไทยรุ่นใหญ่ “วิ” กำลังประสบปัญหาชีวิตคู่ เมื่อสามีฝรั่ง “เฌอโรม” ไม่สามารถตอบสนองเรื่องบนเตียงได้ แถมกำลังถลำลึกกับลัทธิอุบาทว์ โชคชะตานำพาให้เธอมาเจอกับ “กาย” นักฆ่ามือสมัครเล่นที่กำลังหาเงินไปรักษาแม่!

หนังเรื่องนี้ดำเนินไปในแนวทางของ film noir มีสูตรต่าง ๆ เช่น การฆาตกรรมซ่อนเงื่อน หญิงร้ายชายเลว การทรยศหักหลัง และเป็นเอกก็สนุกกับการหลอกคนดูอย่างเต็มที่ (เรียกว่าหลอกกันมาตั้งแต่ trailer 555) ตลอดทั้งเรื่องมันจะมีซีนที่ดูอึมครึม หยิบยื่นเครื่องหมายคำถามตัวโต ๆ มาให้เราเป็นระยะ ๆ

อารมณ์ของหนังเรื่องนี้ก็จะประมาณหนังยุโรป (แนว ๆ Swimming Pool) กล่าวคือ ในหนังจะมีเส้นเรื่องจริงอยู่หนึ่งเรื่อง แต่จะมีเส้นเรื่องรองหรือ subplot ที่เป็นจินตนาการของตัวละคร ทำให้มีความคลุมเครือว่าเรื่องไหนคือ ‘ความจริง’ เรื่องไหนเป็น ‘ความลวง’ (หรือระหว่าง truth กับ fiction) ซึ่งหนังแนวนี้มักจะเปิดกว้างในการตีความ

นอกจากนี้ หนังก็ปล่อยมุกตลกร้ายจิกกัดตัวเองทั้งผู้กำกับ (เป็นเอกมีฉาก cameo เป็นตัวเองในทีวี 1 ฉาก อย่างฮา 555) หรือนางเอก “พลอย” ที่แสดงให้เราเห็นว่า ถ้าเป็นนางร้ายในหนังจะประมาณนี้นะ แต่ถ้าเป็นนางร้ายในทีวีจะต้อง #เกรี้ยวกราดเบอร์นี้ 555

ผมชอบที่เป็นเอกสะท้อนโลกสีเทา ๆ สะท้อนความบิดเบี้ยวของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น กายทำเรื่องเลว ๆ (ฆ่าคน) เพื่อสิ่งดี ๆ (เอาเงินมารักษาแม่) และทำด้วยความจำเป็น เพราะสภาพสังคมบีบคั้น ขณะที่ พระอาจารย์หน้าฉากเป็นที่ศรัทธา เป็นตัวแทนของความดี แต่หลังฉากก็แค่ตาแก่บ้ากามคนหนึ่ง

ก็นั่นล่ะฮะ หนังเป็นเอกเรื่องนี้ค่อนข้างต้องใช้การตีความนิดหนึ่ง (เทียบกันแล้ว ผมว่าเรื่องหลัง ๆ อย่าง ฝนตกขึ้นฟ้า หรือ พลอย คลี่คลายกว่า สนุกกว่า และดูง่ายกว่า) ประมาณว่าเป็นหนังที่ดูจบแล้ว ต้องมาเปิดอ่านรีวิว 555 (ตรงนี้ #spoil หน่อย ๆ ใบ้ให้นิด ๆ ว่า เส้นเรื่องจริงมีแค่หนึ่งเดียว และจบก่อนที่จะมีการเปลี่ยนตัวแสดง ถ้าใครมีโอกาสดูซ้ำให้ลองสังเกตตัวแสดงนางเอก “วิ” หรือพลอยนั่นแหละ มันจะมีไกด์ให้เราเห็นนิด ๆ ว่า อันนี้เป็นการเล่าผ่านสายตาบุคคลที่ 2 หรือเล่าผ่านมุมมอง/สายตาของวินะ ประมาณนั้น)

ปล. หนังของเป็นเอกมักจะมีการสอดแทรกประเด็นทางสังคมเสมอ ซึ่งเรื่องนี้ผมตั้งข้อสังเกตว่า ตัวพระเอก “กาย” กับผัวของนางเอก “เฌอโรม” ต่างก็เป็นฝรั่งหรือ expat ทั้งคู่ ตรงนี้อยากจะชวนมิตรสหายมาแลกเปลี่ยนประเด็นจริง ๆ 555

เล่าเพลง ‘Lonely Together’ (เมื่อคนเหงา 2 คนมาเจอกัน)


‘Lonely Together’ เป็นผลงานของ Avicii ที่ได้สาวแซ่บ Rita Ora มาร่วมร้อง เพลงนี้ออกเมื่อปลายปีก่อน และเป็นเพลงเต้นรำซาวด์ house ที่ดังไปทั่วโลก

 

 

เนื้อหาของเพลงแดนซ์แบบเศร้า ๆ นัว ๆ ‘Lonely Together’ นั้นเริ่มต้นมาจากไอเดียของ Rita Ora ที่นึกถึงช่วงเวลาอกหัก และรู้ว่ายังไงทั้งคู่ก็ไม่มีทางกลับมาคืนดีกันได้ แต่เธอยังไม่สามารถตัดใจจากเขาได้เลย เธอจึงคิดที่จะกลับไปใช้เวลา 1 คืนกับคนรักเก่าเพื่อให้ผ่านพ้นจากความทุกข์ระทมนี้ไป (แต่รุ่งเช้าเธอก็อาจจะรู้สึก regret หรือเสียใจทีหลังก็ได้)

แต่ใน MV นี่จะสื่อออกมาอีกแบบนะ เป็นโทนสดใส โดยจะเป็นเรื่องราวของคู่รักคู่ใหม่ที่ตกอยู่ในภวังค์รัก เหมือนเวลาหยุดหมุนแล้วทั้งโลกก็มีแต่พวกเขา 2 คนที่ออกไปท่องเที่ยว มีความสุขด้วยกัน (จะว่าไป lonely together หรือ “คนเหงายกกำลังสอง” นี่คงคล้าย ๆ กับสมการที่ว่า “ลบเจอลบเป็นบวก” หรือเปล่า? แบบที่เขาว่าไว้ในเพลง หนุ่มบาวสาวปาน “ความเหงาเป็นขั้วบวกขั้วลบ หนุ่มสาวได้มาพบ กันในคืนร้าวราน…” 555)

lonely together

#เรียนภาษาจากบทเพลง
นายเบอทขอคัดเลือกบางประโยค และบางสำนวนที่น่าสนใจมาเล่านะครับ

– It’s you and your world and I’m caught in the middle
(เพราะเธอกับโลกส่วนตัวของเธอ ที่ทำให้ฉันกลายเป็นอุปสรรคกั้นกลาง)

ตรงนี้เธอพูดถึง พ่อหนุ่มที่กำลังจะเลิกรากันเพราะไปด้วยกันไม่ได้ เพราะการที่เขามีเธออยู่นั้นอาจจะทำให้เขาไม่สามารถสานฝันหรือทำบางอย่างที่เขาตั้งใจได้ (พูดง่าย ๆ ก็คือ ณ ตอนนี้เธอกลายเป็นส่วนเกินของเขา)

อีกประโยคในท่อนแรก เธอพูดว่า…
…and I know that I can’t be your friend
It’s my head or my heart, and I’m caught in the middle
(และฉันรู้ดีว่าเราคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้
ไม่รู้ว่าเพราะสมองหรือหัวใจสั่งการ และฉันรู้สึกค้างคา)

>>สำนวน caught in the middle แปลตรงตัวว่า ติดอยู่ตรงกลาง
สื่อความหมายถึง การตกที่นั่งลำบาก รู้สึกค้างคา
หรือเป็นสถานการณ์ที่เราไปอยู่ท่ามกลางสองฝ่ายที่กำลังมีประเด็น มีความขัดแย้งกันอยู่

อีกอัน it’s my head or my heart สื่อถึง สถานการณ์ที่เราอาจจะเลือกไม่ถูกว่าจะใช้เหตุผล (หัวสมอง) หรือทำตามอารมณ์ (หัวใจ) ดี?

– My hands are tied, but not tied enough
(มือฉันถูกมัดไว้ แต่ก็ไม่แน่นพอ)

ประโยคนี้ในท่อน pre-chorus การพูดถึงมือที่ถูกมัด สื่อถึง “พันธนาการ” ที่เธอต้องยับยั้งชั่งใจไว้ เพราะเขาไม่ใช่คนของเธออีกแล้ว แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดยั้งความรู้สึกคิดถึงคนรักเก่าของเธอไปได้ (แบบว่ามัดยังไงก็มัดไม่อยู่นั่นแหละ)

You’re the high that I can’t give up
(เธอคือความสุขที่ฉันขาดไม่ได้)

high ในที่นี้แปลได้ว่า ความสุขล้น หรือบางทีก็ทับศัพท์ว่า “ไฮ” ไปเลย โดยเวลาฝรั่งพูดคำว่า feel high นั้นมันก็มักจะสื่อถึงความสุข หรือความฟินที่มาจากความมึนเมา ลุ่มหลง เป็นการ high จากปาร์ตี้ สุรายาเมา หรือความรัก (ซึ่งก็มักจะเป็นความสุขแบบชั่วครู่ชั่วยาม ตอน feel high ก็สุขล้น แต่พอหมดโปรเมื่อไหร่ ก็ทุกข์ถนัด feel low จมดิ่งทันใด)

– At the bottom of a bottle. You’re the poison in the wine.
(ที่ก้นขวดไวน์ขวดนี้ เธอก็คือยาพิษที่เคลือบแฝงอยู่นั่นเอง)

ประโยคนี้สื่อถึงความสัมพันธ์ที่มีทั้งคุณและโทษ โดย #ไวน์ เปรียบดั่งความสุขที่ได้จากความรัก ขณะเดียวกัน #ยาพิษ ก็คือความเจ็บปวด ความผิดหวัง ที่เธอได้จากเขาคนเดียวกัน

– Let’s be lonely together
A little less lonely together
(เรามาเหงาไปด้วยกันเถอะ
มาคลายเหงาไปด้วยกัน)

วลี less lonely เราจะพบได้บ่อย ๆ ในเพลงรักทั้งหลาย เพื่อสื่อถึงการที่คน 2 คนมาพบกัน แล้วก็จะช่วยคลายเหงา หรือทำให้อีกคนหนึ่งเหงาน้อยลง (เช่นเพลง One Less Lonely Girl เป็นต้น)

= = = = = = = = = =

#อัพเลเวล ภาษาอังกฤษ ผ่านสำนวนและสแลงใหม่ ๆ
แนะนำหนังสือ POWER UP – พูดอังกฤษติดสำนวน

หาซื้อได้ที่ร้าน SE-ED ทุกสาขา และร้านหนังสือชั้นนำ เช่น B2S, นายอินทร์, ศูนย์หนังสือจุฬา, Kinokuniya

4BLOG

หรือสั่งซื้อ online คลิกเลย >>
ร้านซีเอ็ด
https://se-ed.com/s/cQda

Preview หนังสือ
https://www.facebook.com/IDIOM.SLANG/posts/1594797470563990

เมื่อฉันบังเอิญเจอซุปตาร์ (กับสำนวน come across)


#อัพเลเวล ภาษาอังกฤษ ผ่านสำนวนและสแลงใหม่ ๆ
แนะนำหนังสือ POWER UP – พูดอังกฤษติดสำนวน

หาซื้อได้ที่ร้าน SE-ED ทุกสาขา และร้านหนังสือชั้นนำ เช่น B2S, นายอินทร์, ศูนย์หนังสือจุฬา, Kinokuniya

4BLOG

หรือสั่งซื้อ online คลิกเลย >>
ร้านซีเอ็ด
https://se-ed.com/s/cQda

Preview หนังสือ
https://www.facebook.com/IDIOM.SLANG/posts/1594797470563990

= = = = = = = = = =

sharon_stone_spots_a_man_walking_along_the_street_in_tel_aviv_wearing_a_basic_instinct_shirt_and_asks_to_take_a_picture_with_him._598559877

#Surpriseไหมล่ะ?

เมื่อคุณ #บังเอิญ พบกับเจ้าของท่านั่งไขว่ห้างในตำนาน!!😍😍

เมื่อเช้านายเบอทเห็นเพจหนึ่งเขาแชร์ว่า “มีชายหนุ่มใส่เสื้อยืด Sharon Stone ในหนัง Basic Instinct เผอิญไปจ๊ะเอ๋กับ Sharon Stone ตัวจริงเสียงจริงเข้าให้ที่สวนจตุจักร”

นายเบอทเช็คข่าวแล้ว ปรากฏว่าเรื่องจริงคือ พ่อหนุ่มเขาได้พบกับ Sharon ที่เมืองเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อหลายปีก่อน (แหม่… นี่ถ้าไม่เช็คข่าวก่อน ผมกับมิตรสหายคงได้แห่กันไปจตุจักร )

#สำนวน
การที่เราไปพบใครเข้าโดยบังเอิญ หรือเจอแบบเซอร์ไพรส์ ในภาษาอังกฤษ เราสามารถใช้สำนวนต่าง ๆ เช่น
– run into
– come across
– bump into

#ตัวอย่าง
“A guy who dressed in a Basic Instinct shirt had bumped into Sharon Stone on the streets of Tel Aviv.”
(ชายหนุ่มที่ใส่เสื้อยืดลายหนังเบสิค อินสติงค์ เผอิญได้พบกับชารอน สโตน บนถนนของเมืองเทลอาวีฟ)

หรือสมมติ ถ้าคุณจะบอกว่า เมื่อวานนี้ฉันบังเอิญเจอเพื่อนเก่าบนรถไฟฟ้า คุณก็อาจจะพูดว่า
“I came across an old friend on the train yesterday.”

‘Complicit’ ศัพท์แห่งปี 2017


#อัพเดทศัพท์แสง
แนะนำหนังสือ POWER UP – พูดอังกฤษติดสำนวน
ในเล่มนี้ มี Word of Year ปี 2013-2016 ด้วยแหละ

10

หาซื้อได้ที่ร้าน SE-ED ทุกสาขา และร้านหนังสือชั้นนำ เช่น B2S, นายอินทร์, ศูนย์หนังสือจุฬา, Kinokuniya

หรือสั่งซื้อ online คลิกเลย >>
ร้านซีเอ็ด
https://se-ed.com/s/cQda

Preview หนังสือ
https://www.facebook.com/IDIOM.SLANG/posts/1594797470563990

= = = = = = = = = =

#ศัพท์แห่งปี #WordofYear 2017

มาถึงคำสุดท้ายแล้วนะครับ อีกสำนักที่เหลือ Dictionary.com เขายกให้ ‘Complicit’ เป็น Word of the Year 2017

COMPLICIT

#นิยาม
‘Complicit’ (คอมพลิซิท) แปลแบบสั้น ๆ ว่า ‘รู้เห็นเป็นใจ’ หรือ ‘สมรู้ร่วมคิด’

ขยายความ ‘Complicit’ คือ การเข้าไปมีเอี่ยวในการกระทำผิดหรือก่ออาชญากรรม ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

#สาเหตุ
ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีอัตราการค้นคำ ‘Complicit’ เพิ่มขึ้นแบบหวือหวาถึงกว่า 10,000%
– เริ่มต้นจากในวันที่ 12 มี.ค. รายการวาไรตี้ชื่อดัง SNL ทำโฆษณาน้ำหอมล้อเลียนที่มี Scarlett Johansson สวมบทแซะ Ivanka Trump เพื่อสะท้อนประเด็นการเมืองและสิทธิสตรี (ซึ่งตัว Ivanka เองนั้นพยายามวางตัวเป็นเฟมินิสต์และเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ผู้หญิง ในขณะที่บิดาของเธอ นาย Donald Trump มีประวัติไม่สู้ดีนักในการปฏิบัติต่อผู้หญิง)

– ต่อมา ในวันที่ 5 เม.ย. Ivanka Trump ได้ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีดังกล่าวแบบแบ่งรับแบ่งสู้ โดยเธอกล่าวว่า “ฉันไม่รู้หรอกนะว่า complicit (รู้เห็นเป็นใจ) เป็นยังไง” พร้อมกับบิดความหมาย (แถ) ว่า “ถ้า complicit คือความต้องการที่จะเป็นพลังบวกเพื่อสร้างสิ่งดี ๆ ล่ะก็ ถ้างั้นฉันก็ขอ complicit ด้วยแล้วกัน”

#หมายเหตุ ปกติแล้วคำว่า complicit มักจะสื่อความหมายในทางลบ ฉะนั้นการที่ Ivanka Trump พยายามบิดความหมายให้ออกมาเป็นเชิงบวก จึงเป็นเหมือนการสร้างวาทกรรมนั่นเอง

ทางเว็บไซต์ Dictionary ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า ในปี 2017 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ทั่วโลกมีความตื่นตัวในเรื่องสิทธิสตรีสูง มีความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น การเดินขบวน Women’s March (21 ม.ค.) ที่มีผู้เข้าร่วมนับล้าน และกระแสแฮชแท็ก #MeToo เพื่อต่อต้านการคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ พวกเขาจึงอยากรณรงค์ให้สังคมตื่นตัว ไม่ปิดหูปิดตา เพราะบางครั้ง “การเงียบงันก็เท่ากับการรู้เห็นเป็นใจ” (Silence can equal complicity.)