Just another WordPress.com site

ล่าสุด

CREEPY (คิโยชิสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์…)


sddefault

แค่เปิดฉากมาก็ลุ้นระทึก ขยี้คนดูตั้งแต่เริ่มเรื่อง สำหรับ CREEPY ผลงานหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ คิโยชิ คุโรซาวะ เมื่อเจ้าหน้าที่สืบสวน “ทาคาคุระ” ที่มีทักษะด้านจิตวิเคราะห์ พยายามจะเกลี้ยกล่อมคนร้ายฆาตกรต่อเนื่องที่จับหญิงสูงวัยเป็นตัวประกัน แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตร และทำให้ทาคาคุระต้องวางมือจากอาชีพตำรวจ แล้วผันตัวไปเป็นอาจารย์สอนวิชาอาชญาวิทยาแทน

กลิ่นอายของ CREEPY ทำให้ระลึกถึง THE CURE ผลงานแนวทริลเลอร์ที่ผมเคยดูในเทศกาลหนังญี่ปุ่นเมื่อปี 2004 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับ คิโยชิ คุโรซาวะ และตกหลุมรักผลงานของผู้กำกับที่ถูกยกให้เป็นเจ้าพ่อหนังทริลเลอร์ญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นมา (ตลกร้ายตรงที่ พอพูดถึงชื่อ “คุโรซาวะ” คนไทยหรือแม้แต่คนญี่ปุ่นมักจะนึกถึงปรมาจารย์หนังอย่าง อากิระ คุโรซาวะ เสียมากกว่า)

หลังถอนตัวจากวงการตำรวจ “ทาคาคุระ” (รับบทโดย ฮิเดโทชิ นิชิจิมะ) และภรรยา “ยาสึโกะ” (ยูโกะ ทาเคอุจิ) ก็ย้ายบ้านไปอยู่ในแถบชานเมือง และตั้งแต่ได้รู้จักเพื่อนบ้านท่าทางพิลึกพิลั่นอย่าง “นิชิโนะ” (เทรุยุกิ คากาวะ) ก็ดูเหมือนว่าชีวิตของเขามีแววจะอยู่ไม่สุขอีกครั้ง แถมจู่ ๆ ตำรวจรุ่นน้อง “โนงามิ” ก็มารบเร้าขอความช่วยเหลือจากทาคาคุระในการรื้อฟื้นคดีปริศนาเมื่อ 6 ปีก่อน ที่พ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงลูกสาว “ซากิ” ที่ดูเหมือนจะอมพะนำความลับบางอย่างเอาไว้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการไล่ล่า…

6725

แม้ว่า CREEPY จะเป็นหนังแนวสืบสวน/ระทึกขวัญคล้าย ๆ กับผลงานเก่า THE CURE แต่จุดต่างอยู่ตรงที่ CREEPY ก้าวข้ามเส้นแบ่งความเป็นจริง ไปสู่โลกอาชญากรรมที่เหนือจริง ครึ่งแรกของหนังเน้นไปที่การสืบสวนคลี่คลายคดีของทาคาคุระกับโนงามิ ขณะที่ในครึ่งหลังหนังค่อย ๆ พาเราดำดิ่งไปสำรวจความวิปริตบิดเบี้ยวของมนุษย์

บางคนอาจจะติในแง่ของพล็อตเรื่องที่ไม่สมจริง หรือความไร้เหตุผลของตัวละคร (เข้าใจว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนังเรื่องนี้ยึดโยงกับต้นฉบับเดิมที่เป็นนวนิยายของยูทากะ มาเอคะวะ) และแม้ว่าคนดูจะสามารถคาดเดาตัวคนร้ายหรือเหตุการณ์ต่อไปได้แทบทุกอย่าง แต่ทุก ๆ ฉากก็เหมือนถูกออกแบบมาอย่างจงใจด้วยซ้ำ! คุโรซาวะแกล้งบีบคั้นคนดูด้วยสถานการณ์ที่คาดเดาได้แต่ทำอะไรไม่ได้ พร้อมด้วยการสร้างบรรยากาศที่น่าพิศวง ด้วยแสงสลัวและพื้นที่คับแคบตามแบบฉบับฟิล์มนัวร์ ผนวกกับการแสดงแบบจิตได้โล่ของนิชิโนะ ก็ทำให้หนังเรื่องนี้ออกมา CREEPY หลอนสมชื่อจริง ๆ (เรียกว่าเดินออกจากโรงแบบจิตตกกันเลยทีเดียว)

img_7229

เช่นเดียวกับหนังเรื่องก่อน ๆ ของคุโรซาวะที่มักจะสอดแทรกประเด็นทางสังคม ใน CREEPY เขาได้จิกกัดสังคมญี่ปุ่นไว้บ้างเล็กน้อย ประเด็นแรก เขาได้วิพากษ์สังคมปัจเจกที่อยู่แบบตัวใครตัวมัน โดยการเล่าเรื่องแบบอติพจน์ จำลองสภาพสังคมเย็นชาผ่านการย้ายบ้านมาเจอเพื่อนบ้านใหม่ที่สุดโต่งของสามีภรรยาทาคาคุระ ซึ่งผู้กำกับคุโรซาวะเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“ในญี่ปุ่น อย่างที่คุณเห็นในหนัง ผู้คนมักจะให้ของขวัญแก่เพื่อนบ้านเมื่อพวกเขาย้ายมาอยู่ใหม่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วความสัมพันธ์ก็มักจะหยุดอยู่แค่นั้น เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้เจอะเจอกันอีกเลยเป็นปี ๆ”

นอกจากนี้เขายังได้กล่าวถึงตัวละครสุดจิตอย่าง “นิชิโนะ” ที่เลวโดยสันดานว่า เขาเป็นผลผลิตของสังคมญี่ปุ่นร่วมสมัยที่ความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนท้องถิ่นมีความเปราะบาง ในขณะเดียวกัน เขาเป็นเหมือนตัวแทนของภูติในเรื่องเล่าปรัมปราของญี่ปุ่น เป็นภูติที่อยู่อาศัยในบริเวณชายขอบระหว่างหมู่บ้านและป่าไม้

อีกประเด็นหนึ่ง ผู้เขียนเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้ต้องการเสียดสีระบอบทุนนิยม โดยครอบครัวต่าง ๆ ที่ตกเป็นเหยื่อของนิชิโนะ ซึ่งมีลักษณะเหมือนเจ้าหนี้นอกระบบหรือเจ้าของธุรกิจลูกโซ่ พวกเขาเหล่านั้นมักจะถูกทารุณกรรมอย่างโหดเหี้ยมราวกับไม่ใช่คน เป็นการสะท้อนภาพความเลวร้ายของระบอบทุนนิยมที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ และทำให้บางครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาด

gallery013056_2

 

นอกจากการพลิกบทบาทของ เทรุยุกิ คากาวะ ในผลงานขึ้นหิ้งของคุโรซาวะเรื่อง TOKYO SONATA จากบทซาลารีแมนตกอับผู้น่าสงสาร มารับบทเป็นตัวร้ายนรกส่งมาเกิดใน CREEPY ที่สามารถสะกดคนดูได้แทบทุกฉากที่เขาปรากฏกายแล้ว บทบาทของพระเอก ฮิเดโทชิ นิชิจิมะ ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตวัยกลางคน ทั้งเรื่องงานและชีวิตคู่ ก็สามารถสร้างความรู้สึกบีบคั้นได้ดี มีการสร้างปมขัดแย้งทางจิตใจขึ้นมา ถึงแม้พระเอกจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนิติจิตเวช อ่านใจคนร้ายออก อ่านที่เกิดเหตุได้เป็นฉาก ๆ แต่ในแง่ความสัมพันธ์กับภรรยาหรือแม้แต่เพื่อนร่วมงาน เขากลับบกพร่องเสียเอง เข้ากับสำนวนที่ว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” เขาให้น้ำหนักกับงานมากไปจนลืมใส่ใจความรู้สึกของภรรยา และความเฉยชาที่นำไปสู่ความห่างเหินนี้แหละ สุดท้ายแล้วมันกลายเป็นเหมือนคมมีดที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเขาเสียเอง

fig_01

 

Chihayafuru (โลกของเกมไพ่คารุตะ และการข้ามผ่านวัยฝัน)


ทีแรกไม่ได้ตั้งใจจะดูเรื่องนี้เลย เพราะไม่ค่อยชอบหนังแนว Live-action (หนังเรื่องนี้ดัดแปลงบทจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง Chihayafuru) แต่เนื่องด้วยมีแรงดลใจบางอย่าง อิอิ และชอบน้อง “ซึสึ” มาตั้งแต่หนังเรื่อง Our Little Sister ก็เลยตัดสินใจลองดูสักตั้ง! แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะหนังสนุก ตื่นเต้น และน่าติดตามมากกว่าที่คิดไว้เยอะ

ที่จริงการ์ตูน/หนังแนววัยรุ่นไล่ตามความฝันของญี่ปุ่นก็มีอยู่เยอะแยะแล้วล่ะครับ แต่ความพิเศษของ Chihayafuru อยู่ตรงที่มันหยิบยกเอาการละเล่นเชิงวัฒนธรรมอย่าง “เกมไพ่คาระตุ” มาเป็นแกนกลางของเรื่องที่เชื่อมโยงตัวละครต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เรื่องว่าด้วย “ชิฮายะ” สาวสุดน่ารักที่เพิ่งย้ายมาเข้าโรงเรียนใหม่ และมีความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะตั้งชมรมคารุตะขึ้นมา ปัญหาอยู่ที่ว่าคารุตะซึ่งเป็นการละเล่นที่เชื่อมโยงกับเพลงกลอนโบราณไม่ได้อยู่ในความสนใจของวัยรุ่นสมัยนี้แล้วน่ะสิ! แม้ว่าในช่วงก่อตั้งชมรม เสน่ห์ของชิฮายะจะสามารถดึงดูดหนุ่ม ๆ (หน้าหม้อ) มาเข้าชมรมได้ แต่เมื่อได้สัมผัสกับความโหดห้าวของเธอแล้วก็พาลถอยหนีกันหมด แค่จะรวบรวมสมาชิกให้ครบ 5 คนตามเงื่อนไขของทางโรงเรียนก็ยังลำบากเลย! จนกระทั่งชิฮายะได้พบกับสหายเก่า “ไทจิ” ทั้งสองได้ช่วยกันรวบรวมสมาชิกจนสามารถลงแข่งขันได้

chihayafuru-poster

ปรากฏว่าการแสดงแบบ over-action หรือการเล่าเรื่องแบบปน ๆ การ์ตูน (สไตล์ Live-action) กลับเข้ากันได้ดีกับหนังเรื่องนี้ จากที่ชอบน้องซึสึอยู่แล้ว พอได้ดูมาดเซียนคารุตะสาวในชุดกิโมโนวาดลวดลายประลองแบบขึงขัง ก็ยิ่งตกหลุมรักเธอเข้าไปอีก แล้วการคัดเลือกนักแสดง (Casting) ของเรื่องนี้ก็ทำได้ดีมาก ทั้งคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นและเคมีที่ลงตัวของทีมคารุตะทั้ง 5 คน ได้แก่ ชิฮายะ ไทจิ นิชิดะ โอเอะ และโคมาโนะ ทำให้เราอินไปกับตัวละครได้ไม่ยาก อีกทั้งการผูกปมที่ใช้ประเด็นเรื่อง “มิตรภาพ” และ “ความรัก” ของวัยหนุ่มสาวเป็นแรงขับเคลื่อนก็ทำได้ดีมาก

chihayafuru-1

นอกจากจะนำเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างเช่นเกมไพ่คารุตะมาถ่ายทอดได้อย่างสนุกสนานและแนบเนียนแล้ว Chihayafuru ยังได้ถ่ายทอดค่านิยมญี่ปุ่นในแง่ของการมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อความเป็นเลิศ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องทำให้สุด หนังเรื่องนี้ยังแฝงคติสอนใจผ่านบทเรียนของ “ไทจิ” ที่ใคร ๆ รวมถึงตัวเขาเอง ต่างก็คิดว่าอุปสรรคในการเล่นไพ่คารุตะของเขาคือการที่ “โชคไม่เข้าข้าง” จนกระทั่งเขาได้รับคำชี้แนะจากครูว่า “พระเจ้าจะช่วยแต่คนที่ช่วยตัวเองจนสุดความสามารถแล้วเท่านั้น” อันนำไปสู่การย้อนถามว่าตัวเขาเองได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง? เป็นการก้าวข้ามความหวาดกลัว และเอาชนะใจตัวเอง ที่นำไปสู่การเติบโตของไทจิ

#jffthailand #jffapac

 

 

In This Corner of the World (แม้ทุกอย่างสิ้นสูญ แต่หัวใจไม่สิ้นหวัง)


16406428_10154060602660807_734821426744407592_n

In This Corner of the World คือหนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2560 ที่แอบมีเซอร์ไพรส์คนดูด้วย VTR คำทักทายจากผู้กำกับ สึนาโอะ คาตาบูจิ และนางเอกสาว “นนจัง” (เรนะ โนเน็น) ผู้สร้างชื่อจากซีรี่ส์ยอดนิยม Amachan และในอะนิเมะเรื่องนี้ นนจังได้ผันตัวมาเป็นนักพากย์ แม้จะเป็น VTR สั้น ๆ ไม่กี่นาที แต่ความน่ารักสดใสของนนจังก็ส่งตรงมาถึงแฟน ๆ ชาวไทยได้เหมือนมีมนต์วิเศษ (ดูเหมือนว่าคาแร็กเตอร์ของนนจัง จะเข้ากับนางเอก “ซึสึ” ที่เป็นคนช่างฝัน เปิ่น ๆ โก๊ะ ๆ ได้อย่างลงตัว)

ในบรรดาอะนิเมะเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ของประเทศญี่ปุ่นที่ผมเคยดูมาทั้งหมด 3 เรื่อง ดูเหมือนว่า “แค่วาดฝันให้โลกสวย” (Kono Sekai no Katasumi ni) จะเป็นหนังที่ไม่ได้เศร้าจนฟูมฟายแบบ “สุสานหิ่งห้อย” (Hotaru no Haka) หรือชีวิตรันทดขนาด “เก็น เจ้าหนูสู้ชีวิต” (Hadashi no Gen) แต่ Kono Sekai… ก็เป็นอะนิเมะที่ #ง่ายแต่งาม มันถ่ายทอดแง่มุมความสูญเสียจากสงครามผ่านมุมมองของผู้หญิงบ้าน ๆ ชื่อ “ซึสึ” หญิงสาวธรรมดาที่มองโลกในแง่บวกเสมอ และความคิดบวกของเธอนี้เองที่ช่วยจุดประกายความหวังให้คนรอบข้าง ทำให้รู้สึกอบอุ่น และมีความหวังแม้ในยามยากลำบาก

ความประทับใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ก็คือ ศิลปะแนว Impressionism ที่ถูกถ่ายทอดผ่านอะนิเมเรื่องนี้ได้อย่างวิจิตรบรรจง ผ่านลายเส้นและจินตนาการบรรเจิดของซึสึที่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ ภาพวาดคลื่นทะเลที่โดดเด้งได้เหมือนกระต่าย หรือภาพในหัวของซึสึที่มองเห็นระเบิดจากเครื่องบินรบเป็นสีสันเหมือนพลุหลากสีบนท้องฟ้า สามารถสร้างมนต์สะกดให้เราตื่นตะลึงพรึงเพริดไปกับภาพเคลื่อนไหวได้อย่างอัศจรรย์ นอกจากนี้ภาพทิวทัศน์จากบ้านของครอบครัวชูซาคุที่อยู่บนยอดเขาในเมืองคุเระซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือ เมื่อมองลงมาแล้วสามารถมองเห็นแสนยานุภาพทางน้ำของญี่ปุ่น รวมทั้งเรือรบยามาโต้ที่เลื่องชื่อ อันเป็นภาพสะท้อนความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของกองทัพเรือญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกัน ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง ภาพสะท้อนจากทิวทัศน์เดียวกันนี้เอง ได้กลายเป็นภาพแห่งความวินาศ จากการถูกฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีจนกองทัพเรือญี่ปุ่นย่อยยับ รวมไปถึงภาพกลุ่มควันมหึมาพวยพุ่งของระเบิดปรมาณูจากเมืองเอบะ ที่ทำลายบ้านเกิดของซึสึเสียจนราบคาบ เกร็ดที่น่าสนใจก็คือทางทีมงานผู้สร้างอะนิเมได้พยายามถ่ายทอดบรรยากาศของจังหวัดฮิโรชิมะในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกออกมาอย่างแม่นยำ โดยการจำลองภาพสถานที่ต่าง ๆ ตามรูปถ่าย ภาพวาด และเอกสารบันทึกต่าง ๆ

แม้ว่า Kono Sekai… จะไม่ได้นำเสนอภาพสุดรันทดของตัวละคร แต่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสีย และผลกระทบทางด้านวิถีชีวิตและจิตใจที่มีต่อผู้คนที่หลงเหลืออยู่ ตัวละครที่เป็นสาวช่างฝันอย่าง “ซึสึ” ที่กลายมาเป็นแม่บ้าน หรือแม้แต่สาวปากกัดตีนถีบอย่าง “ลิน” ที่กลายมาเป็นหญิงงามเมือง พวกเธอต่างก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ฉากท้าย ๆ ที่มีการถ่ายทอดบรรยากาศของซากปรักหักพังที่ฮิโรชิม่า นางเอก(ซึสึ)ถูกทักผิดครั้งแล้วครั้งเล่าจากผู้คนที่แวะเวียนมาเพื่อตามหาลูก คนรัก หรือญาติพี่น้องที่หายไป เป็นฉากที่ดูแล้วสะเทือนใจมาก แต่หนังก็คลี่คลายลงด้วยดีกับบทสรุปที่ดูแล้วรู้สึกมีความหวังและอิ่มเอมใจ

c347luavcaa-tvj

ผกก. สึนาโอะ คาตาบูจิ (ขวามือ) และ “นนจัง” (ซ้ายมือ) ให้เสียงพากย์เป็นซึสึได้ตั้ลลั้กมาก

OASIS: Supersonic


จากเพจ เอาเธอมาถีบ

maxresdefault

OASIS: Supersonic ดูแล้วเลือดสูบฉีด อะดรีนาลีนพุ่งพล่านดีจริง ๆ

[SPOIL นิด ๆ]

วันก่อนแอดมันนัดกับเพื่อน ๆ และชาว Thaimightsay ไปดูหนังเรื่องนี้กัน

โดยส่วนตัว แอดมันว่าหนังเรื่องนี้สนุกมากนะ แต่ก็ผิดคาดพอสมควร ทีแรกคิดว่าหนังจะเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อตั้งวงไปจนยุบวง แต่ผู้กำกับกลับเลือกที่จะหยิบยกเฉพาะช่วงจุดกำเนิดไปจนถึงช่วงพีคสุดของวงเท่านั้น คือตั้งแต่ช่วงก่อตั้งวง ไปจนถึงคอนเสิร์ตเน็บเวิร์ธที่มีผู้ชมเป็นแสน ๆ (ราว ๆ ปี 1991 – 1996)

เส้นเรื่องหลักจะอยู่ที่เส้นทางในแวดวงดนตรีของ OASIS การพุ่งทะยานไปข้างหน้าของหนุ่ม ๆ ร็อคเกอร์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน ดราม่าของสมาชิกในวงและครอบครัว Gallagher

ความพิเศษของหนังอยู่ตรงที่การนำภาพ Footage จากยุคฟิล์มมาตัดต่ออย่างมีจังหวะจะโคน ประกอบด้วยเสียงให้สัมภาษณ์จากพี่น้อง Gallagher สมาชิกในวง OASIS และบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้เราได้รับรู้มุมมองของผู้คนต่าง ๆ ที่มีต่อ OASIS และบริบทของยุคสมัย

พี่น้อง Gallagher ที่เป็นแกนหลักของวงได้ถ่ายทอดตัวตนของ OASIS ไว้อย่างชัดเจนที่สุด Liam บอกว่า การอยู่ใน OASIS ก็เหมือนกับการขับรถแรง ๆ อย่าง Ferrari ที่เต็มไปด้วยความหวือหวาแต่ก็พร้อมจะพลิกคว่ำหรือออกนอกลู่นอกทางได้ทุกเมื่อ ส่วน Noel เองก็ให้สัมภาษณ์ว่า จุดเด่นอย่างหนึ่งของ OASIS นอกจากเพลงดีแล้ว คือคาแร็กเตอร์กวน ๆ ห่าม ๆ ของวง ซึ่งเป็นสิ่งที่ rock star พึงมี และแม้ว่าวงจะเต็มไปด้วย drama และข่าวฉาวมากมาย แต่เขาคิดว่าสิ่งที่จะคงอยู่เหนือกาลเวลาก็คือบทเพลงของ OASIS นั่นเอง ส่วนคุณแม่ Peggy ก็พูดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพี่น้อง Gallagher ที่เป็นแรงขับเคลื่อนความสำเร็จของ OASIS แต่ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์แบบ love & hate และชิงดีชิงเด่นนี้ก็พร้อมจะทำลายวงของพวกเขาลงได้ทุกเมื่อ

การออกหนังเรื่องนี้ในระยะ 20 ปีให้หลัง จะว่าไปก็เหมือนกับเป็นการทบทวนเรื่องราวของ OASIS และยุคสมัย Britpop ทั้งสำหรับตัวแฟนเพลงเอง หรือแม้แต่สมาชิกวงด้วย เราได้เห็นแง่มุมต่าง ๆ ของหนุ่มวัยรุ่นชนชั้นล่างที่มีความทะเยอทะยาน ไต่เต้า แต่ก็มีความขัดแย้งอยู่ในที การพุ่งทะยานของ OASIS แลกมาด้วยการสูญเสียจิตวิญญาณ การแตกคอของพี่น้อง Gallagher การถอนตัวหรือแม้แต่การถูกเขี่ยทิ้งของสมาชิกในวง ฉากที่พูดถึงการไล่ Tony มือกลองยุคก่อตั้งออกจากวง แล้วมีภาพแฟลชแบ็คจาก mv เพลง Live Forever เมื่อนำมาประกอบกันในหนังสารคดีเรื่องนี้แล้ว ทำให้เรารู้สึกสงสาร Tony แบบจับใจ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อฟังเหตุผลประกอบของ Noel หรือคนอื่น ๆ เราก็จะเข้าใจถึงสัจธรรมของวงการนี้ (ถ้าคุณฝีมือไม่ถึง หรือคุณไม่พร้อมที่จะไปต่อ คุณก็หลุดวงโคจรไปโดยปริยาย)

แน่นอนแหละว่า ความสำเร็จของ OASIS มาจากแกนหลักอย่าง 2 พี่น้อง Gallagher แต่พวกเขาก็คงมาได้ไม่ไกลขนาดนี้ถ้าขาดเพื่อนร่วมวงที่ช่วยกันประคับประคอง หรือนายห้างมือทองอย่าง McGee โปรดิวเซอร์อย่าง Mark Coyle และ Owen Morris ที่ช่วยกันปรุงแต่งให้เพลงของ OASIS ออกมากลมกล่อม หรือแม้แต่ผู้ดูแล คนขับรถ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ แฟนเพลง ที่ Noel และ Liam ให้ความสำคัญแบบสุด ๆ

ทีเด็ดอีกอย่างที่ผมว่าแฟน ๆ OASIS ไม่ควรพลาดเลย ก็คือ การดูหนังในโรงใหญ่แบบนี้ แต่ละเพลงที่ขับขานออกมาผ่านระบบซีนีเพล็กซ์ มันช่างเร้าอารมณ์ดีเหลือเกิน แถมได้ร้องเพลงคลอตามไปด้วยนี่ฟินสุด ๆ ต้องขอชมอีกอย่างตรงบทแปล Subtitle ที่คนแปลตั้งใจทำ ถ่ายทอดออกมาได้อารมณ์มากครับ

เนื้อเพลงท่อนหนึ่งของเพลง ‘Bring it on down’ ที่สะกิดหู Alan McGee เจ้าของค่าย Creation Records จนต้องจับ OASIS มาเซ็นสัญญา และบ่งบอกถึงดนตรีกับชนชั้นที่ Noel ชอบพูดถึงบ่อย ๆ ได้แก่

‘You’re the outcast
you’re the underclass
But you don’t care
because you’re living fast’

———-

1) การได้เจอกับเพื่อนพี่น้องที่เป็นแฟนเพลงของ OASIS ต่างยุคต่างสมัย และได้แบ่งปันประสบการณ์กัน รู้สึกอิ่มเอมใจดีครับ ในกลุ่มเรามีคนที่รู้จัก OASIS จากยุค 1995 หรือ 2000 ไปจนถึง 2005

2) เพื่อน ๆ พูดคุยถึงโอกาสการ reunion ของ OASIS เหมือนกัน แต่ ณ จุดนี้ท่าจะยังยากอยู่ ซึ่งในหนังก็มีหลายช่วงที่ Noel และ Liam พูดถึงวงแล้วสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์แบบลิ้นกับฟันที่ยากจะลงรอย ช่วง 2-3 ปีหลังถ้าใครที่ติดตามข่าวมาตลอดก็จะรู้ว่าพี่ Liam เราแบะท่าอ้าแขนขอคืนดีขนาดไหน แต่เฮีย Noel ก็ยังคงเล่นตัวอยู่ แต่ก็ไม่แน่ รอ ๆ ลุ้นกันไปครับ ขนาดวง G N’ R ที่แค้นกันจนมองหน้าไม่ติดยังกลับมารวมวงกันได้เลย ฉันใดก็ฉันนั้น แฟน ๆ OASIS ก็อย่าเพิ่งละทิ้งความหวัง 555

แปลผิด ชีวิตเปลี่ยน (ภาค 2)


อย่าลืมกด LIKE แฟนเพจ IDIOM & SLANG กันด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/IDIOM.SLANG

untitled-1

ฮา ๆ #แปลผิดชีวิตเปลี่ยน

จริง ๆ ข่าวนี้มันเก่ามากแล้วนะฮะ ก็ไม่เข้าใจว่าเว็บข่าวไทย(บางเจ้า) ดันหยิบมาเล่นอีก

ข่าวเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่ Magneto (เซอร์เอียน แม็กเคลเลน) จะเป็นประธานในพิธีแต่งงานให้กับ Professor X (แพทริค สจ๊วต)

แต่ #เดี๋ยวนะ ดันมีข่าวทีวีช่องหนึ่งแปลผิด ไปตีความว่า เซอร์เอียน จะแต่งงานกับ แพทริค

คือ 2 คนนี้เขาสนิทกันมากครับ เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมานาน ตัวแพทริคเองแมนแท้ ส่วนเซอร์เอียนก็ยอมรับว่าเขาเป็นเกย์ แต่นอกจอทั้งคู่ก็ไม่ได้รังเกียจกัน เขาก็หยอกล้อกันกะหนุงกะหนิง น่ารักดี 555

แต่ก็ดีอย่าง บทความ “แปลผิด ชีวิตเปลี่ยน” ที่ผมเขียนไว้เลยพลอยได้อานิสงส์ 2-3 วันมานี้ top views เกิน 1,000 คลิกแล้วฮะ 555

หารูป Sir Ian กับ Sir Patrick ตอนหนุ่ม ๆ มาให้ดูนะฮะ
ทั้งคู่เป็นนักแสดงอังกฤษ เริ่มรู้จักกันในช่วงยุค 70’s แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้สนิทกันมากมาย

กระแส #bromance (คู่จิ้นฟินกระจาย) น่าจะเริ่มต้นจากหนัง X-Men ที่ทั้งคู่แสดงร่วมกัน แล้วก็ในปี 2014 ทั้งคู่ยังแสดงละครเวทีร่วมกัน 2 เรื่อง คือ No Man’s Land และ Waiting for Godot

Sir Patrick ยอมรับว่า บางทีเขาก็รู้สึกแอบหวั่น ๆ เวลาเจอ Sir Ian 55 แต่พวกเขาไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย และพบว่ามีความสนใจตรงกันหลาย ๆ อย่าง

Sir Patrick เคยพูดถึงกระแส bromance จากการที่เขากับเพื่อนซี้ Sir Ian ชอบถ่ายรูปคู่หนุงหนิงลงสื่อ social บ่อย ๆ ว่า Sunny เมียของเขาไม่ว่าหรอก และยุให้ทำซะอีก (พร้อมหัวเราะ 555)

มี #สำนวน มาฝาก
-have something in common = มีความสนใจร่วมกัน / มีนิสัยคล้ายกัน / มีความคิดเห็นตรงกัน / ใจตรงกัน

ian-patrick-andygotts

สำนวน ‘more than you have had hot dinners’


อย่าลืมกด LIKE แฟนเพจ IDIOM & SLANG กันด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/IDIOM.SLANG

14449928_1180836785293396_4345647942531516807_n

เจอมา น่าสนใจดีครับ ถ้าเราอยากจะพูดว่า #ผ่านอะไรมาเยอะ เราสามารถใช้สำนวน ‘…more than you have had hot dinners’ (แปลตรงตัวว่า มากกว่าที่เธอเคยกินข้าวเย็นมาไม่รู้กี่มื้อต่อกี่มื้อแล้วกัน)

สำนวนนี้แปลได้ทำนองว่า “ช่ำชอง” “นับไม่ถ้วน” “เยอะจนเทียบไม่ติด” ใช้เพื่อสื่อว่าคน ๆ นั้นผ่านประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาจนทะลุปรุโปร่ง (หรือถ้าเทียบกับสำนวนไทยก็แนว ๆ ผู้ใหญ่เขาผ่านโลกมาเยอะ เขา #อาบน้ำร้อนมาก่อน )

อย่างเช่น ถ้าจะบอกว่า #เขาผ่านศึกมาอย่างโชกโชน ก็เขียนว่า
“He’s seen more battles than you’ve had hot dinners.”

หรือถ้าจะอวดว่า ฉันเคยดูหนังดี ๆ มามากกว่าเธอแล้วกัน
“I’ve seen more good movies than you’ve had hot dinners.”

ประโยคสุดท้าย #แซ่บมาก 555
“Taylor Swift has dated more famous men than we’ve had hot dinners.”
(เทย์เลอร์ สวิฟต์ เคยเดทกับหนุ่ม ๆ คนดังมาเยอะเสียจนชาตินี้เราไม่มีวันเทียบติด)

 

สำนวนจากเพลง ‘Say You Won’t Let Go’


อย่าลืมกด LIKE แฟนเพจ IDIOM & SLANG กันด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/IDIOM.SLANG

ชาร์ตเพลงอังกฤษสัปดาห์นี้ เพลงหนึ่งที่น่าจับตาคือ ‘Say You Won’t Let Go’ ของ James Arthur ที่ทะยานขึ้นมาอยู่อันดับ 2 หายใจรดต้นคอ ‘Closer’ ของ The Chainsmokers

Say You Won’t Let Go เป็นเพลงรักหวาน ๆ ที่พูดถึงการพบเจอคนที่ใช่และจะไม่ยอมสูญเสียเธอไป

เพลงนี้มี #ศัพท์ / #สำนวน น่าสนใจ
– Stone cold sober (หรือ stone sober) = สร่างเมา / หายเมาเป็นปลิดทิ้ง

โดยคำว่า sober แปลว่า ไม่เมา ส่วน stone cold แปลว่า ไม่รู้สึก, ไม่มีอาการ –พอนำมารวมกัน– จึงหมายถึง สร่างเมา หรือ ไม่รู้สึกเมา

– Cause I played it cool when I was scared of letting go
(เพราะฉันแสร้งเก็บอาการ ไม่กล้าเผยความในใจ)

play it cool แปลว่า วางท่า, เก็บอาการ, นิ่งเฉย
let go แปลว่า เอ่ยปาก, เผยความรู้สึก

– But I wanna stay with you Until we’re grey and old
(แต่ฉันอยากจะอยู่เคียงคู่กับเธอตราบจนแก่เฒ่า)

grey and old แปลว่า แก่เฒ่า, ชรา