Just another WordPress.com site

สงครามโลกครั้งที่ 2, สงครามรถถัง > WWII, The Greatest Tank Battle

แผ่นดินเดือด: “แพนเซอร์สำแดงเดช” (ตอนจบ)


แผ่นดินเดือด: "แพนเซอร์สำแดงเดช" (ตอนจบ)

 

 

The Tiger Strikes

 

5กรกฎาคม1943 ซูคอฟรู้เวลาโจมตีที่แน่นอน 3:30นาฬิกา   10นาทีก่อนที่แถวทหารเยอรมันจะเคลื่อนไหว โซเวียตเปิดฉากระดมยิงปืนใหญ่
 
ในม่านหมอกแห่งระเบิด กลุ่มทหารเยอรมันไหลหลั่งเข้าสู่ปฏิบัติการ  
และบนท้องฟ้าอื้ออึงไปด้วยเสียงคำรามของฝูงบินเยอรมันที่ถล่มโจมตีหลายพันครั้ง

 

การพ่ายแพ้จากทางเหนือ วอน ครูกและกองทัพที่9   ร่วมด้วยผบ.ยานเกราะนายพลโมเดล รุดหน้า7ไมล์ในระหว่างวันแรก   

ทางตอนใต้ วอน มันชไตน์ รุกคืบไป11ไมล์ เป็นความก้าวหน้าต่อเนื่อง   แต่แผนบลิทซ์ครีกแทบไม่เป็นผล พวกเขาติดกับสนามระเบิดของโซเวียต   

เมื่อการบุกดำเนินต่อไป เยอรมันต้องเผชิญอุปสรรคเพิ่มขึ้น   พวกเขาคุ้นเคยการต่อสู้กับศัตรูที่ถือไพ่เหนือกว่า   แต่พวกเขาก็คุ้นเคยกับความเหนือกว่าในด้านคุณภาพบุคลากร ตัวผู้นำ และเครื่องจักรกล 

แต่นี่เป็นครั้งแรก ที่สมรรถนะของรถถังใหม่ ต่ำกว่าเป้าที่คาดหวัง   แพนเธอร์ถูกก่อกวนด้วยปัญหาเครื่องจักร   และเดินทางได้เพียงไม่กี่ไมล์ ก่อนที่จะหยุดทำงาน

โดยปราศจากการฟื้นฟูยานยนต์อย่างเพียงพอ  และขาดช่างที่มีประสบการณ์   รถถังแพนเธอร์จาก200คันเหลือเพียง40คันในปิดท้ายปฏิบัติการวันแรก

 

ฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดสตูก้า เปลี่ยนมาทำหน้าที่พิฆาตรถถัง   และในช่วงเริ่มต้นการรบพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมาก   แต่มันเป็นเครื่องบินที่ไม่สมบูรณ์แบบ   สตูก้าที่บินช้าเป็นเป้านิ่งให้เครื่องบินข้าศึกได้ง่าย   ความได้เปรียบทางอากาศค่อยๆตกไปอยู่ในมือของโซเวียต

 

ในวันที่3 เยอรมันสามารถคว่ำรถถังโซเวียตได้กว่า450คัน   แต่ศัตรูยังครองความได้เปรียบด้านยุทโธปกรณ์อย่างท่วมท้น

อย่างช้าๆ การโอบล้อมกำลังจะมาบรรจบ   ทว่าภาพเยอรมันกวาดต้อนฝูงเชลยอย่างคุ้นเคย  จะไม่มีอีกต่อไป

 

ซูคอฟ ผบ.สูงสุดผู้ช่ำชองในกลยุทธ์การถอยหนี และกลยุทธ์โจมตีกลับ   พวกเขาจะหลอกล่อเยอรมันเข้าสู่แดนพิฆาตรถถัง   โซเวียตคิดค้นกลยุทธ์ใหม่ พวกเขาได้พัฒนาสิ่งที่เรียกว่า”แพ็คยาร์ด”   กลยุทธ์ซับซ้อนเชิงสูงที่ประสานทั้งการรุกและรับ   แผนการรบที่น่าสะพรึงกลัว ออกฤทธิ์ในทันที หลังการถล่มโจมตีด้วยปีนใหญ่หนัก 

เมื่อเป้าหมายแรกบรรลุ เหล่ารถถังหนักก็จะเข้าทำลายล้างอย่างสมบูรณ์   การคาดการณ์ได้ถึงแผนรุกห่อแนวรบ ทำให้แนวรับเยอรมันเตรียมโจมตีกลับได้   แต่ไม่ใช่ก่อนที่ความเสียหายครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น

 

*************************

 

Duel To The Death

 

เมื่อมองทะลุผ่านกระจกหน้าขนาดเล็กจากในค็อกพิต   พลรถของทั้ง2ฝ่ายต่างก็ตื่นตะลึง   เมื่อได้เห็นความแข็งแกร่งของขบวนศัตรูที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามา   เนินเขาล้อมรอบทำหน้าที่เป็นแนวรบธรรมชาติให้แก่เหล่ายานเกราะ   2แถวรบใหญ่วิ่งเข้าใส่และทำลายกัน ผลลัพธ์คือการรบที่มีสัดส่วนใหญ่มหาศาล

 

ไม่มีครั้งใดที่จะสูญเสียรถถังมากเท่านี้ มากกว่า1,500คันในการรบครั้งเดียว   ไม่มียุทธศาสตร์ใดที่จะกำหนดการปะทะครั้งนี้   และไม่ได้มีกลยุทธ์หรือการบัญชาใดๆ
ในหมอกฝุ่นที่รถถังดวลกัน  มีการระดมยิงเป้าหมาย 
กระแทกและตะกายใส่กัน  ทำลายหรือถูกทำลายอย่างไร้ปราณี

ผู้สังเกตการณ์รายหนึ่งคิดว่าภูมิประเทศเล็กเกินไปสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  เช่นเดียวกันพลรถถังของกองทัพแดง ได้ผ่านเข้าสู่ตำนานพาหนะแห่งความตาย   เหนือสนามรบ ลุฟท์วาฟเฟ่อและทัฟฟ้าโซเวียตล้อมวงต่อสู้   แต่พวกเขามิอาจมีส่วนร่วมในศึกสุดสยองด้านล่าง   เพราะหมอกฝุ่นหนาและกลุ่มควันมัวทำให้แยกไม่ออกว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู

 

8ชั่วโมงที่การรบโหมกระหน่ำ

หลังจากนั้นทั้ง2ฝ่ายค่อยๆถอนตัว และจัดทัพใหม่   โซเวียตมีรถถังเหลืออยู่เบื้องหลัง300คัน   เยอรมันสูญเสียในจำนวนเท่าๆกัน   โซเวียตทดแทนยานเกราะได้อย่างรวดเร็ว   แต่สำหรับเยอรมัน มันเป็นงานที่หนักกว่า

 

การรุกหลักในการโจมตีกลับของซูคอฟ คือตำแหน่งข้าศึกทางเหนือของเคิร์ส   ตราบที่เยอรมันยังยึดครองโอเรล มอสโคว์ก็ตกอยู่ในอันตราย   เยอรมันต่อกรอย่างแข็งขัน แต่กองทัพเหนื่อยล้าจากการกรำศึกหลายวัน อาวุธสำรองและเสบียงร่อยหรอ   ขณะที่กองทัพแดงสามารถจัดหายานเกราะใหม่ พวกเขารักษาเส้นทางการคมนาคม ไม่มีการขาดแคลนอาวุธและเสบียง

 

การต่อสู้รอบเคิร์สจะดำเนินต่อไปอีก20สัปดาห์
แต่ในสัปดาห์ที่2ของเดือนกรกฎาคม  
เป็นที่แน่ชัดว่ายุทธการซิทาเดลไม่ประสบผลสำเร็จ   แนวตั้งรับของโซเวียตส่วนใหญ่ยังคงสมบูรณ์ บางแนวแผ่200ไมล์ไปฝั่งตะวันออก

 

เยอรมันได้ส่งกำลังยานเกราะในตะวันออกเกือบทั้งหมดเข้าสู่ยุทธการใหญ่ครั้งนี้   แต่มันล้มเหลว และกองทัพซูคอฟเข้ายึดกุมสิ่งที่เหลือของกองพลรถถังเยอรมัน

 

13กรกฎาคม ฮิตเลอร์ออกคำสั่งยกเลิกยุทธการซิทาเดลอย่างเป็นทางการ   โซเวียตมีจำนวนการสูญเสียมากกว่าเล็กน้อย แต่ด้วยกำลังทหารสำรองที่มากกว่า และมาตรฐานการผลิตที่สูงกว่า จะทดแทนได้ในไม่ช้า   เยอรมันเจอปัญหาร้ายแรงกว่า
การรวบรวมทรัพยากรเพื่อการสู้รบที่เคิร์ส
ได้สร้างความตึงเครียดอย่างหนักให้แก่กองทัพ, ลุฟท์วาฟเฟ่อ และอุตสาหกรรมเยอรมัน   พวกเขาไม่สามารถทดแทนความสูญเสียในระดับนั้น

 

สหภาพโซเวียตได้กลายเป็นทั่งที่กำลังจะตอกตีนาซีเครื่องจักรสงคราม   แม่น้ำโวลก้าคือขีดจำกัดแห่งชัยชนะของฮิตเลอร์   และหลังจากเคิร์ส กระแสสงครามจะพัดพาไปฝั่งตะวันตกทางเดียว   ทหารเยอรมันจะแสดงให้เห็นการฟื้นฟูแนวรับที่น่าทึ่ง
และรถถังเยอรมันกับโซเวียตจะปะทะกันอีกหลายครั้งใน2ปีแห่งสงครามขมขื่น

 

 

นี้คือรถถังที่ หนักที่สุด ติดอาวุธและเกราะดีที่สุด รอยัลไทเกอร์ หรือ ไทเกอร์2 ผลิตในปี1944 และใช้รบได้ยอดเยี่ยมที่บัลจ์   เยอรมันมีเวลาและทรัพยากร สำหรับการพัฒนารถถังแพนเธอร์และไทเกอร์ โดยใช้ศักยภาพสูงสุด   ฮิตเลอร์ยังพอมีหวังที่จะบรรลุแผนการครอบครองอาณาจักรยุโรปและโซเวียต

 

ปัจจุบันรถถังไทเกอร์ที่ยังเหลืออยู่เป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงอำนาจของลัทธินาซี   รวมไปถึงกำลัง, ความปราดเปรื่อง และความกล้าหาญ สำหรับโลกเสรีในการเอาชนะพลังชั่วร้าย

 

********** (The End) ***********



แผ่นดินเดือด: “แพนเซอร์สำแดงเดช” (4)


แผ่นดินเดือด: "แพนเซอร์สำแดงเดช" (4)
 
 
JagPanther SDKFW 173
– Operational From 1944
 
 
 
 
การถูกใช้งานในเคิร์ส จำนวนของพวกมันไม่เพียงพอสำหรับการชี้ขาดผลลัพธ์ในสนามรบ แต่มันช่วยให้โซเวียตได้เรียนรู้เทคโนโลยีรถถังเยอรมัน เยอรมันก็ต้องเรียนรู้จากรถถังหนักเควี1 ของโซเวียต ซึ่งติดอาวุธปืน76มม.อันยอดเยี่ยม แม้จะหุ้มเกราะหนัก แต่เครื่องยนต์550แรงม้า ก็ขับเคลื่อนรถถัง46ตันได้ 22ไมล์ต่อชั่วโมง
 
 
 
 
เยอรมันตอบโต้ด้วยอสูรยักษ์เอเลแฟนท์ หรือรถถังเฟอร์ดินานด์ อสุรกายยักษ์ตนนี้มีความเร็วแค่12ไมล์ต่อชั่วโมง แต่มันแบกรับเกราะที่หนาเทอะทะ และติดอาวุธที่ไม่เข้ากันอย่างปืน88มม.

ที่น่าแปลกใจ การออกแบบไม่ได้มีการติดตั้งปืนกลสำหรับการต่อสู้ป้องกันทหารราบ และโซเวียตค้นพบในไม่ช้าว่า ทหารผู้กล้าสามารถหยุดยั้งเอเลแฟนท์ได้ ด้วยการหย่อนระเบิดในท่อไอดี 
 
 
 
กองทัพรถถังที่3หน้าใหม่ที่ปรากฏในเคิร์ส คือรถถังไทเกอร์ มีน้ำหนักมหาศาลถึง125,400ปอนด์ และพลังยิงทำลายจากปืนไรเฟิล88มม.อันเลิศเลอ
ในบางแง่มุม ความรู้ที่ได้จากที34ไม่ทันส่งผลกระทบต่อการออกแบบไทเกอร์ ป้อมปืนมีแง่มุมตั้งฉากอย่างไม่ประนีประนอม น้ำหนักของยานเกราะทำให้ไทเกอร์มีสมรรถนะค่อนข้างต่ำ เช่นเดียวกับแพนเซอร์3 ไทเกอร์มีพลรถ5คน พลขับบังคับผ่านเครื่องควบคุมไฮโดรลิค ผบ.ประจำอยู่ที่ด้านหลังของป้อมปืนอันกว้างใหญ่ พลปืนมีอาวุธปืน88มม.บรรจุกระสุน92นัด พลปืนกล ที่ควบตำแหน่งพลวิทยุ ประจำการอยู่ที่ส่วนหน้า ไทเกอร์1ในพิพิธภัณฑ์ ที่พึ่งบูรณะ เป็นหนึ่งเดียวที่หลงเหลือและยังใช้การได้
 
ตลอดพฤษภาฯและมิถุนาฯ เหล่านายพลของฮิตเลอร์ไม่ทิ้งเวลาจากการเลื่อนปฏิบัติการซิทาเดลให้สูญเปล่า ฐานทัพและป้อมปราการของเยอรมันทั่วยุโรปร่วมส่งกำลังเสริมสำหรับการโจมตีครั้งใหญ่ ฝ่ายพันธมิตรมีพลังระเบิดที่รุนแรง เยอรมันจึงรับมือด้วยแผนป้องกันทางอากาศ ส่งทัพอากาศไปสู่แนวรบตะวันออก
 
 
 
 
แม้ว่าหลายกองพลจะมีระดับกำลังไม่เต็มอัตราศึก แต่ยอดรวมพลสุดท้ายก็เป็นที่น่าประทับใจ ในหมู่พวกเขาคือทหารเยอรมันที่กล้าหาญช่ำชอง และวาฟเฟน เอสเอส ก็ส่งตัวแทนระดับใหญ่เข้าร่วม
ขวัญกำลังใจของทหารเยอรมันสูงมาก สตาลินกราดยังเป็นฝันร้ายสำหรับหลายๆคน แต่ที่สตาลินกราดเป็นทหารอิตาลีและโรมาเนียที่เปิดทางสู่หายนะ ครั้งนี้ จะไม่มีสหายศึกที่น่าห่วงให้ต้องกังวล ฮิตเลอร์ประกาศว่าซิทาเดลจะเป็นยุทธการของเยอรมัน100เปอร์เซ็นต์
ความเชื่อมั่นเข้มแข็งขึ้นโดยเสบียงใหม่จำนวนมากถูกส่งมาที่แนวรบแบบรายวัน แม้ว่ารถถังแพนเธอร์และไทเกอร์ใหม่จะยังมีจำนวนน้อยจนน่าผิดหวัง กองทัพอากาศมีลุฟท์วาฟเฟ่อคุมน่านฟ้า  ยุทโธปกรณ์, รถถัง และเครื่องบินที่ถูกใช้ในการรบครั้งนี้ มีปริมาณเท่าๆกับสรรพาวุธที่ใช้ในการรุกรานโซเวียตเมื่อ2ปีก่อน ถึงกระนั้น ปริมาณอันมหาศาลไม่ได้ทำให้ฮิตเลอร์สงบใจ และไม่มีการประกาศแผนการนี้สู่สาธารณะ เขากล่าวว่า “ความคิดเรื่องนี้ทำให้ข้าฯท้องใส้ปั่นป่วน แต่ข้าฯไม่เห็นทางเลือกอื่น”
 
=====================>
 
 
Stalin Prepares
 
 
ในปี1941 กองพันโซเวียตที่ทรุดโทรมได้แตกหักและยอมจำนนโดยง่าย เมื่อเยอรมันได้รุกตะวันออกครั้งแรก สตาลินจำต้องคลายอำนาจกดขี่ และปลุกเร้าพลังชาตินิยม
 
ความโหดเหี้ยมของผู้รุกราน ได้จุดชนวนการต่อต้านแบบถวายชีวิต และตำนานความไร้เทียมทานของนาซีถูกทำลายลงที่สตาลินกราด สตาลินจำต้องเลื่อนขั้นนายทหาร, วิศวกรออกแบบ, และผู้จัดการโรงงานโดยคำนึงถึงความสามารถ มากกว่าเส้นสายทางการเมือง ผลลัพธ์คือสายการผลิตของโซเวียตทั้งรถถัง, ปืนใหญ่ และเครื่องบินทำได้ดีกว่าของเยอรมันทั้งในแง่คุณภาพ และปริมาณ
 
 
 
นายพลซูคอฟ ผู้บัญชาการรบสูงสุดของโซเวียต ได้คาดการณ์ถึงยุทธการซิทาเดล และคราวนี้เยอรมันจะต้องพบกับการเตรียมการของโซเวียต
ตลอดเดือนพฤษภาฯและมิถุนาฯปี1943 สามแนวทุ่นระเบิดได้ถูกจัดวางไว้รอบตำแหน่งข้าศึก
 
1กรกฎาคม ฮิตเลอร์กลับสู่ศูนย์บัญชาการในปรัสเซียตะวันออก ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว
ในการรบยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเปิดฉาก โซเวียตเริ่มต้นด้วยความได้เปรียบอย่างสูง ในการปะทะทหารเยอรมัน9แสนนาย ซูคอฟมีทหาร1ล้าน4แสนนาย โซเวียตเหนือกว่ามากในด้านกำลังปืนใหญ่ จำนวน20,000กระบอก คิดเป็น2เท่าตัวของเยอรมัน โซเวียตมีรถถัง3,000คัน เยอรมัน2,700คัน โซเวียตมีเครื่องบิน2,400ลำ ลุฟท์วาฟเฟ่อ 2,000ลำ
 
4กรกฎาคม การรุก2ทางของเยอรมันถูกจัดกลุ่มไปทางเหนือ และทางใต้ พร้อมรบเต็มอัตราศึก เหนือแนวรบเยอรมันหน่วยกู้ระเบิดดำเนินปฏิบัติการ และขณะที่กองทัพเยอรมันเข้าประชิดแนวโซเวียต เป็นการเคลื่อนไหวที่สุขุมเยือกเย็น ทหารผ่านศึกที่ช่ำชองของเยอรมัน รู้ซึ้งความร้ายกาจของสงคราม แม้ในชัยชนะสูงสุด ทหารก็ต้องสูญเสีย
พวกเขาได้เห็นคนตาย คนพิการ และคนเจ็บ การบรรเทาหนทางเดียวคือกระสุนปืนจากเพื่อนทหาร พรุ่งนี้ พวกเขาอาจถึงคราว
 
<====โปรดติดตามตอนต่อไป====>


แผ่นดินเดือด: “แพนเซอร์สำแดงเดช” (3)


แผ่นดินเดือด: "แพนเซอร์สำแดงเดช" (3)

 
The Fox At Bay
 
 
หลายสัปดาห์หลังการรบที่อลาเอลฮาฟา การจัดหากำลังเสริม, ยุทธภัณฑ์ และเสบียง หลั่งไหลเข้าสู่ค่ายพันธมิตร

 
 
 
รถถังขนาดกลาง เชอร์แมน เอ็ม3 ที่บริติชขนานนามว่า’แกรนต์’ เสริมพลังยิงโจมตีด้วยปืน75มม.
มอนต์โกเมอรี่เตรียมการโจมตีที่มั่นของเยอรมันที่แอล อลาเมน แต่เขาตั้งมั่นว่าทหารใต้ปกครอง จะต้องไม่พลีชีพโดยไม่จำเป็น การโจมตีจะเริ่มขึ้นในคืนวันที่23ตุลาคม1942

 

เมื่อการระดมยิงปืนใหญ่1,000กระบอกเริ่มต้นขึ้น บริติชและแนวร่วมมีกำลังเหนือกว่าเยอรมันและอิตาลีเกือบ2ต่อ1ทั้งทหารและรถถัง และทัพอากาศเหนือกว่ามาก

มอนต์โกเมอรี่ กู้หน้าได้ในทันทีด้วยการนำเรือหลวงควบคุมเมดิเตอเรเนียน
รอมเมลพลาด แถมซ้ำร้าย อาฟริกาคอร์ปเหลือเชื้อเพลิงแค่1ใน10ส่วนจากที่ต้องใช้ในตลอดปฏิบัติการ ซึ่งกำลังจะถูกจำกัดในไม่ช้า นอกจากนี้ยังมีโรคระบาดในกองทัพเยอรมัน และรอมเมลเองก็ล้มป่วย ในวันแรกของการรบที่แอล อลาเมน รอมเมลกำลังพักฟื้นในออสเตรีย
แผนแรกของมอนต์โกเมอรี่คือการผลักดันจากทางเหนือร่วมกับการแกล้งโจมตีไปทางใต้ 2วันแรกถูกใช้ในการแหย่เปิดทางสนามทุ่นระเบิด ตามแผนที่มอนต์โกเมอรี่เรียกว่ากระบวนการบดขยี้ ทอนกำลังข้าศึกที่ตั้งรับอยู่ในสนามเพลาะ ตำแหน่งปืนต่อสู้รถถังเยอรมันฟื้นตัวเร็วมาก และความหวังที่จะตีฝ่าเข้าทะเลทรายโล่งไปสู่ด้านหลังเยอรมันไม่สำเร็จ มอนต์โกเมอรี่ผู้ยืดหยุ่นตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ และเมื่อ28ตุลาฯ เขาฝ่าขึ้นเหนือไปสู่ชายฝั่ง การยึดกุมรอมเมลสำเร็จโดยฉับพลัน เยอรมันล้างแค้นด้วยการพังยานเกราะ4คัน มอนต์โกเมอรี่เปลี่ยนแผนอีกครั้ง การบุกครั้งที่3เริ่มขึ้นเมื่อ2พฤศจิกาฯ การต้านทานเป็นไปอย่างดุเดือด ปิดท้ายวันรถถังกว่า200คันพังพินาศ แต่พวกเขาก็เปิดช่องแนวรับเยอรมันได้
2กองพลยานเกราะเข้าปะทะกำลังรบหลักของอาฟริกาคอร์ป ซึ่งตอนนี้เหลือทหารเพียง2,000นาย และรถถัง35คัน 4พฤศจิกายน รอมเมลจำต้องดำเนินการถอนทัพครั้งใหญ่มอนต์โกเมอรี่ชนะการรบที่แอล อลาเมน

 

ดูเหมือนว่าความระแวดระวังของมอนต์โกเมอรี่จะใช้ได้ผล การติดตามผลเป็นไปอย่างเชื่องช้ารีรอ ด้วยส่วนผสมระหว่างฝีมือและโชค กองทัพขนาดเล็กของรอมเมลสามารถหลบหลีกกองทัพบริติชและพันธมิตร

 

8พฤศจิกายน กองทัพบริติชและสหรัฐยกพลขึ้นแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ

รอมเมลทำการโจมตีกลับครั้งสุดท้ายเมื่อ16มีนาคม เขาพยายามที่จะรักษาแนวรบ
มาเร็ธ ในลิเบีย แต่มันถูกโค่นอย่างง่ายดาย หลังจากนั้นไม่นานเขาถูกเรียกกลับเยอรมัน ฮิตเลอร์ผิดหวังในตัวจอมพล แต่เขาจำเป็นต้องมีรอมเมลก่อนที่แผนการทั้งหมดจะล่มสลาย หลังการพ่ายแพ้ต่อเนื่องบนสนามรบ ในบริเตน ชัยชนะที่แอฟริกาเหนือนำมาซึ่งความปลื้มปิติ และเหตุการณ์ส่วนใหญ่ในสมรภูมิเล็กแห่งนี้ ถูกบดบังรัศมีโดยสงครามใหญ่บนแนวรบตะวันออก

 

# # # # # # # # # # # # # # #

 

Hitler Turn East

 

 

หายนะที่สตาลินกราด ทำให้ภาพลักษณ์ของฮิตเลอร์สั่นคลอน กระนั้นรัฐมนตรีการโฆษณาผู้โดดเด่น ดอกเตอร์โจเซฟ โกเบลส์ มองเห็นโอกาสที่จะหล่อหลอมใจประชาชนเยอรมัน ปลุกเร้าพวกเขาด้วยวาทะใหม่แห่งความภักดี และการอุทิศตัวเสียสละ อารมณ์ร่วมของเหล่าทหารนั้นหม่นหมอง แต่ยังฮึกเหิม

 

มีนาคม1943 ฮิตเลอร์ระส่ำ และกองทัพเยอรมันอ่อนแรงห่อเหี่ยวจากการสู้รบที่ยาวนาน จำเป็นที่จะต้องมีการฟื้นฟูกำลังทหารและอาวุธ ไม่นานนักฮิตเลอร์วางแผนยุทธศาสตร์การตั้งรับแบบตั้งมั่น บนแนวรบตะวันออก ขณะที่เยอรมันกำลังฟื้นอำนาจ

 

แต่เขาไม่คุ้นเคยกับความนิ่งเฉย และเมื่อ13มีนาฯเขาลงนามเปิดปฏิบัติการซิทาเดล การรุกครั้งสำคัญในตะวันออก เป้าหมายคือที่มั่นใหญ่ของข้าศึกที่พิกัด120ไมล์แนวนอนและ80ไมล์แนวตั้ง ณ พิกัดดังกล่าว เป็นที่ตั้งของเมืองเล็กในโซเวียตชื่อเคิร์ส
การแย่งชิงเคิร์ส จะนำกองทัพฮิตเลอร์ไปสู่สุดยอดสงครามรถถังแห่งประวัติศาสตร์ ฮิตเลอร์เชื่อว่าการโจมตีใหญ่อีกครั้งอาจจะกวาดล้าง  กองทัพโซเวียตอย่างสมบูรณ์ และความพ่ายแพ้ที่สตาลินกราดจะต้องได้ล้างแค้น

 

15เมษายน การโจมตีที่มั่นใหญ่ได้ถูกสั่งการ และวันที่กำหนดคือ3พฤษภาคม แผนคือการเคลื่อนที่โอบล้อม กองทัพที่9ในตอนเหนือตีลงมาบรรจบกับกองทัพรถถังที่4ซึ่งเคลื่อนขึ้นมาจากทางใต้ พวกเขาจะมาบรรจบกันพอดีที่ตะวันออกของเคิร์ส

 

ในหลายอาทิตย์ถัดมา ยุทธการซิทาเดลถูกเลื่อนซ้ำแล้วซ้ำอีก สาเหตุหลักของความล่าช้าเนื่องจากปัญหาในการผลิตรถถังเยอรมันรุ่นใหม่ ไม่เพียงแต่ฮิตเลอร์ที่ต้องหงุดหงิดกับยานเกราะรุ่นใหม่ซึ่งจำเป็น  สำหรับการเปิดฉากโจมตี

 

ในปี1941 เยอรมันได้รุกรานสหภาพโซเวียตด้วยรถถังอันยอดเยี่ยม แพนเซอร์3และ4 ในฐานะกำลังหลักของทัพยานเกราะ กองทัพรถถังเยอรมัน3,350คันสกัดกองทัพรถถังโซเวียต20,000คัน แต่ในปี1943 ฮิตเลอร์รู้ดีว่าพวกเขาต้องเผชิญกับศัตรูที่เปลี่ยนแปลงในทุกแง่มุม

 

 

เยอรมันต้องพบกับความรู้สึกล้มเหลวในปี1941 เพราะโซเวียตซึ่งครอบครองรถถังขนาดกลางจำนวนน้อย มีเทคโนโลยีเหนือกว่าเยอรมันอย่างเห็นได้ชัด ในหลายๆแง่มุม การออกแบบรถถังโซเวียตที34 ดังที่เห็นนี้ เป็นงานชิ้นเอกที่เรียบง่าย ง่ายกว่ามากในการสร้างเมื่อเทียบกับของเยอรมัน รถถังโซเวียตผลิตได้ในเวลาเพียงครึ่งหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น ที34ง่ายกว่าในการรักษาและการดำเนินปฏิบัติการในสนามรบ ความลาดเอียงของยานเกราะสามารถทนทานต่อการโจมตีที่รุนแรง สายพานกว้างของที34 เอื้อต่อการเคลื่อนไหวบนผืนดินนุ่มซึ่งรถถังเยอรมันไม่เสถียร ที34ทำงานโดยเครื่องยนต์ดีเซล500แรงม้าที่ไว้วางใจได้ ความเร็วสูงสุด32ไมล์ต่อชั่วโมง ติดอาวุธปืนไรเฟิล76มม. ที34ทัดเทียมพลังการยิงของแพนเซอร์4 แต่ดีกว่าในการป้องกัน วิถี และการข้ามภูมิประเทศ เยอรมันเดินหน้าแข่งขันในการพัฒนาและการผลิต 

 

ไม่มีใครกล้าทักท้วงฮิตเลอร์ แต่แพนเธอร์เป็นความตั้งใจที่จะเลียนแบบส่วนดีของที34 แง่มุมที่ลาดเอียงช่วยเพิ่มส่วนหนาของยานเกราะโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนัก มันลอกเลียนล้อขับเคลื่อนขนาดใหญ่ของที34ที่เอื้อต่อการขับข้ามภูมิประเทศ และเครื่องน้ำมันมัยบัค 700แรงม้า เพิ่มแรงเป็น2เท่าตัวของแพนเซอร์4 ถ้าให้เวลาแก่โปรแกรมพัฒนา แพนเธอร์จะต้องเหนือกว่าที34 แต่มันถูกเร่งผลิตก่อนที่หลายๆปัญหาจะได้แก้ไข

 

##########โปรดติดตามตอนต่อไป##########


แผ่นดินเดือด: “แพนเซอร์สำแดงเดช” (2)


แผ่นดินเดือด: "แพนเซอร์สำแดงเดช" (2)

 
Afrika Korps 1941
 
 
 
 
14กุมภาพันธ์ หน่วยรบใหม่แห่งเยอรมัน’อาฟริกาคอร์ป’ เริ่มขึ้นฝั่งที่ทริโปลิ ผู้มาใหม่เหล่านี้เป็นนักรบที่ช่ำชอง พวกเขามาพร้อมกับอาวุธสมัยใหม่ที่น่าทึ่ง พวกเขาอยู่ใต้บัญชาของเอกบุรุษเยอรมันอัจฉริยะแห่งกลยุทธ์สงครามรถถัง นายพลเออร์วิน รอมเมล
 
มาทิลด้าจบสถานะราชินีแห่งทะเลทราย มาทิลด้าและรถถังลาดตระเวนเอไนน์ ต้องพบกับหน่วยรบเยอรมันที่ติดอาวุธฯเหนือกว่า เกราะดีกว่า เร็วกว่า และวิถีดีกว่า
ตอนนี้บริติชต้องเผชิญกับแพนเซอร์2, 3 และ 4
 
 
 
 
แพนเซอร์3 หนักเกือบ47,000ปอนด์ หุ้มเกราะเหล็กกล้า หนา2ถึง3นิ้วครึ่ง มันวิ่งได้เร็วสูงสุด25ไมล์ต่อชั่วโมง และติดตั้งปืน50มม.อันทรงประสิทธิภาพ

โครงร่างของแพนเซอร์3เป็นไปตามแบบดั้งเดิมคือห้องบังคับอยู่ด้านหน้า
ห้องบัญชาการรบตรงกลางลำ และห้องเครื่องที่ด้านหลัง ส่วนประกอบด้านหน้าประจำการโดยพลขับ และพลวิทยุกับพลปืนเล็ก ขณะที่ผบ., พลปืน พลกระสุน ประจำการอยู่ในหอคอยรบ 

 

 
 
แพนเซอร์4 หนักแค่44,000ปอนด์ มีขนาดใกล้เคียงแพนเซอร์3 สมรรถนะและความเร็วพอๆกัน แต่เดิมมันถูกวางไว้เป็นอาวุธเสริมสำหรับหัวหอกอย่างแพนเซอร์3 แต่ขีดจำกัดของปืนใหญ่แพนเซอร์3ขนาด50มม. ทำให้ปืนใหญ่แพนเซอร์4 / 75มม.กลายเป็นอาวุธสำคัญ รถถังเยอรมันทุกคันติดตั้งวิทยุ และมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับตัวต่อสถานการณ์รบที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้เยอรมันยังล้ำหน้าในเรื่องเทคนิคการต่อสู้รถถัง ปืนใหญ่ต่อสู้ฯ 88มม.ที่น่าเกรงขามของพวกเขา แต่เดิมเป็นอาวุธต้านอากาศยาน มันมีความคล่องแคล่วเท่าเทียมกัน และได้กลายเป็นปืนต้านรถถังที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสงคราม 

 

+++++++++++++++++++++

 

The Desert Fox

 

รอมเมลไม่รอช้า ภายใน10วันเขาเริ่มการบุกครั้งแรก และไม่รอการระดมพลจนเต็มอัตราศึก เขาเคลื่อนทัพฉับพลันเข้าต้านกองทัพบริติชที่ไม่เคลื่อนไหว ทำให้พวกเขาปั่นป่วน

บริติชต้องผิดหวังเมื่อลูกปืนใหญ่หนัก2ปอนด์สะท้อนกลับจากยานเกราะเยอรมัน มีการติดตามผลในทันที และในต้นเดือนเมษาฯบริติชจำต้องถอนกำลังออกจากเบงกาซี

โอ’คอนเนอร์ที่พึ่งถูกเรียกตัวกลับ ถูกยึดทัพ การเคลื่อนไหวอันปราดเปรื่องของรอมเมลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่เดือน และสถานการณ์พลิกผันอย่างชัดเจน
โอ’คอนเนอร์ไม่หลงเหลือความได้เปรียบ และอาฟริกาคอร์ปบรรลุภารกิจล้อมกรอบ ที่มั่นข้าศึกในโทบรุก ปลายฤดูใบไม้ร่วง นายพลโอคินเลคทำการโจมตีอีกครั้งในทะเลทราย และพบกับความสำเร็จในชั่วระยะหนึ่ง โดยยึดคืนเบงกาซีได้ในเดือนธันวาคม แต่ก็ตกไปเป็นของเยอรมันอีกครั้งในปี1942 และรอมเมลผลักดันเข้าสู่ฝั่งตะวันออกอีกครั้ง อียิปต์คือเป้าถัดไป

ในตอนนี้ เส้นทางเสบียงของเยอรมันขยายตัวจนเกินขีดจำกัด และรถถังปฏิบัติการจำนวนหนึ่ง สูญสิ้นไปเพราะเส้นทางที่ยาวและลำบาก

 

โอคินเลคบัญชาการตั้งมั่นที่แอล อลาเมน ที่ซึ่งบึงน้ำเค็มขนาดใหญ่ช่วยป้องกัน
ไม่ให้รอมเมลต้อนบริติชไปสู่ใต้ ตลอดเดือนกรกฎาฯ รอมเมลกับแนวหน้าที่อ่อนแรง
ดึงดันโจมตีซ้ำที่มั่นของบริติชรอบๆแอล อลาเมน ทว่าการจู่โจมแต่ละครั้งถูกสวนกลับ ถึงกระนั้นกองทัพบริติชที่8ยังอยู่ในสถานะไม่มั่นคง

รอมเมล ซึ่งได้เลื่อนเป็นจอมพล ขยายผลต่อเนื่องจากการยึดครองโทบรุก พยายามทะลวงแนวรับแอล อลาเมน และวางแผนยึดเชื้อเพลิง เพื่อข้ามไปไคโร สิ่งแรกที่เขาต้องทำ คือการฟื้นฟู และเสริมกำลังกองทัพ

ทั้งที่ได้รับเสบียงและการเสริมกำลังอย่างจำกัด ในปลายเดือนสิงหาคม รอมเมลพร้อมที่จะดำเนินการโจมตี

ในช่วงเดียวกันมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสายบัญชาการของบริติช

 

+++++++++++++++++++++

 

The British Response

 

 

นายพลโอคินเลค ถูกแทนที่ตำแหน่งผบ.สูงสุด โดยนายพลอเล็กซานเดอร์

 

 

ขณะที่นายพลเบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี่บัญชาทัพในสนามรบ มอนต์โกเมอรี่ นายทหารผู้สุขุมรอบคอบ ได้สืบทอดแผนการทรงคุณค่าที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งเยอรมัน สกัดปัจจัยสำเร็จของแผนรบบลิทซ์ครีก  บริติชกระหยิ่มใจในความได้เปรียบทางอากาศยานที่เพิ่มขึ้น และตอนนี้กองทัพที่8มีรถถัง700คัน

มอนต์โกเมอรี่รู้ว่า มีสันเขาที่สำคัญ ในอลาเอลฮาฟา ซึ่งรอมเมลต้องการเข้ายึด ดังนั้นเขาจึงเตรียมการตั้งรับในเชิงลึก เครื่องถอดรหัสของบริติชสามารถแปลสัญญาณข้าศึก และขบวนคอนวอยเยอรมันจากอิตาลีถูกทำลายในเมดิเตอเรเนียน มอนต์โกเมอรี่รู้เท่าทันว่ารอมเมลจะเริ่มการบุกเมื่อใด เมื่อถึงเวลา การรบที่อลาเอลฮาฟารวดเร็ว แนวทุ่นระเบิด สกัดการบุกครั้งแรกของเยอรมัน และเมื่อการโจมตีหลักเริ่มขึ้น เช้าวันต่อมา รถถังเยอรมัน200คันและอิตาลี240คัน ถูกระเบิดโจมตีถล่ม รอมเมลล้มเหลวทั้งการบุกฉับพลันและความเร็ว และอาทิตย์แรกของเดือนกันยายน อาฟริกาคอร์ปย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น

ในบางแง่มุม ทะเลทรายเป็นผืนดินอุดมคติสำหรับสงครามรถถัง มันราบเรียบ มีโค้งและสิ่งกีดขวางธรรมชาติน้อย ที่ๆรถถังที่หยุดนิ่งสามารถอำพรางได้ง่าย แต่การเคลื่อนที่ของรถถัง จำเป็นต้องคุมน่านฟ้าด้วย ทรายฟุ้งไปในอากาศตามรอยทาง ถูกตรวจจับได้ง่ายโดยเครื่องบินข้าศึก และยานยนต์ที่เคลื่อนช้าก็ตกเป็นเป้านิ่งจากเบื้องบนได้ง่าย

ควันพวยพุ่งจากรถถังที่ลุกไหม้จะบอกตำแหน่งของหน่วยรบเป็นไมล์ๆ

 

สำหรับพลรถถัง ชีวิตประจำวันในทะเลทราย ที่พวกเขาต้องทนอยู่ช่างน่ากลัว แมลงสร้างความรำคาญให้เสมอ ความร้อนและเสียงเครื่องยนต์ภายในยากที่จะทานทน ทรายที่ฟุ้งกระจายทำให้เครื่องจักรสะดุดและป้อมปืนขัดข้อง

ทรายแทรกซึมเข้าไปในตีนตะขาบ และยึดติดฝังแน่น เครื่องยนต์กลไกที่ใหญ่และซับซ้อนต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง และเมื่อไม่มีรถถังทหารก็ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของทะเลทราย

ในการรบ แผ่นเกราะของรถถังช่วยป้องกันทหารจากกระสุนไรเฟิลและปืนกล รวมทั้งกระสุนปืนใหญ่ขนาดต่างๆ แต่แม้กระทั่งสุดยอดยานเกราะ ก็ถูกทำลายได้ด้วยการยิงที่ตรงและแรง

สำหรับพลรถถังหลายคนที่สิ้นชีพในทะเลทราย ความตายไม่ได้มาโดยง่าย รถถังที่ถูกโจมตีตรงๆ อาจจะระเบิด แต่ถ้าไม่ แรงอัดจะถูกเปลี่ยนไปเป็นความร้อนถึงขีดสุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มอุณหภูมิอย่างรุนแรงภายในรถถัง การเผาไหม้และขาดอากาศพรากหลายชีวิต หมุดยึดที่นิยมใช้ในการสร้างรถถังบริติชสามารถก่ออันตราย การกระแทกอาจทำให้หมุดยึดพุ่งปะทุเข้าใส่พลรถฯด้วยโลหะร้อน เล่าขานกันว่าเสียงกรีดร้องของคนที่กำลังจะตายในรถถังที่ลุกโชน ผู้ที่ได้ยินไม่มีวันลืมเลือน แม้แต่ผู้ที่สามารถตะกายหนีออกจากรถถังที่ลุกไหม้ในทะเลทรายได้ พวกเขาก็มักจะอยู่ห่างไกลจากสถานพยาบาล และในระหว่างสงคราม น้ำสำหรับทหารและคนเจ็บ ขาดแคลนอย่างสม่ำเสมอ

 

++++++++++โปรดติดตามตอนต่อไป+++++++++++


แผ่นดินเดือด: “แพนเซอร์สำแดงเดช” (1)


แผ่นดินเดือด: แพนเซอร์สำแดงเดช (1)

SCORCHED EARTH: PANZER BATTLES / แปลโดย: albertpotjes

 

 

ในวันเกิดครบ50ปี กองทัพใหม่ของฮิตเลอร์นำหน้าเขาในขบวนสวนสนาม เหตุการณ์ถูกจัดฉากขึ้นเพื่อข่มขวัญโลก ความจริง รถถังส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและติดอาวุธเบา และหลายคันขับวน2รอบเพื่อสร้างภาพให้ดูยิ่งใหญ่ตระการตา แต่มันก็รองรับกุศโลบายของฮิตเลอร์ในการสร้างความพรั่นพรึง และเป็นเครื่องยืนยันการฟื้นอำนาจทหารของเยอรมัน

พิพิธภัณฑ์รถถังโบวิงตั้น ในเมืองดอร์เซ็ต ประเทศอังกฤษ เป็นที่พักผ่อนแหล่งสุดท้ายของรถถังกว่า300คัน อาวุธที่ครั้งหนึ่งเคยก่อหายนะในสงครามโลก สายพานและปืนของพวกมันสงบนิ่ง แม้ตอนนี้จะผ่านเลย50ปีที่พวกมันหยุดเคลื่อนไหว แต่ความโอฬารของพวกมันยังคงแสดงพลังคุกคาม เป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงอาวุธสงครามอันน่าสะพรึงกลัว

 

การรบในช่วงต้นสงคราม กองทัพฮิตเลอร์ได้ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า
ทหารเยอรมันคุ้นเคยกับการเจอคู่ต่อสู้ที่ได้เปรียบ และก็คุ้นเคยกับชัยชนะ

หน่วยรบจักรกลและหุ้มเกราะที่มีเพียงจำนวนน้อย เป็นองค์ประกอบทันสมัยของกองทัพเยอรมันอย่างแท้จริง และเป็นกุญแจแห่งชัยชนะที่เหลือเชื่อ ทหารในหลายๆประเทศคุ้นเคยกับวิทยุ, รถถัง, และเครื่องบินรบ แต่มีเพียงเยอรมันที่รวมองค์ประกอบเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อจัดตั้งหน่วยรบแบบบูรณาการ พร้อมด้วยพลังทำลายที่ยอดเยี่ยม

 

เหล่านายพลของฮิตเลอร์ได้บันทึกตำราพิชัยยุทธขึ้นใหม่

ในโปแลนด์ มันใช้เวลาไม่ถึงเดือนในการกำจัด กองทัพใหญ่แต่ด้อยอาวุธและ
ไร้ระเบียบ ซึ่งยึดติดกับการจัดแนวรบแบบเดิมๆ ในฝรั่งเศส เยอรมันสามารถท้าทายกองทัพที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในยุโรป

ทหารฝรั่งเศสเปลี่ยนกลยุทธ์เล็กน้อยจากสงครามโลกครั้งแรก

เหมือนฝรั่งเศส เหล่านายพลบริติชไม่ได้ถูกฝึกให้คิดเร็วหรือคิดเป็นผลดังเช่นฝ่ายเยอรมัน

ในยุทธการบลิทซ์ครีกหรือ”สงครามสายฟ้าแลบ”  กองทัพบริติชถูกขัดตาทัพ

เพียงแต่ความสำเร็จนี้ถูกบดบังโดยชัยชนะอันเหลือเชื่อของเยอรมันในสงครามต้านลัทธิสตาลินในโซเวียต

มิถุนายน 1941 นำทัพโดยหน่วยรถถัง เยอรมันกวาดฝั่งตะวันออกในการโอบล้อมครั้งใหญ่ รถถังโซเวียตหลายคันถูกทำลาย และทหารโซเวียตนับร้อยนับพันถูกฆ่าหรือจับกุม

ดูเหมือนว่าฮิตเลอร์จะสำเร็จในที่ๆนโปเลียนเคยล้มเหลว ในการยึดมหาอำนาจตะวันออก

 

 

รถถังกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความไร้เทียมทานของเยอรมัน ในความจริง ปัจจัยแห่งความสำเร็จของเยอรมันแทบจะไม่ขึ้นกับความเหนือชั้นในด้านเทคโนโลยีทางทหาร หรือแม้แต่ความเป็นเลิศในแบบแผนการฝึก กองพลแพนเซอร์ส่วนมากจะติดตั้งรถถังเบาแพนเซอร์1และ2 ป้อมปืนของแพนเซอร์1 ได้ถูกแทนที่โดยโครงสร้างพิเศษ  และถูกใช้เป็นศูนย์บังคับ แทบไม่น่าเชื่อว่ารถถังที่เล็กและหุ้มเกราะบาง จะสามารถเป็นหัวหอกในยุทธการทำลายล้างบลิทซ์ครีก

เบื้องหลังความสำเร็จ มาจากความรวดเร็วและการร่วมแรงร่วมใจ มันเป็นวิถีใหม่ในการทำสงคราม ซึ่งเป็นงานหนักสำหรับศัตรูของเยอรมัน บังคับให้พวกเขาต้องคิดปรับแผนการรบกันยกใหญ่ ผ่านบทเรียนที่ได้เรียนรู้อย่างช้าๆ  และในที่สุดคำตอบต่อบลิทซ์ครีก ก็ปรากฏ

 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>

 

North Africa 1940

 

การสู้รบในทะเลทราย เริ่มขึ้นเมื่ออิตาลีเข้าสู่สงครามในปี1940 ทัพบริติช
ที่ปักหลักในอียิปต์และซูดาน ต้องเผชิญหน้ากับทัพอิตาลีที่ใหญ่กว่า บนแนวรบ2ฝั่ง  แต่บริติชกระหยิ่มใจในความได้เปรียบ

 

รถถังอุ้ยอ้ายหนัก26ตันนาม “มาทิลด้า” ที่ได้ชื่อนี้เพราะมันดูคล้ายตัวการ์ตูนเป็ดชื่อดังของยุคนั้น มันเหนือกว่ารถถังเอ็ม11และเอ็ม13 ที่อิตาลีใช้งาน

มันเชื่องช้า เคลื่อนที่ได้แค่8ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ติดอาวุธหนัก และไร้เทียมทาน ยกเว้นกับอาวุธหนักต่อสู้รถถัง มันได้รับการติดตั้งปืนใหญ่ฯยิงเร็ว น้ำหนัก2ปอนด์ และปืนกล 

 

 

ก่อนถูกโยกย้ายโดยฝ่ายบัญชาการที่ไร้วิสัยทัศน์ พลจัตวาโฮบาร์ท มีส่วนมากในการสร้างกองทัพหุ้มเกราะอันยอดเยี่ยม เทียบเคียงได้กับการจัดแนวรบของเยอรมัน และในนายพลโอ’คอนเนอร์ บริติชมีแม่ทัพที่มีวิสัยทัศน์โดดเด่นและเก่งกาจ 

 

 

วันที่9ธันวาคม 2กองร้อยรถถัง’มาทิลด้า’ภายใต้การนำของนายพลโอ’คอนเนอร์ สามารถเข้าจู่โจมฉับพลันได้สำเร็จ และโจมตีฐานที่มั่นของอิตาลีที่ซีดี้ บารานี่
โดยปราศจากการเปิดฉากระดมยิงตามธรรมเนียม
10นาฬิกาป้อมปราการถูกยึด รถถังอิตาลีทุกคันถูกกำจัด และบริติชมีนักโทษ2,000คนที่ต้องจัดการ

มาทิลด้าถูกค้นพบว่ามันสามารถรับการโจมตีโดยตรงกว่า40ครั้ง และเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง

ตามมาด้วยยุทธการล้อมกรอบ  ผลักดัน500ไมล์ไปฝั่งตะวันออก ในระหว่างที่10กองพลอิตาลีถูกทำลายอย่างราบคาบ พร้อมด้วยการยึดรถถังและปืนนับร้อย ทหารของนายพลโอ’คอนเนอร์เสียชีวิตน้อยกว่า2,000ราย ขณะที่อิตาลีมียอดทหารบาดเจ็บล้มตายรวมกว่า100,000นาย และกว่า130,000นายถูกจับกุม การดูแลนักโทษอิตาลีโดยไม่มีค่ายกักกัน การพลาธิการเพื่อจัดการเชลยจำนวนมาก ได้สร้างอุปสรรคอย่างใหญ่หลวง

กุมภาพันธ์ 1941 โอ’คอนเนอร์ฮึกเหิมเตรียมการ ในการรุกเข้าทริโปลิ เพื่อกำจัดทัพข้าศึกที่เข้ามาในแอฟริกา แต่เชอร์ชิลตัดสินใจว่ากองพลที่แข็งแกร่งของโอ’คอนเนอร์ ควรจะถูกส่งไปกรีซอย่างเร่งด่วน ภายใน2เดือน การครองทะเลทรายของบริติชได้พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

 

>>>>>>โปรดติดตามตอนต่อไป<<<<<


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 200 other followers